Branded Content
ท้องทะเลไทยเป็นหนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างเสน่ห์ให้ประเทศไทยบนเวทีโลก ทั้งในฐานะแหล่งดำน้ำระดับนานาชาติ และจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวปะการังหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับความเสื่อมโทรมจากปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาปะการังฟอกขาว การทิ้งสมอเรือในพื้นที่แนวปะการัง รวมถึงผลกระทบจากการท่องเที่ยวและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ระบบนิเวศทางทะเลอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง
.
ด้วยแนวคิดที่ว่า การท่องเที่ยวจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อทรัพยากรธรรมชาติได้รับการดูแลรักษา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงร่วมมือกับ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมืองพัทยาและพันธมิตร จัดกิจกรรม ‘TAT x SCG รักษ์ทะเลไทย’ ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2569
.
โดยนำวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง หรือ ‘บ้านปะการัง’ ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี SCG 3D Printing จำนวน 66 หลัง ลงติดตั้งใต้ทะเลเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเล ส่งเสริมการฟื้นตัวของแนวปะการัง และยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของไทยให้เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน
.
บ้านปะการังทั้ง 66 หลัง ไม่ได้เกิดขึ้นจากการออกแบบเพียงครั้งเดียว แต่ผ่านการวิจัย ทดลอง และพัฒนาร่วมกันของหลายภาคส่วน เพื่อให้โครงสร้างสามารถฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ทะเลได้จริง ตั้งแต่การออกแบบรูปทรง การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการติดตามผลหลังนำไปติดตั้ง
.
The Momentum พูดคุยกับรองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ Vice President-Future Constructions เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ถึงเบื้องหลังของโครงการ ‘TAT x SCG รักษ์ทะเลไทย’ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความร่วมมือ การพัฒนานวัตกรรม SCG 3D Printing ไปจนถึงเป้าหมายในการใช้การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน
.
• บ้านปะการัง 66 หลัง จุดเริ่มต้นของระบบนิเวศใหม่ใต้ทะเล
.
ปัจจุบันความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ได้วัดเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเติบโตที่สร้างคุณค่าให้กับประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะทรัพยากรทางทะเลที่เป็นจุดแข็งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทั้งกลุ่มนักดำน้ำและผู้ที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
.
นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงให้ความสำคัญกับแนวคิด Responsible Tourism หรือการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพราะทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด จำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบเพื่อให้สามารถรองรับการท่องเที่ยวได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
.
จากแนวคิดดังกล่าว ทำให้ ททท.มองว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลเป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากทะเลไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งปัญหาปะการังฟอกขาว ความเสียหายจากการทิ้งสมอเรือผิดจุด รวมถึงผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์
.
โดยหลังจากสำรวจพื้นที่ที่มีความต้องการฟื้นฟู ททท.พบว่า SCG มีโครงการอนุรักษ์ทะเลดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว และทั้งสององค์กรมีเป้าหมายเดียวกันในการขับเคลื่อนความยั่งยืน จึงเกิดเป็นความร่วมมือดังกล่าว
.
“เราเห็นตรงกันว่า เกาะล้านน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และเป็นแหล่งเรียนดำน้ำยอดนิยมสำหรับนักดำน้ำมือใหม่ ส่วนตัวผมเองก็มาเรียนดำน้ำที่นี่ จึงรู้สึกว่าอยากตอบแทนพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของนักดำน้ำจำนวนมากจากทั่วโลก เมืองพัทยาและชุมชนเกาะล้านก็ให้ความสนใจ จึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะจัดกิจกรรม TAT x SCG รักษ์ทะเลไทย ที่เกาะล้าน”
.
กิจกรรมหลักของโครงการ คือการนำบ้านปะการังหรือปะการังเทียมที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี SCG 3D Printing โดยออกแบบให้เอื้อต่อการเกาะตัวและการเจริญเติบโตของตัวอ่อนปะการัง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลงวางใต้ท้องทะเลบริเวณเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นแหล่งอาศัยและแหล่งเพาะพันธุ์ของปะการังและสัตว์น้ำ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว
.
การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปี การก่อตั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยการวางบ้านปะการังจำนวน 66 หลัง เพื่อร่วมสร้างคุณค่าให้กับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ลดผลกระทบต่อแนวปะการังธรรมชาติ ทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นแหล่งดำน้ำแห่งใหม่ รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่สนใจกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล
.
“ก่อนหน้านี้เราเคยดำเนินโครงการร่วมกันที่จังหวัดภูเก็ต จึงเห็นว่าน่าจะต่อยอดจากความสำเร็จเดิม โดยปีนี้จะนำปะการังเทียมลงทะเลทั้งหมด 66 หลัง เนื่องจากปีนี้ ททท.ครบรอบ 66 ปี ปีหน้าก็อาจจะเพิ่มอีก 1 ชิ้นเป็น 67 ชิ้น หรืออาจขยายไปดำเนินโครงการในพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อขยายพื้นที่การอนุรักษ์ทะเลไทยต่อไป”
.
โดยเบื้องต้นมีการศึกษาพื้นที่ในภาคตะวันออก ทั้งบริเวณเกาะบ้านนอก เกาะบ้านใน จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด รวมถึงแหล่งดำน้ำสำคัญในภาคใต้ เช่น เกาะเต่า เกาะสมุย และพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล เพื่อขยายพื้นที่อนุรักษ์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
.
นิธีกล่าวว่า การฟื้นฟูปะการังไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะคุณภาพของทรัพยากรทางทะเลมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักดำน้ำที่ให้ความสำคัญกับความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการังและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ หากดูแลทรัพยากรได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยก็จะเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวทางทะเลที่มีคุณภาพ
.
“เรามองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ เพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แนวคิดของ ททท.คือการมุ่งสู่การท่องเที่ยวคุณภาพที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงจิตสำนึกด้านความยั่งยืนด้วย
.
“วันนี้นักท่องเที่ยวและพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลกต่างมองหาจุดหมายปลายทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การพัฒนาความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงการรักษาธรรมชาติ แต่คือการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว”
.
ทั้งนี้ นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว ททท.ยังดำเนินโครงการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) โครงการ CF Hotels โครงการ STG STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) และการผลักดันพื้นที่ต้นแบบความยั่งยืน Krabi Prototype
.
• SCG 3D Printing จากงานก่อสร้างสู่การฟื้นฟูทะเล
.
หากพูดถึงการก่อสร้าง ภาพที่หลายคนนึกถึงคงเป็นการก่ออิฐ ฉาบปูน หรืออาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมแบบที่คุ้นเคย แต่วันนี้เทคโนโลยี 3D Printing กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดในการก่อสร้าง ด้วยความสามารถในการสร้างโครงสร้างที่มีรูปทรงอิสระ (Free Form) ตามจินตนาการ ซึ่งการก่อสร้างแบบเดิมทำได้ยากหรือมีต้นทุนสูง
.
กัลยา วรุณโณ Vice President-Future Constructions เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง อธิบายว่า เทคโนโลยี 3D Printing เป็นการก่อสร้างรูปแบบใหม่ที่ใช้เครื่องจักรพิมพ์ชิ้นงานขึ้นทีละชั้น คล้ายการบีบครีมเค้ก สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่คือวัสดุที่ใช้พิมพ์ เพราะปูนซีเมนต์ทั่วไปไม่สามารถนำมาใช้ได้
.
SCG จึงพัฒนาปูนสูตรพิเศษสำหรับงาน 3D Printing โดยเฉพาะ ให้ไหลผ่านหัวพิมพ์ ยึดเกาะกันได้ในแต่ละชั้น และคงรูปได้ทันทีหลังการพิมพ์ พร้อมเลือกใช้ปูนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cement) ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เทคโนโลยีนี้ตอบโจทย์ทั้งด้านการออกแบบ ประสิทธิภาพการก่อสร้าง และความยั่งยืน
.
เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาต่อยอดเป็น ‘บ้านปะการัง’ เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลควบคู่กับการสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่ง SCG ร่วมพัฒนารูปแบบกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างโครงสร้างที่กลมกลืนกับธรรมชาติและเอื้อต่อการฟื้นตัวของระบบนิเวศใต้ทะเล
.
โดยบ้านปะการังที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี SCG 3D Printing ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง ทั้งรูปทรง พื้นผิว และช่องว่างต่างๆ ช่วยให้ปะการังเจริญเติบโตและพัฒนาเป็นแนวปะการังใหม่ได้ในระยะยาว
.
“เราช่วยกันออกแบบว่า ทำอย่างไรให้บ้านปะการังที่ออกแบบมานั้นเข้ากับธรรมชาติ เมื่อเข้ากับธรรมชาติแล้ว ก็จะทำให้ปะการังมาเกาะ และยังเป็นบ้านของปลาด้วย เรามีการติดตามผลด้วยว่า เมื่อเอาไปวางแล้ว ปะการังงอกไหม ปลาเข้ามาอาศัยไหม ซึ่งเราพบว่าบางรูปแบบปะการังก็ไม่มาเกาะ เราจึงต้องปรับแบบไปเรื่อยๆ จนได้รูปแบบที่เหมาะสมที่สุด และรู้ว่าทำอย่างไรให้ปะการังมาเกาะได้”
.
เมื่อปะการังเริ่มเติบโต ระบบนิเวศก็จะค่อยๆ ฟื้นตัว สัตว์น้ำหลากหลายชนิดจะกลับเข้ามาอาศัย ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นเพียงพื้นทะเลโล่ง กลายเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต และยังเป็นจุดดำน้ำที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น ปัจจุบัน บ้านปะการังที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 3D Printing ของ SCG ถูกนำไปติดตั้งแล้วในหลายพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลแล้ว ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในแต่ละพื้นที่ด้วย
.
นอกเหนือจากงานด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี 3D Printing ยังนำไปใช้กับงานก่อสร้างได้หลากหลาย ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ รั้ว ผนัง เสา ร้านอาหาร รีสอร์ต ไปจนถึงบ้านพักอาศัย โดยเฉพาะงานที่ต้องการรูปทรงโค้งหรือรูปแบบพิเศษ ซึ่งการก่อสร้างแบบเดิมทำได้ยาก
.
กัลยามองว่า ในอนาคตเทคโนโลยีนี้จะมีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยลดการใช้แรงงาน ลดเศษวัสดุจากการก่อสร้าง และทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิม จากเดิมที่งานก่อสร้างทั่วไปมักมีเศษวัสดุเหลือประมาณ 15-20% แต่การพิมพ์ด้วยระบบ 3D Printing แทบไม่เหลือเศษวัสดุเลย
.
โครงการ ‘TAT x SCG รักษ์ทะเลไทย’ จึงสะท้อนให้เห็นว่า การอนุรักษ์และการพัฒนาเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกันได้ เมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ร่วมกันนำนวัตกรรมมาใช้ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ บ้านปะการังทั้ง 66 หลังอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศใหม่ใต้ทะเลที่จะช่วยคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ทะเลไทย และต่อยอดสู่แหล่งท่องเที่ยวคุณภาพในอนาคต