ลองนึกภาพว่า มีเขื่อนขนาดใหญ่กำลังก่อสร้างอยู่ช่วงท้ายของแม่น้ำ ส่วนทางเหนือของแม่น้ำสายเดียวกันก็มีเขื่อนอีกแห่งที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า มีแผนที่จะดำเนินการเช่นเดียวกัน
เมื่อมีเขื่อน 2 แห่งตั้งปิดหัว-ท้ายแม่น้ำแบบนี้ หากเขื่อนด้านบนระบายน้ำลงมา แต่เขื่อนด้านล่างดันระบายน้ำไม่ทัน พื้นที่ริมน้ำที่อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 เขื่อนนี้คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกลายเป็น ‘แอ่งน้ำ’
สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นกับอำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่น และอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเขื่อนปากแบง เขื่อนขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเพื่อขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีทุนจีนกับทุนไทยร่วมกันเป็นเจ้าของ ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ห่างจากแก่งผาได อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ไม่ถึง 100 กิโลเมตร
ขณะเดียวกันก็มีอีกเขื่อนที่กำลังศึกษา อย่างเขื่อนของเมียนมากับลาว ที่อาจมีกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 2,700 กว่าเมกะวัตต์ ใหญ่กว่าเขื่อนปากแบงที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 900 กว่าเมกะวัตต์มากถึง 3 เท่า ตั้งอยู่เหนือสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายขึ้นไปไม่ไกล
เมื่อเป็นเช่นนั้น เชียงรายจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่อเขื่อนทั้งสองทำหน้าที่เสมือนเป็น ‘ประตูระบายน้ำ’ ปิด-เปิดแม่น้ำโขงตามใจสั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำขึ้น-ลงไม่เป็นไปตามฤดูกาล น้ำเท้อหรือไหลย้อนกลับจากหน้าเขื่อนเข้าท่วมพื้นที่ริมน้ำ กระทบต่อระบบนิเวศ ตะกอนดินที่น้อยลง และสายพันธุ์ปลา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ น้ำที่อาจจะไหลเข้าท่วมจังหวัดเชียงรายนั้นอาจไม่ใช่น้ำใสๆ ธรรมดาที่ชาวบ้านริมแม่น้ำโขงคุ้นเคยกัน หากเป็นน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษจากกิจกรรมของเหมืองแร่จำนวนมากในเมียนมาที่ตั้งอยู่ใกล้กับลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งนี่อาจทำให้นิยามของแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจังหวัดเชียงรายเปลี่ยนไปตลอดกาล
จากแหล่งน้ำแห่งชีวิต สู่ ‘แอ่งสารพิษ’
ปิดทั้งเชียงรายตอนบนและเชียงรายตอนล่าง
หากไล่ตั้งแต่แม่น้ำโขงสายหลักที่ไหลผ่านประเทศจีนจนถึงบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนาม อันเป็นจุดสิ้นสุดแม่น้ำโขง มีโครงการเขื่อนที่มีแผนก่อสร้าง อยู่ระหว่างก่อสร้าง และเปิดเดินเครื่องแล้วรวมกว่า 30 โครงการ ส่วนมากสร้างขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก
หนึ่งในโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างคือ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง (Pak Beng Hydropower Project) หรือ ‘เขื่อนปากแบง’ ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองปากแบง แขวงอุดมไซ โดยรัฐวิสาหกิจจีนลงนามบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลลาวในปี 2550 ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการร่วมลงทุนระหว่างบริษัท ไชน่า ต้าถัง โอเวอร์ซีส์ อินเวสต์เมนต์ จำกัด กับบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 51 และร้อยละ 49 ตามลำดับ
