ในที่สุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ตัดสินใจ ‘เลื่อน’ ลงมติในการส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ท่ามกลางพยานและหลักฐานจำนวนมากที่ถูกเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง ให้เห็นว่าเรื่องนี้ ‘ผิดปกติ’ เพียงใด
ข้อกล่าวหาถึง ‘องค์กรอิสระ’ อย่าง กกต. มีตั้งแต่การ ‘เพิกเฉย’ ต่อโพยฮั้ว ขบวนการจัดตั้ง เมินเฉยกับหลักฐาน และใช้เวลาเนิ่นนานราวกับว่า กกต.เป็นส่วนหนึ่งของระบอบ ‘สีน้ำเงิน’ 
กระนั้นเอง สิ่งที่โผล่ออกมาในห้วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานก็คือ ‘พยาน’ จำนวนมากที่ยอมเปิดหน้าลุกขึ้นสู้แบบ ‘หลังชนฝา’ เพราะมีความเป็นไปได้ว่า หาก กกต.ตัดสินใจเลือก ‘ไม่สั่งฟ้อง’ สว.และขบวนการผู้เกี่ยวข้องอีก 229 คน ขบวนการโกง ขบวนการฮั้วการเลือก สว.ระดับชาติจะ ‘หาย’ ไปตลอดกาล ทุกคนจะกลายเป็น ‘คนถูก’ และกลายเป็น ‘คนดี’ ทั้งหมด และกระบวนการเลือก สว.เมื่อ 2 ปีนั้นจะกลายเป็นเรื่อง ‘โปร่งใส’ แม้ว่าความจริงจะสุดแสนสกปรกก็ตาม
ปากคำของพยานทำให้มองเห็นการทุจริตด้วยข้อมูล ด้วยประสบการณ์จริง พวกเขาไม่เพียงต้องคอยจดจำรายละเอียดทุกอย่างที่ได้ยินได้เห็นมาเล่าต่อหน้าผู้ถือกฎหมายทั้งหลาย แต่ยังต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงหลังจากประกาศตัวว่าเป็นพยาน
“อันที่จริง มีทีมงานจากพรรคที่มหาสารคามโทรไปหาน้องชายแท้ๆ ของผม แล้วน้องชายก็โทรมาหาผมประมาณ 3-4 วันก่อน พูดกับผมว่า พี่อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เขาบอกว่าจะเอาจริง จะเก็บจริง เก็บพวกที่ออกมาเต้นๆ อยู่ แล้วก็เตือนผมว่า อย่าให้ตัวเองเป็นข่าวมาก อย่าไปทำอะไรที่ไหน” หนึ่งในพยานปากเอกที่ชื่อ ดิเรก พรสีมา ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 3 กลุ่มการศึกษา จากจังหวัดมหาสารคาม บอกกับเรา
วันหนึ่งท่ามกลางสงครามที่ฟาดฟันกันระหว่าง ‘ฝ่ายตรงข้าม’ กับ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ในสมรภูมิการฮั้ว สว. The Momentum พูดคุยกับ ‘อาจารย์ดิเรก’ พยานคนสำคัญในคดีฮั้ว สว.เพื่อสำรวจสิ่งที่เขาเห็นและได้ยิน อันล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานที่ชี้ได้ว่า สว.ส่วนใหญ่ที่อยู่ในสภาผ่านกระบวนการ ‘จัดตั้ง’ มาแล้วทั้งนั้น และเพราะเหตุใดเขาจึงไม่กลัว แม้จะถูกสั่งเก็บจากการออกมาเป็นพยานในครั้งนี้
สมมติว่าวันนี้เป็นวันเลือก สว.ระดับประเทศ คุณจะแนะนำตัวเองว่าอย่างไร
ผมเคยทำงานอยู่วงการการศึกษามานาน เริ่มรับราชการจากการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูธนบุรีอยู่เลย ต่อมาก็ย้ายไปเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยครูมหาสารคาม เพราะเราเป็นคนมหาสารคามด้วย แล้วก็ย้ายมาอยู่วิทยาลัยครูจันทบุรี จากนั้นก็เข้ากรุงเทพฯ มาเป็นผู้อำนวยการกองแผนงานของสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏเมื่อปี 2527 ด้วยตำแหน่งนี้ทำให้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง และเป็นเหตุผลหนึ่งของการลงสมัครเป็น สว.
