ในห้องบนชั้น 7 ของ True Digital Park ที่มีเพียงโซฟาและเก้าอี้ไม้วางล้อมเป็นวง พร้อมป้ายชื่อ ‘SHANE’ และ ‘SIGVE’ กับจอฉายหัวข้อของช่วงแรกว่า ‘Expectation vs Reality’ (ความคาดหวัง ปะทะ โลกของการทำงานจริง)

คนที่นั่งอยู่ในวงคือนิสิตนักศึกษาจบใหม่กลุ่มหนึ่ง ขณะที่คนนั่งตอบคำถามคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

เวทีนี้คือ ‘Hope Club x Sigve & Dr.Yodchanan Roundtable #2’ ในชื่อ ‘จบใหม่…ไป(กัน)ต่อ’ จัดโดยทรูและ Spring เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา และประเด็นที่ถูกวางไว้กลางวงตั้งแต่ต้น คือคำถามที่ตอบยากขึ้นทุกปี ว่าการเรียน 4 ปีในมหาวิทยาลัย ยังคุ้มกับสิ่งที่รออยู่ข้างนอกหรือไม่

ยศชนันตอบคำถามแรกด้วยการบอกว่า ใบปริญญา หรือกระทั่งปริญญาโท อาจไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และในโลกการทำงานจริง สายงานกับชื่อปริญญาไม่จำเป็นต้องตรงกัน 100%

“คนจบวิศวกรรมศาสตร์ไปเป็นเจ้าของธุรกิจได้เป็นเรื่องปกติ” แต่การจะ ‘ข้ามสาย’ ที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางเชิงลึกมากๆ เช่น จบสถาปัตยกรรมศาสตร์แล้วจะไปเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ยังเป็นเรื่องท้าทายและต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ

สาระสำคัญของสิ่งที่ยศชนันพูดวันนั้น คือการเปลี่ยนนิยามของมหาวิทยาลัย จากที่ที่ ‘จบแล้วได้ใบ’ ไปเป็นศูนย์บ่มเพาะ (Incubator)

“ในไทยมีคนตั้งคำถามว่า มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่ไหม นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมพยายามเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นโปรแกรมบ่มเพาะ” เขากล่าว

ข้อเสนอมี 2 ชั้น ชั้นแรกคือเครื่องมือ มหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์มีห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ราคาสูงที่นักศึกษาเข้าถึงได้ ปัญหาคือ ทุกวันนี้นักศึกษาจำนวนมากได้ใช้แค่ตอนทำวิทยานิพนธ์

“พอเรียนจบกลับไปอยู่บริษัท คุณต้องซื้ออุปกรณ์พวกนี้เอง ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ก็ไม่มีเทคโนโลยีระดับ Deep Tech แบบนั้น”

ฉะนั้นยศชนันจึงผลักดันแนวคิด Open Space ให้มหาวิทยาลัยเปิดพื้นที่และเครื่องมือ ให้นักศึกษาได้สร้างโปรเจกต์และทดลองทำธุรกิจตั้งแต่ยังไม่จบ โดยไม่ต้องแบกต้นทุนค่าอุปกรณ์เอง เป้าหมายปลายทางคือ เพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพจากฝีมือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Deep Tech และ Biotech

ชั้นที่ 2 คือคน “ถ้าคุณอยากรู้จักนักธุรกิจ นักการเมือง หรือคนดัง คุณหาเจอได้ในมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยเชิญคนเหล่านี้เข้ามา คนที่คุณอาจไม่มีวันได้เจอ ถ้าอยู่แต่ในบริษัทหรืออยู่บ้าน” เขาบอกว่านี่คือมูลค่าที่คนมักมองข้าม และย้ำว่าคอนเนกชันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ที่ตามมาด้วยกันคือการรื้อกรอบอายุ ยศชนันตั้งคำถามตรงๆ ว่าทำไมชีวิตมหาวิทยาลัยในไทยถึงถูกจำกัดอยู่แค่ช่วง 18-22 ปี ทั้งที่คนจำนวนมากในวัยนั้นต้องออกไปทำงาน และเมื่อออกไปแล้วก็แทบไม่มีทางกลับมาเรียนอีก แนวคิดที่เขาใช้เรียกทิศทางนี้คือ Open Science และ Open Innovation

อีกช่องว่างที่ รมว.อว.สะท้อนคือกรอบความคิด เขาระบุว่า นักศึกษาไทยส่วนใหญ่คิดถึงแค่การหางานในประเทศทันทีที่เรียนจบ ขณะที่นักศึกษาจากสิงคโปร์หรือฮ่องกงมองหาโอกาสจากทั่วโลก

ทักษะที่ต้องเร่งสร้างจึงเป็นทักษะการเอาตัวรอดนอกห้องเรียน ทั้งการสื่อสาร ความเป็นผู้ประกอบการ และการพิตช์งาน ซึ่งเขาย้ำว่าเริ่มสะสมได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ผ่านการลงมือทำโปรเจกต์จริงกับเพื่อนและอาจารย์