กำลังผลิตติดตั้งของเขื่อนปากแบงคือ 912 เมกะวัตต์ โดยจะขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. 897 เมกะวัตต์ เริ่มตั้งแต่ปี 2576 เป็นเวลา 29 ปีตามสัญญา ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งที่ตัวเลขชี้ว่า เขื่อนปากแบงเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ ทว่าในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการ เขื่อนมีโครงสร้างพาดข้ามแม่น้ำโขงความยาวราว 896.5 เมตร และมีความสูงราว 64 เมตร หรือเทียบเท่าความสูงของตึก 20-21 ชั้น ระดับสันเขื่อนประมาณ 346 เมตร และมีพื้นที่กักเก็บน้ำเหนือเขื่อนประมาณ 780 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิกที่จุน้ำประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 3.12 แสนสระ
ในขณะที่โครงการเขื่อนปากแบงกำลังเตรียมพื้นที่ก่อสร้างตัวเขื่อน ห่างจากแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านแก่งผาได อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงรายไม่ถึง 100 กิโลเมตร เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลลาวส่งสัญญาณว่าจะลงทุนโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ซึ่งอาจเป็นโครงการระดับ ‘เมกะโปรเจกต์’ และมีขนาดใหญ่กว่าโครงการเขื่อนปากแบงถึง 3 เท่า โดยมีที่ตั้งใกล้สามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
“มีโครงการเขื่อนแห่งใหม่ที่ทาง มิน อ่อง หล่าย ไปเยือนเวียงจันทน์เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว (4 กรกฎาคม 2569) แล้วเขาเซ็นข้อตกลงกันว่า จะมีการศึกษาพลังงานไฟฟ้าบนแม่น้ำโขง ระหว่างพรมแดนเมียนมา-ลาว หมายความว่าโครงการนี้จะอยู่เหนือสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายไปไม่มากเลย
“ที่สำคัญ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งของโครงการที่ว่านี้คือ 2,790 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่มาก” เพียรพรระบุ
ทั้งนี้โครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงขนาดมหึมาที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เป็นหนึ่งในแนวคิดพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำระหว่างลาวกับเมียนมาตั้งแต่ปี 2561 ลักษณะเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนเมียนมา-ลาว ระหว่างกลุ่มบริษัท พงซับทะวี จำกัดผู้เดียว กับบริษัท พรีมัส แซฟไฟร์ พาวเวอร์ จำกัด โดยมีระยะเวลาศึกษาความเป็นไปได้ 34 เดือน
อย่างไรก็ดี หากเขื่อนปากแบงก่อสร้างเสร็จและเริ่มดำเนินกิจการ และอภิมหาโปรเจกต์ระหว่างเมียนมากับลาวเกิดขึ้นจริง แสดงว่าแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านเชียงรายจะเปรียบเสมือนน้ำที่ไหลผ่านประตูระบายน้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ปิดหัวและปิดท้ายของแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจังหวัด
เชียงรายหนีไม่พ้นผลกระทบ แม้ไม่มีเขื่อนตั้งอยู่ในแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจังหวัด
แม้แม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดเชียงรายจะไม่มีเขื่อนตั้งอยู่ ทว่าด้วยลักษณะทางกายภาพของลำน้ำที่ไหลเชื่อมต่อหลายประเทศ ทั้งประเทศจีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ความยาวกว่า 4,900 กิโลเมตร สิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงอาจไม่ได้สร้างผลกระทบจำกัดอยู่รอบที่ตั้งเท่านั้น แต่อาจกระทบไปไกลหลายกิโลเมตร
