หากพูดถึง ‘ไต้หวัน’ หนึ่งในภาพจำที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นการเป็น ‘ผู้นำ’ ด้านสิทธิทางเพศในเอเชีย ซึ่งไต้หวันเป็นประเทศแรกของภูมิภาคที่รับรองให้ ‘การสมรสเพศเดียวกัน’ ถูกต้องตามกฎหมายเมื่อปี 2019
ดังนั้น หากจะกล่าวว่าไต้หวันเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่เป็น ‘มิตร’ และ ‘ปลอดภัย’ แห่งหนึ่งในเอเชียสำหรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือกลุ่ม LGBTQIA+ ก็คงจะเป็นการกล่าวที่ไม่เกินจริงไปมากนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทเป เมืองหลวงของไต้หวัน ที่เต็มไปพื้นที่และกิจกรรมสำหรับกลุ่ม LGBTQIA+ มากมาย เช่น งาน Taiwan Pride งานพาเหรดเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือสถานที่เช็กอินสุดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวอย่าง ‘ถนนสายรุ้ง หมายเลข 6’ บนถนนซีเหมินติง
ทว่าวันนี้ The Momentum อยากชวนทุกคนออกจากเมืองหลวงแล้วมุ่งหน้าลงใต้ เพื่อทำความรู้จักเมือง ‘เกาสง’ เมืองท่าสำคัญที่ไม่ได้มีดีแค่ธรรมชาติและวัฒนธรรม แต่ยังเต็มไปด้วยสีสันของผู้คนและความหลากหลาย ที่ทำให้เมืองนี้กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของไต้หวัน
ทำความรู้จักเมืองเกาสง
อันดับแรกอยากชวนทำความรู้จักกับเกาสงซักเล็กน้อยก่อน
เกาสงเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญทางตอนใต้ มีขนาดพื้นที่ใหญ่ติด 1 ใน 4 ของไต้หวัน และในปัจจุบัน เกาสงมีประชากรรวมกันมากกว่า 2.7 ล้านคน ขณะที่การเดินทางจากไทเปมายังเกาสงด้วยรถไฟความเร็วสูงใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีเท่านั้น ทำให้เมืองท่าตอนใต้แห่งนี้สามารถเชื่อมโยงกับไทเปและเมืองสำคัญอื่นๆ ของไต้หวันได้
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเมืองติดกับทะเล ทำให้เกาสงได้รับความสำคัญและถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงที่ไต้หวันถูกญี่ปุ่นยึดครองระหว่างปี 1895-1945 ซึ่งมีการพัฒนาทั้งท่าเรือ ระบบรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐาน จนทำให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมการผลิต การประมง การกลั่นน้ำมัน การต่อเรือและการขนส่ง รวมถึงพาณิชยกรรม
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทของเกาสงในฐานะเมืองอุตสาหกรรมยิ่งเด่นชัดมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา เมื่อพื้นที่แห่งนี้ได้มีการพัฒนาและขยายฐานการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรกล อุตสาหกรรมอีเล็กตรอน ปูนซีเมนต์ ปุ๋ยเคมี การผลิตน้ำตาล
ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นยังมีความพยายามที่จะปรับภาพลักษณ์ของเมืองจากศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนักและท่าเรือ สู่เมืองที่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การท่องเที่ยว วัฒนธรรม ศิลปะ เพื่อให้เมืองกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยว ไม่ต่างจากไทเปหรือเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ของไต้หวัน

แลนด์มาร์กสำคัญของคู่รัก กับฉากโรแมนติกกลางทะเล
ในครั้งนี้ ผู้เขียนได้เยี่ยมชมแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองเกาสงหลายพื้นที่ด้วยกัน เริ่มต้นจากการนั่งรถจากตัวเมืองเกาสง ข้ามฟากมายังเกาะฉีจิน (Qijin Island) ก่อนจะแวะชมสวนริมทะเลฉีจิน สวนสาธารณะชายทะเลที่ใหญ่ที่สุดในเกาสง
ไฮไลต์สำคัญคือโบสถ์สายรุ้งที่มีฉากหลังเป็นทะเล ถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรขาคณิต ซึ่งทำให้แสงและเงาที่ตกกระทบตัวอาคารเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของวัน จนเกิดเป็นภาพที่แตกต่างกันในแต่ละห้วงเวลา
ไกด์ประจำทริปยังเล่าให้ฟังว่า พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นอีกหนึ่งจุดหมายยอดนิยมสำหรับคู่รักไม่จำกัดเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า สถานที่แห่งนี้มักกลายเป็นฉากหลังขอแต่งงานสำหรับคู่รักหลายคู่อยู่เสมอ
แดดยามบ่าย สายลม และเสียงคลื่นจากทะเล ตัดกับสีเขียวของต้นไม้ในสวนสาธารณะและวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้เกาะฉีจินดูเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยสีสัน ทว่าเมื่อได้พูดคุยกับไกด์เป็นการส่วนตัวอีกนิดหน่อย ผู้เขียนกลับได้ค้นพบว่า เบื้องหลังของภาพเกาะที่ดูมีชีวิตชีวาแห่งนี้ ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ด้วย
กล่าวคือ หากย้อนกลับไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เกาะฉีจินเคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่เชื่อมเมืองกับโลกภายนอก โดยเกาะแห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในพื้นที่แรกๆ ที่กงสุลอังกฤษเข้ามาตั้งสำนักงาน ก่อนที่จะย้ายไปยังเขตกู่ชานของเมืองเกาสงในเวลาต่อมานั่นเอง