ในวงเดียวกัน ซิกเว่หยิบความกังวลที่ลอยอยู่มาวางบนโต๊ะ นั่นคือกระแสที่ว่า AI กำลังกลืนตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น จนอัตราว่างงานของเด็กจบใหม่พุ่งสูงและคนรุ่นใหม่รู้สึกไร้ที่ยืน

คำอธิบายกระแสหลักคือ องค์กรที่เคยเป็นพีระมิดฐานกว้าง โดยฐานคือบัณฑิตจบใหม่ที่รับงานซึ่งมีขั้นตอนชัดเจน กำลังจะถูกบีบฐานให้แคบลงจนกลายเป็นรูปเพชร แต่ CEO ทรูมองต่างออกไป

“ส่วนที่กำลังเผชิญแรงกดดันมากที่สุดไม่ใช่ฐาน แต่เป็นช่วงกลาง” เพราะหน้าที่หลักของผู้จัดการตลอดหลายทศวรรษ คือการส่งต่อข้อมูลระหว่างคนลงมือทำกับคนกำหนดทิศทาง ทว่าวันนี้ AI ทำได้มากขึ้นเรื่อยๆ คนกลุ่มกลางจึงต้องขยับขึ้นไปเป็นผู้นำ หรือออกไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ผลลัพธ์คือรูปทรงใหม่ที่เขาเรียกว่า ‘องค์กรนาฬิกาทราย’ ด้านบนคือผู้นำอาวุโสที่มีวิจารณญาณและมุมมองเชิงกลยุทธ์ ด้านล่างคือฐานกว้างของคนรุ่นใหม่ที่โตมาพร้อม AI

และฐานนั้นไม่ได้มีไว้ทำงานประจำที่เทคโนโลยีทำแทนได้ ซิกเว่บอกว่า ทักษะพื้นฐานที่องค์กรต้องการจากคนกลุ่มนี้คือการรู้ว่า ‘ควรถามอะไร’ และมองออกเมื่อคำตอบนั้น ‘ผิด’ ซึ่งคนที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้มาตั้งแต่ในโรงเรียนมักทำได้โดยสัญชาตญาณ อีกทั้งพวกเขายังเป็นคนกลุ่มเดียวในองค์กรที่มองบริษัทผ่านสายตาของลูกค้ารุ่นถัดไปได้ชัดที่สุด

ภาพเปรียบเทียบที่ถูกยกขึ้นมาในวง มาจากผู้ร่วมสนทนารุ่นใหม่คนหนึ่งที่มอง AI เป็น ‘ซูเปอร์คาร์’ รถช้าจำกัดระยะทางของคุณ รถเร็วพาคุณไปไกลกว่า และถึงจุดหมายที่เคยดูเป็นไปไม่ได้ AI จึงไม่ได้มาแทนความสามารถมนุษย์ แต่มาขยายศักยภาพ

ซิกเว่เสริมต่อว่า “จงเรียนรู้ที่จะขับรถเร็วคันนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าใช้ AI เพื่อทำให้งานน้อยลง แต่ใช้มันเพื่อเปิดประสบการณ์ให้มากขึ้น”

แต่การขับให้ดี ต้องรู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปไหน และสนามทดสอบกับถนนจริงไม่เหมือนกัน “ที่โรงเรียน โจทย์ถูกส่งมาให้แล้ว แต่ในโลกการทำงานจริงไม่ใช่” เขาชี้ว่า งานที่แท้จริงคือการกำหนดกรอบปัญหาท่ามกลางความเป็นจริงที่ซับซ้อนและไร้โครงสร้าง ขณะที่ผู้ร่วมวงอีกคนสรุปสั้นๆ ว่า การเก่งทางวิชาการไม่ได้แปลว่าเก่งในวิชาชีพโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่รถคันนี้ไม่มีคือวิจารณญาณของมนุษย์ ซิกเว่ยกตัวอย่างว่า AI อาจชนะปรมาจารย์หมากรุกได้ แต่ยังพลาดกับงานพื้นฐานบางอย่างอย่างการอ่านนาฬิกาเข็ม ที่สำคัญกว่านั้นคือ แนวโน้มที่ AI จะเออออตามผู้ถาม (Sycophancy) และสร้างคำตอบที่ ‘ดูเหมือนสิ่งที่ผู้ถามอยากได้’ มากกว่าคำตอบที่จำเป็นต้องได้ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์จึงสำคัญ เพราะผลลัพธ์สุดท้าย มนุษย์คือคนที่ต้องรับผิดชอบ

นี่คือเหตุผลที่เขาบอกว่า Soft Skills เป็นสกุลเงินที่แข็งที่สุดในองค์กรรูปนาฬิกาทราย โดยยกตัวอย่างจากผู้ร่วมวงที่พูดถึง ‘ศิลปะแห่งการทูต’ นั่นคืองานที่ต้องหาจุดร่วม อ่านบรรยากาศในห้อง และเข้าใจผู้คนอย่างลึกซึ้ง