ยกตัวอย่างข้อมูลของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ที่พบว่า การเปิด-ปิดเขื่อนเสี่ยววาน (Xiaowan) และเขื่อนนัวจาตู้ (Nuozhadu) ซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านประเทศจีน ทำให้แม่น้ำโขงช่วงสถานีเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ขึ้น-ลงไม่สัมพันธ์กับฤดูกาลน้ำขึ้น-น้ำลงตามธรรมชาติ แต่สัมพันธ์กับการเปิด-ปิดของเขื่อนแทน แม้ว่าจังหวัดเชียงรายกับที่ตั้งของเขื่อนดังกล่าวจะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร
หรือกรณีเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในแขวงไซยะบุรีของลาว ที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงพบว่า หลังจากเขื่อนเปิดดำเนินการ แม่น้ำโขงมีความผันผวนแบบรายวัน ความเข้มข้นและปริมาณตะกอนลดลง ซึ่งส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศลุ่มน้ำ ทั้งยังเกิดปรากฏการณ์แม่น้ำโขงช่วงจังหวัดนครพนมและท่าแขกของลาวมีสีใสผิดปกติ จากเดิมเป็นสีน้ำตาลขุ่น ภายหลังจากเขื่อนดำเนินการ แม้ว่าตัวเขื่อนจะตั้งอยู่ห่างจากจุดที่ได้รับผลกระทบออกไปหลักร้อยกิโลเมตรก็ตาม
อย่างไรก็ดี เมื่อจุดที่ตั้งของเขื่อนปากแบงและเขื่อนแห่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นบริเวณพรมแดนลาว-เมียนมา ขยับเข้าใกล้จังหวัดเชียงรายมากขึ้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับจังหวัดนี้จึงมีแนวโน้มว่าจะชัดเจนและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ในกรณีของเขื่อนปากแบง ซึ่งอยู่ในแม่น้ำโขงท้ายจังหวัดเชียงราย ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นซึ่งติดตามประเด็นผลกระทบของเขื่อนต่อลุ่มแม่น้ำโขง อธิบายว่า เมื่อกระแสน้ำไหลมาปะทะกับโครงสร้างของเขื่อน อาจเกิดภาวะที่แม่น้ำถูกดันกลับไปตามลำน้ำที่อยู่ด้านหน้าของเขื่อน ส่งผลให้น้ำเหนือเขื่อนสูงขึ้นย้อนกลับไปท่วมพื้นที่ลุ่มน้ำ หรือที่เรียกว่า ‘น้ำเท้อ’
“อย่างปี 2567 เกิดปรากฏการณ์ฝนตกหนักราว 600 มิลลิเมตรที่เชียงราย ทำให้น้ำท่วมพื้นที่ชั้นในของจังหวัด รวมทั้งพื้นที่ของเมียนมาด้วย ขณะเดียวกันเขื่อนในแม่น้ำโขงจากจีนก็มีการปล่อยน้ำมากกว่าปกติ เพราะเขาก็เป็นหนึ่งในพื้นที่รับน้ำฝน พอแม่น้ำโขงสูงขึ้น มันจึงกั้นน้ำจากแม่น้ำสาขาไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำสายหลัก แล้วก็ท่วมขังในพื้นที่เรา
“แล้วลองคิดว่า ถ้าน้ำจำนวนเท่านี้ไหลไปปะทะหน้าเขื่อน น้ำมันจะต้องนูนและเท้อกลับขึ้นมา” ปิยนันท์กล่าว
ทั้งนี้ในรายงาน EIA ฉบับสุดท้ายของโครงการเขื่อนปากแบงระบุว่า ตัวโครงการมีระดับน้ำเหนือเขื่อนในช่วงเวลาปกติอยู่ที่ 340 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง และจากการวิเคราะห์ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในปี 2560 ตัวเขื่อนอาจทำให้ระดับน้ำบริเวณแก่งผาไดสูงขึ้น 3 เมตร แม้จะอยู่ในช่วงที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงมีไม่มาก ที่สำคัญผลกระทบจากน้ำเท้ออาจเดินทางไปถึงบ้านแจมป๋อง บ้านดอนมหาวัน บ้านปากอิงใต้ และบ้านห้วยลึก ในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในลุ่มน้ำสาขาหรือพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง
ด้านเพียรพรให้ข้อมูลที่น่ากังวลกว่า นั่นคือสถานการณ์ของแม่น้ำโขงในวันนี้ที่ไม่เพียงเผชิญกับความแปรปรวนทั้งจากสภาพอากาศและการทำงานของเขื่อนตลอดลำน้ำ แต่ยังเผชิญมลพิษที่ถูกปล่อยมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมา ใกล้กับลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ปิยนันท์ชี้ว่า เขื่อนจัดเป็นปัจจัยที่จะเข้ามาซ้ำเติมให้ปัญหาดังกล่าวรุนแรงมากขึ้น