คุณมองเห็นอะไรในการทำงานด้านการศึกษาหรือ
เอาเรื่องคุณภาพการศึกษาก่อน ผมเคยทำงานด้านการศึกษาอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ดูแลโรงเรียนประถมทั่วประเทศ ตอนนั้นมีปัญหาครูประถมถูกเอารัดเอาเปรียบหลายอย่าง ขณะเดียวกันคุณภาพการเรียนการสอนของเราก็มีปัญหา เพราะครูจำนวนหนึ่งไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกับการสอน
อย่างเวลาผมไปตรวจราชการต่างจังหวัด พอจบงาน ผมก็จะให้คนขับรถแวะเข้าไปในโรงเรียนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ครั้งหนึ่งไปถามเด็กในห้องเรียนว่าครูอยู่ไหน เด็กก็ชี้ไปที่มุมตึก ทั้งที่เป็นชั่วโมงเรียน เด็กอยู่ในห้องแต่ครูไม่อยู่ พอเดินไปดูก็เห็นครูนั่งคุยกัน เลยตั้งคำถามว่า ถ้าครูไม่รับผิดชอบกับหน้าที่ตัวเอง แล้วคุณภาพการศึกษาจะเป็นอย่างไร
จริงๆ เราใช้งบประมาณไปกับการจัดอบรมครูทุกปี เพื่อเปลี่ยนวิธีคิด ความตั้งใจ หรือพฤติกรรมการทำงานของครู ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม โรงแรมในกรุงเทพฯ ก็จะเต็มไปด้วยโครงการอบรม ทั้งศึกษานิเทศก์ ภาษาอังกฤษ และเรื่องอื่นๆ ผมเองก็ต้องเดินทางไปเปิดงานหลายงาน ซึ่งวันเปิดงานคนก็มากันเยอะ แต่พอผมกลับเท่านั้นแหละ บางคนก็ออกไปเที่ยวเซ็นทรัล ไปวัดพระแก้ว ไม่ได้อยู่อบรมต่อ เงินงบประมาณที่ใช้ไปมันก็มาก แต่เปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมการทำงานไม่ได้เลย
ที่สำคัญเวลาประเมินอาจารย์ บางคนพยายามกดดันนักศึกษาว่า ถ้าประเมินให้ตัวเองไม่ดีจะให้เกรดต่ำ แต่ถ้าประเมินดีก็จะมีโอกาสได้เกรดดีขึ้น ผลการประเมินครูจึงไม่เป็นผลจริงๆ แต่ก็ยังมีอย่างอื่นอีกที่เรามองเห็น
สิ่งนั้นคือการทุจริตคอร์รัปชันไหม
ใช่ ก่อนหน้าที่ผมจะทำงานอยู่ใน สปช. ผมเคยเป็นผู้อำนวยการกองแผนงาน ซึ่งต้องดูเรื่องแผนและงบประมาณ สิ่งที่เราเห็นก็ต้องเป็นตัวเลข เห็นการจัดสรรเงิน และเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ยิ่งเมื่อขยับไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในสถาบันราชภัฏ ระยะที่ 2 ก็ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้น
จำได้ว่าปี 2538-2539 โครงการนี้กู้เงินจากธนาคารโลกบวกกับเงินสมทบของรัฐบาลไทย รวมมูลค่าราว 3,500-3,600 ล้านบาท เฉพาะในหมวดเครื่องมือวิทยาศาสตร์มีงบอยู่ 1,687.3 ล้านบาท นำมาซื้อคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ราคาแพงให้อาจารย์ในสถาบันราชภัฏใช้ทำวิจัยร่วมกับนักศึกษา เครื่องมือบางอย่างราคา 2-3 ล้านบาทต่อชิ้น ธนาคารโลกเลยส่งผู้เชี่ยวชาญมาตรวจการจัดซื้อจัดจ้างและสเปก เพื่อให้ของที่ซื้อมามีคุณภาพตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ผมเลยเอาอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันราชภัฏหลายสิบแห่งจากสาขาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และสาขาที่เกี่ยวข้อง มาช่วยกันทำสเปก เพราะมองว่าคนที่จะได้ใช้งานจริงควรเป็นผู้กำหนดคุณสมบัติของเครื่องมือที่จะใช้ทำวิจัย