“วุฒิการศึกษาอาจทำให้คุณออกตัวได้ดีกว่าในทักษะเชิงเทคนิค แต่การสื่อสาร การนำเสนอ และภาวะผู้นำ จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะไปได้ไกลแค่ไหน”

เมื่อช่วงกลางขององค์กรแคบลง และเส้นทางอาชีพแตกออกหลายทาง ซิกเว่มองว่าการศึกษาที่สิ้นสุดลงที่ใบปริญญา ย่อมตอบสนองพลวัตของตลาดแรงงานไม่ทัน เขาบอกว่ารู้สึกยินดีที่ได้ฟังรัฐมนตรีพูดในเวทีเดียวกันว่า การเรียนรู้ต้องไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต และมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนจากการบรรยายทางเดียวไปสู่พื้นที่ปฏิบัติจริง

คำแนะนำของเขาต่อคนรุ่นใหม่คือ อย่าเพิ่งรีบจำกัดตัวเองให้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเร็วเกินไป แต่เรียนให้กว้าง สร้างเครือข่ายหลากหลาย และเปิดใจเปลี่ยนทิศทางเมื่อตลาดเปลี่ยน โดยคิดเสมอว่า ชีวิตคือวงจรของการเรียน ทำงาน กลับไปเรียน แล้วกลับมาทำงานอีกครั้ง

ในโลกแบบนั้น เขามองว่า Work-Life Balance ที่วัดกันเป็นจำนวนชั่วโมงใช้ไม่ได้อีกต่อไป มาตรวัดที่ดีกว่าคือพลังงาน ดังที่ผู้ร่วมวงคนหนึ่งพูดไว้ว่า “พลังงานก็เหมือนแบตเตอรี่ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ชาร์จอย่างไร แต่รวมถึงเราใช้พลังงานนั้นไปกับอะไรด้วย”

เพราะความเหนื่อยจากงานที่รักกับการหมดพลังจากงานที่ไม่ชอบ ให้ผลระยะยาวต่างกันคนละทาง

เครื่องมือที่เขาแนะนำคือ Mirror Test มองตัวเองในกระจกตอนเช้า และมองอีกครั้งตอนกลางคืน แล้วถาม 2 คำถาม นั่นคือ ภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่หรือไม่ และมีความสุขหรือไม่ “ถ้าคำตอบคือไม่ จงเคารพตัวเองมากพอที่จะเปลี่ยนแปลง คุณมีทางเลือก”

ส่วนความรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อเริ่มสิ่งใหม่ ซิกเว่บอกว่านั่นไม่ใช่สัญญาณเตือน แต่เป็นของขวัญ เพราะการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย คือต้นกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์

“เมื่อเราสบายเกินไป ความคิดก็ไม่ถูกลับให้คม”

ประโยคที่สรุปทั้งวงได้ดีที่สุดในวันนั้น อาจเป็นประโยคที่ยศชนันพูดถึงตัวเอง

“ผมเปลี่ยนงานตอนอายุ 46 ปี จากอาจารย์มหาวิทยาลัยมาเป็นนักการเมือง ผมอาจตกงานได้ทุกวัน และนั่นก็จะเป็นหมุดหมายถัดไปของชีวิต แต่ผมไม่กลัว เพราะสิ่งที่เราได้คือประสบการณ์” เขากล่าว และย้ำว่าสิ่งที่ติดตัวคือทักษะ ประสบการณ์ และการยืนอยู่บนสิ่งที่รักอย่างมั่นคง

“ขณะเดียวกันคอนเนกชันก็เป็นสิ่งสำคัญ” รองนายกฯ กล่าวเสริมจากสิ่งที่ตัวเองเริ่มต้น

“อนาคตไม่แน่นอนเสมอไป เพราะความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหน้าที่ แต่อยู่ที่ประสบการณ์และรากฐานที่แข็งแกร่ง หากเรามีทักษะติดตัว และมีรากฐานความคิดที่ดี ไม่ว่าจะต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลง หรือต้องเปลี่ยนเส้นทางไปทางไหน เราก็พร้อมเริ่มต้นใหม่ และนำทักษะเหล่านั้นไปต่อยอดเพื่อเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์”

ในสายตาซิกเว่ เส้นทางของรัฐมนตรีคนนี้เอง ก็คือกรอบคิดแบบที่องค์กรรูปนาฬิกาทรายกำลังมองหา คือคนที่ยอมรับความเสี่ยงและพร้อมเริ่มใหม่

“องค์กรรูปนาฬิกาทรายตั้งอยู่บนฐาน” เขาทิ้งท้ายกับคนรุ่นใหม่ในวง “และฐานนั้นก็คือคุณ”

Tags: , , , , , , , , , ,