“โดยปกติแม่น้ำโขงจะมีลักษณะเป็นแก่ง มีเกาะ มีหาดทราย หาดหิน กระแสน้ำก็จะพัดพาตะกอนจากลำน้ำสาขาจาก 2 ฝั่งตลิ่งลงไปในแม่น้ำเรื่อยๆ ยิ่งในฤดูฝน ตะกอนก็จะถูกน้ำฝนชะจากหน้าดินมาจากต้นน้ำ ทั้งหมดนี้เป็นสารอาหารและแร่ธาตุที่มีคุณค่ากับแม่น้ำโขงมาเป็นล้านๆ ปี จากจีนลงสู่ทะเลจีนใต้
“ในอดีตสัก 10 ปีที่แล้ว มีการศึกษาของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงที่บอกว่า หากทุกเขื่อนที่มีแผนจะสร้างในแม่น้ำโขงสร้างเสร็จ จะเหลือตะกอนในแม่น้ำประมาณ 2-3% ที่จะไหลลงสู่ปากแม่น้ำโขงที่เวียดนาม เท่ากับว่า ปากน้ำโขงจะไม่มีตะกอน แล้วจะกลายเป็นน้ำใสๆ ซึ่ง ณ ตอนนั้น เราก็คิดว่าลำบากแน่ๆ เหมือนกับว่าแม่น้ำกลายเป็นสระว่ายน้ำใสๆ ไม่มีคุณค่า ไม่มีสารอาหาร ไม่มีชีวิตอยู่ในนั้น
“แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ พอเราทราบว่าแม่น้ำโขงของเราเป็นพิษ ตะกอนดินที่ท้องน้ำเป็นพิษ เราก็กังวลมาก กลายเป็นว่ากลัวตะกอนดิน มีการถามผู้รู้ นักวิชาการหลายท่านก็บอกว่า สารพิษแขวนลอยอยู่ในน้ำ ซึ่งถือว่ามีพิษระดับหนึ่ง แต่ถ้ามันตกลงไปอยู่ก้นแม่น้ำ เพราะว่าเขื่อนทำให้น้ำไหลช้าลง มันจะกลายเป็นพิษหนักกว่าเดิม แค่เขื่อนเราก็กังวลอยู่แล้วว่าจะทำให้น้ำท่วม แต่พอมาตอนนี้น้ำท่วมไม่พอ ดันมาพร้อมกับสารพิษอีก” เพียรพรกล่าว
สำหรับโครงการเขื่อนปากแบง มีการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตลอดลำน้ำโขงมานานหลายปี และได้ข้อสรุปว่า นอกจากน้ำเท้อเข้าท่วมพื้นที่ฝั่งไทย ยังกระทบไปถึงระบบน้ำขึ้น-น้ำลงจากการเปิด-ปิดของเขื่อน ตะกอน การอพยพของสัตว์ ความหลากหลายของสายพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำ ตลิ่งและสัณฐานของแม่น้ำ แนวเขตชายแดนระหว่างไทย-ลาว การเกษตรริมน้ำ การเดินเรือ รวมไปถึงความไม่แน่ชัดด้านความปลอดภัยของเขื่อนบางแห่งในแม่น้ำโขงหากเกิดแผ่นดินไหว
นี่เป็นเพียงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อเขื่อนปากแบงสร้างเสร็จ ยังไม่นับรวมเขื่อนที่เกิดขึ้นแล้วในแม่น้ำโขงมากถึง 10 กว่าแห่ง และเขื่อนที่มีแผนจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนของเมียนมากับลาวที่ปิยนันท์ระบุว่า มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 หากเทียบกับกำลังการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้งหมด
เนื่องจากเขื่อนของเมียนมากับลาวอยู่ด้านเหนือน้ำ และเขื่อนปากแบงอยู่ด้านท้ายน้ำ ดังนั้นพื้นที่อำเภอเชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่นของเชียงรายจะอยู่ตรงกลางของเขื่อนพอดิบพอดี ในกรณีที่เขื่อนด้านบนระบายน้ำลงมา แต่เขื่อนด้านล่างระบายน้ำไม่ทัน หรือระบายน้ำในปริมาณที่ไม่สอดคล้องกับเขื่อนด้านบน ประกอบกับมีฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ก็มีความเสี่ยงที่น้ำจะระบายออกได้ยาก และเกิดน้ำท่วมหรือน้ำเท้อสะสม
“แค่การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่น้ำโขงในประเทศจีนกว่า 10 เขื่อนยังเป็นปริศนา ถ้ามีเขื่อนของเมียนมากับลาวมาตั้งอยู่ตรงนี้อีก แล้วเขาจะบริหารจัดการการระบายน้ำกันยังไง จะสัมพันธ์กันไหม ถ้าเกิดมีการสร้างขึ้นจริง แล้วถ้ามันระบายลงมา แต่เขื่อนปากแบงไม่ระบายล่ะ” ปิยนันท์กล่าวก่อนตอบรับข้อสังเกตของผู้สื่อข่าวว่า พื้นที่เชียงรายอาจ ‘กลายเป็นแอ่งท่วม’ และกล่าวต่อว่า “ตอนนี้ยังจินตนาการความเสี่ยงไม่ออก”