ช่วงนั้นพ่อของนักการเมืองคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันสังกัดพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ วันหนึ่งคนจากหน้าห้องของท่านโทร.มาเรียกให้ผมไปพบ เมื่อเดินเข้าไปในห้อง ผมก็เห็นพ่อค้าอุปกรณ์วิทยาศาสตร์รออยู่ด้านในแล้วประมาณ 4-5 คน ท่าน รมช.ศธ.ก็แนะนำผมให้รู้จักกับกลุ่มพ่อค้า มีการแจกนามบัตร แล้วท่าน รมช.ศธ.ก็พูดขึ้นมาว่า “พี่ดิเรกมีโครงการเงินกู้หลักพันล้านบาทใช่ไหม พี่คุยกับพ่อค้าได้เลยนะ” แล้วบอกกับพ่อค้าว่า ถ้าต้องการข้อมูลอะไรเกี่ยวกับโครงการก็ให้ผมเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ จากนั้นตัวเขาก็เดินออกจากห้องไปประมาณชั่วโมงกว่าๆ ผมก็อธิบายให้กลุ่มพ่อค้าฟังว่าโครงการจะทำอะไร ต้องการซื้ออุปกรณ์อะไร เขาก็บอกว่า จะกลับไปทำสเปกมาให้ตามโครงการ
แต่หลังจากที่กลุ่มอาจารย์กับผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ ทำสเปกเสร็จแล้ว ตัวผมก็ขอให้สมาคมหรือชมรมผู้ค้าอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เรียกบริษัทที่ขายอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ทั่วประเทศมาดูสเปกที่หอประชุม สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา เขาจะได้เห็นและวิจารณ์ได้ว่า สเปกที่พวกเราทำเป็นกลางหรือไม่ บริษัทอื่นนำสินค้ามาแข่งขันกันได้หรือเปล่า ตรงจุดไหนดูเหมือนล็อกสเปก เขาจะได้เสนอให้แก้ไข ฝั่งเราก็มีหน้าที่ปรับสเปกให้ทุกฝ่ายรับได้ แล้วจึงส่งให้ธนาคารโลกเห็นชอบก่อนจะประกาศขายซองประมูล
พอประกาศขายซองไปประมาณ 1 สัปดาห์ได้ กลุ่มพ่อค้าที่เคยนัดเจอกันก็คงพากันเดินทางไปหาท่าน รมว.ศธ.คนนั้น เพราะสเปกที่เราใช้ไม่ตรงกับสเปกที่พวกเขาทำมา ท่าน รมว.ศธ.จึงเรียกผมไปหาอีกรอบ และบอกให้ผมเอาสเปกของพ่อค้ากลุ่มนั้นไปประกาศซื้อแทน ตัวผมก็มองแล้วว่า ถ้าออกประกาศตามสเปกนั้น ก็ต้องเป็นการล็อกสเปก คนที่จะได้งานก็จะเป็นคนกลุ่มเดิม ที่สำคัญสเปกของเราทำขึ้นโดยผู้ที่จะต้องใช้งานจริง ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของผู้จำหน่ายและธนาคารโลก เราเลยไม่ยอม คุยกันอยู่ 2-3 ชั่วโมง คำตอบของผมก็คือ ผมทำไม่ได้
แล้วเขาไม่โกรธหรือ เมื่อคุณ ‘ไม่ยอม’