อดีตโกดังเก่า แหล่งปลดปล่อยความหลากหลายและความคิดสร้างสรรค์
อีกหนึ่งสถานที่สำคัญของเมืองเกาสงที่ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมชมคือ ‘ศูนย์ศิลปะ Pier-2 Art Center’ แหล่งรวมงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ขนาดใหญ่ของเมืองท่าไต้หวัน ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นโกดังเก่าของท่าเรือเกาสงสำหรับจัดเก็บสินค้าและส่งสินค้าไปยังท่าเรืออื่นๆ

ต่อมาเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ทำให้พื้นที่โกดังแห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 2000 รัฐบาลท้องถิ่นได้ปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวให้กลายเป็นศูนย์แสดงงานศิลปะและสถานที่จัดงานกลางแจ้ง

จวบจนถึงปัจจุบันศูนย์ศิลปะ Pier-2 Art Center กลายเป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ประชาชนในเกาสง รวมถึงนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเพื่อเที่ยวชม พักผ่อน หรือแม้กระทั่งแสดงผลงานทางศิลปะได้ ไม่เพียงแค่นั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Pier-2 Art Center ยังถูกใช้เป็นพื้นที่จัดงานพาเหรดเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศประจำทางตอนใต้ของไต้หวันอีกด้วย
และหนึ่งในจุดเช็กอินสำคัญของศูนย์ศิลปะแห่งนี้ คือบริเวณตู้คอนเทนเนอร์สีแดงฉานที่ตั้งตัดกับถนนสีรุ้ง อีกหนึ่งจุดที่สะท้อนให้เห็นว่าเกาสงคือเมืองที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้แสดงออกและเป็นตัวของตัวเองโดยไม่จำกัดเพศสภาพหรือความหลากหลายทางเพศ
![]()
หันกลับไปอีกฝั่งของที่ตั้งตู้คอนเทนเนอร์นี้ ผู้เขียนยังมองเห็นรถไฟรางเบาเคลื่อนผ่าน ท่ามกลางภาพของผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังเดิน หรือปั่นจักรยานเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้
เดินเยี่ยมชมที่ Pier-2 Art Center ได้ไม่นาน พระอาทิตย์ก็เกือบจะลับขอบฟ้า หลังรับประทานอาหารเย็น ผู้เขียนได้ใช้ช่วงเวลาหลังจากนี้ เดินเท้าชมเมืองในตอนกลางคืนต่ออีกหน่อย ก่อนจะพบว่า เกาสงยามค่ำคืนไม่ได้วุ่นวาย ไม่ได้หวือหวา แต่ก็มีผู้คนออกมาใช้ชีวิต ตลาดกลางคืนยังคึกคัก มีตึกสูงของโรงแรมและห้างสรรพสินค้าตั้งตระหง่าน สลับกับพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่เกือบทั่วเมือง
ที่น่าสังเกตคือ พื้นที่ธรรมดาของเมืองดูเหมือนจะสอดแทรกรายละเอียดของศิลปะและความคิดสร้างสรรค์เข้าไปอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงในสวนสาธารณะ ทางเดินริมถนน หรือแม้แต่สถานีรถไฟใต้ดินก็ตาม
น่าเสียดายที่การเดินทางครั้งนี้ ผู้เขียนมีเวลาอยู่ในเกาสงเพียง 1 วัน ก่อนต้องเดินทางกลับประเทศไทย ทำให้ยังมีอีกหลายสถานที่ที่ยังไม่มีโอกาสได้ไปเยือน ทั้งสระบัวเหลียนฉือ แม่น้ำแห่งความรัก หรือพุทธอุทยานโฝกวงซาน ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและตัวตนของเมืองแห่งนี้
ทว่าช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่า เกาสงยังมีอะไรอีกมากมายให้ค้นหา และหากมีโอกาสได้กลับมายังเมืองท่าแห่งนี้อีกครั้ง แน่นอนว่า ผู้เขียนคงคว้าโอกาสนั้นเอาไว้อย่างแน่นอน
อ้างอิง:
– https://www.kcg.gov.tw/en/cp.aspx
– https://cijin.kcg.gov.tw/en/Content_List.aspx
Tags: Taiwan100Ways, Waves of Love, ไต้หวัน, Taiwan, LGBTQIA+, Kaohsiung, เกาสง