มากกว่าน้ำท่วม คือน้ำที่ท่วมเป็นสารพิษ โดยเพียรพรและปิยนันท์ต่างพูดไปในทางเดียวกันว่า หากมีเขื่อนขนาดใหญ่ขวางกั้นแม่น้ำโขงก่อนไหลผ่านประเทศไทย เขื่อนนั้นจะทำหน้าที่กักตะกอนไว้หน้าเขื่อนโดยอัตโนมัติ และเมื่อตะกอนดังกล่าวเป็นตะกอนที่มาจากเหมืองแร่ทองคำหรือเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ จึงเป็นไปได้ว่า อาจมีสารโลหะหนักจากกิจกรรมของเหมืองปนเปื้อนมาด้วย หากมีการสะสมที่หน้าเขื่อนมากขึ้น สารโลหะหนักเหล่านี้ก็จะมีความเข้มข้นมากขึ้น และเมื่อเขื่อนระบายน้ำออกมา ตะกอนเหล่านี้ก็จะไหลมาตามกระแสน้ำ กระทบกับระบบนิเวศโดยรอบ ซึ่งเพียรพรชี้ว่า อาจทำให้แม่น้ำโขงกลายเป็นแม่น้ำที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่ในอนาคต
การสำรวจผลกระทบข้ามพรมแดน ยังไม่แน่ชัด แต่เขื่อนยังคงเดินหน้าต่อ
แม้ในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ค.ศ. 1995 (1995 Mekong Agreement) จะออกระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้งให้ทราบ การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง (PNPCA) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ทั้งไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ต้องแจ้งประเทศสมาชิกเกี่ยวกับโครงการเขื่อน เปิดโอกาสให้ประเทศอื่นประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนดำเนินการ ประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน รับฟังความคิดเห็นจากรัฐบาลและประชาชนของประเทศที่อาจได้รับผลกระทบ
ทว่ากลไก PNPCA ไม่เคยมีผลทำให้โครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงพับไป แม้โครงการจะยังเต็มไปด้วยข้อครหาด้านสิ่งแวดล้อม และคำถามเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพรมแดนอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำสายเดียวกัน เนื่องจากกลไกดังกล่าวเป็นเพียงการหารือ ทบทวนผลกระทบ และพยายามหาข้อตกลงว่าโครงการจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรดี ไม่ใช่กระบวนการอนุมัติหรือไม่อนุมัติโครงการ ยกตัวอย่างกรณีของเขื่อนไซยะบุรี ที่แม้จะมีการทำ PNPCA เมื่อ 22 ตุลาคม 2553 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงก็ไม่สามารถหาข้อตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศสมาชิกได้ โครงการเขื่อนจึงเดินหน้าต่อ และเริ่มเดินเครื่องมาตั้งแต่ปี 2562
เช่นเดียวกับกรณีของเขื่อนปากแบง ที่ปิยนันท์เล่าว่า โครงการนี้เข้าสู่กระบวนการ PNPCA ตั้งแต่ปี 2559 และในช่วงแรกชาวบ้านตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับระบบนิเวศ น้ำเท้อ และตะกอน รวมถึงมีการหารือกับบริษัทสัญชาติจีน หนึ่งในเจ้าของโครงการ พร้อมกับภาคประชาชนและภาคประชาสังคม แต่โครงการดังกล่าวยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าคำถามต่างๆ ผู้พัฒนาโครงการจะตอบได้ไม่ชัดเจนก็ตาม
“ในเวทีที่จัดรับฟัง 8 พื้นที่ 8 หมู่บ้าน เราถามคำถามไปกับทางบริษัทที่ปรึกษา ชาวบ้านก็ไม่ได้คำตอบอะไรเลย อย่างแรกคือเขาไม่ได้คำนวณเรื่องน้ำเท้อมาให้เรา อย่างที่สองคือเรื่องเส้นทางของปลา หรือปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นคือเรื่องระบบนิเวศพังจากสารพิษ เพราะหากเขื่อนกักสารพิษเอาไว้ อย่างไรระบบนิเวศก็พังอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเรื่องน้ำเท้อที่เป็นเรื่องเก่าที่คุยกัน เขาก็ตอบเราไม่ได้ว่าจะจัดการอย่างไร ไม่มีการคำนวณให้ว่าจะท่วมกี่ไร่ กี่พื้นที่ ไม่มีการทำโมเดลให้กับเราว่าจะท่วมถึงตรงไหน บอกเพียงว่า ‘น้ำไม่ท่วมถึงฝั่งไทย’ เขาพูดมาแค่ประโยคเดียว”
ในปี 2560 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงระบุว่า ผู้พัฒนาโครงการเขื่อนปากแบงยังประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนไม่ครบถ้วน ทั้งความเสี่ยงน้ำเท้อเข้าสู่ประเทศไทย ผลกระทบต่อแม่น้ำสาขา ตะกอน ระบบนิเวศ การประมง และผลกระทบสะสมจากเขื่อนหลายแห่ง ขณะที่ข้อมูลพื้นฐานบางส่วนของผู้พัฒนาโครงการยังคงมีอยู่อย่างจำกัดและล้าสมัย คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจึงกำหนดให้ผู้พัฒนาโครงการศึกษาเพิ่มเติม แต่ปัจจุบันจากข้อมูลของเพียรพรและปิยนันท์ ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า น้ำจะท่วมพื้นที่ใดของจังหวัดเชียงราย ความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นเงินเท่าไร และจะกระทบสิ่งใดบ้าง
ขณะเดียวกัน อีกปัญหาที่ผู้พัฒนาโครงการยังไม่สามารถตอบได้ คือเรื่อง ‘สารโลหะหนัก’ โดยข้อมูลล่าสุดจากการตรวจตะกอนดินครั้งที่ 12 ของกรมควบคุมมลพิษ เก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 7-10 กรกฎาคม 2569 รวม 21 จุด ครอบคลุมแม่น้ำกกและสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง เฉพาะแม่น้ำโขงพบสารหนูในตะกอนสูง ในระดับที่เป็น ‘อันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง’
“เขายังตอบไม่ได้ ในการประชุมของบริษัทผู้พัฒนาโครงการที่จัดในชุมชน ชาวบ้านก็ถามว่า อ่างเก็บน้ำ สารพิษจะจัดการกับมันอย่างไร เขาก็บอกกลับมาว่า ‘กำลังศึกษา’ หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งมันทำให้เราอุทานออกมาว่า เฮ้ย นี่เราจะพากันตายเหรอ” เพียรพรกล่าว พร้อมตั้งคำถามต่อว่า การแก้ปัญหาสารพิษควรเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้าขายให้กับไทยหรือไม่
“ขอถามหน่อยว่า เรามาแก้ปัญหาสารพิษกันก่อนดีไหม เรารู้สึกว่านโยบายของรัฐหรือการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ แบบนี้ โดยเฉพาะลุ่มแม่น้ำที่ไหลข้ามพรมแดน ข้อมูลกลับไม่มีความเป็นปัจจุบันเลย ไม่ดูเลยว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นที่แม่น้ำโขง แล้วทำไมคุณยังเดินหน้าโครงการที่จะยิ่งทวีความรุนแรงของปัญหาขึ้นไปอีก” เพียรพรระบุ
เพียรพรเสนอว่า ในฐานะที่ภาครัฐไทยเป็นลูกค้าที่ซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนปากแบง ควรชะลอการรับซื้อออกไปก่อน แล้วจึงหาทางแก้ปัญหาที่เกิดจากเหมืองที่กระทบต่อแม่น้ำโขง
“แต่เราก็ยังไม่เห็นความพยายามทำสิ่งนั้นเลย”
ทั้งนี้ลักษณะของโครงการเขื่อนปากแบงที่แม้จะมีข้อกังขา แต่ยังคงเดินหน้าต่อได้แบบนี้ อาจเป็นการส่อเค้าลางไปยังเขื่อนอีกแห่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างเขื่อนของลาวกับเมียนมา ในแง่ที่ว่า แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบ มีข้อกังขาเรื่องความปลอดภัยต่อวิถีชีวิตลุ่มน้ำในประเทศอื่นๆ นอกจุดที่ตั้ง หรือแม้แต่สร้างผลกระทบแล้วในระหว่างก่อสร้าง โครงการก็อาจจะยังเดินหน้าต่อไป เนื่องจากไม่มีกลไกใดที่หยุดโครงการเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม
“ถ้าเป็นอย่างนั้น เราตอบไม่ได้เลยว่าสุดท้ายแม่น้ำโขงจะพังไปถึงแค่ไหน เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ยังไม่เคยเกิดที่ไหน เราเพียงแต่ต้องรีบแก้ปัญหา ต้องยึดมั่นกับข้อมูลว่า ปัญหากำลังเกิดขึ้นอยู่ เราจะแก้ไขมันร่วมกัน เราจะไม่ให้ใครเจ็บมากไปกว่านี้ หรือให้เจ็บน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่เกิดขึ้นเลย” เพียรพรระบุ
Tags: สุขภาพ, เขื่อนปากแบง, Feature, แม่โขง, แม่น้ำโขง, มลพิษ, จีน, สิ่งแวดล้อม, ธรรมชาติ, เมียนมา, เขื่อน, เชียงราย