โกรธ แล้วพูดประมาณว่า อย่างนี้เราคบกันไม่ได้ อีก 1-2 วันถัดมาก็มีคำสั่งย้ายผมจากสถาบันราชภัฏไปสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นคนละสายงานเลย ตำแหน่งเดิมของผมเขาก็หาคนใหม่มาทำแทน เราก็ไม่ได้ติดตามต่อว่าหลังจากนั้นโครงการนั้นสรุปแล้วเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่เฉพาะเรื่องนี้ที่ทำให้ตัดสินใจลงสมัคร ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งด้วย
การได้เป็น สว.จะช่วยคุณแก้ไขปัญหาที่เจอได้หรือ
ผมคิดว่าเราต้องปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ จากการที่ได้ไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ เราเห็นแล้วว่าเขาจัดการศึกษาอย่างไร และผมอยากใช้กลไกของ สว.เข้าไปแก้ไข ถึงแม้ว่า สว.จะไม่ได้เป็นผู้เสนอกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายโดยตรงทุกเรื่อง แต่กฎหมายที่สำคัญๆ ก็ต้องผ่าน สว. เราสามารถคุยกับ สว.ด้วยกัน และคุยกับ สส.ว่า อยากให้กฎหมายด้านการศึกษามีประเด็นอะไรอยู่ในนั้นบ้าง ขณะเดียวกันตัวเราเองก็มีประสบการณ์ด้านกฎหมายมาก่อน เช่น ตอนยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เราก็เป็นหัวหน้าคณะทำงานยกร่างหมวด 7
พอมีการเลือก สว.เกิดขึ้น ก็มีเพื่อนและคนในวงการศึกษาหลายคนทักมาบอกว่า สิ่งที่ผมเคยพูดเคยเสนอเอาไว้ว่าควรแก้อะไร ถึงเวลาแล้วที่ผมน่าจะลงไปทำจริงๆ เขาอยากให้ผมลงสมัคร แม้ว่าภรรยาของผมจะอยากให้ผมพัก เพราะเห็นว่าอายุมากแล้ว
ในการเลือก เราไปลงสมัครที่มหาสารคาม ผ่านระดับอำเภอกับจังหวัดมาแล้ว ด้วยความที่หลายคนในวงการการศึกษารู้จักเรา จึงค่อนข้างมั่นใจว่าในระดับประเทศคงจะได้อีก พอถึงเช้าวันที่ 26 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับประเทศ กกต.กำชับว่าห้ามคุยกัน ห้ามขอเสียง ห้ามโทรศัพท์ไปชักชวน ผมก็ระวังมาก แค่จะเดินเข้าไปเจอคนรู้จักก็ยังไม่กล้า เพราะกลัวถูกมองว่าหาเสียง เลยนั่งอยู่เฉยๆ กระทั่งลงคะแนนเสร็จและเริ่มนับคะแนน
จังหวะไหนที่คุณเริ่มพบเห็นความผิดปกติในการเลือก สว.
ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนวันเลือก สว.ระดับประเทศ วันที่ 24 มิถุนายน 2567 ตอนนั้นมีครูรัชนี เป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส และเคยถวายความรู้ให้กับพระที่จะไปประจำวัดไทยในฝรั่งเศส เขาบอกกับผมว่า รองสมเด็จพระสังฆราชเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ แขกจึงยังไม่เยอะมาก จึงชวนไปกราบท่าน ตัวเรามองว่าเป็นเรื่องดีจึงเดินทางไปด้วย
แต่พอไปถึงก็มีนายสมเกียรติ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว.จากจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่ม 20 หรือกลุ่มอื่นๆ ที่ผ่านการเลือก สว.ระดับจังหวัดมาแล้วนั่งรออยู่ด้วย ผมกับเขาก็ทำความรู้จักกัน นายสมเกียรติบอกกับผมว่า หลังจากไหว้พระเสร็จแล้ว เขามีนัดต่อที่ร้านนิตยาไก่ย่าง แถวหน้าเมืองทองธานี และชวนผมไปด้วยกัน แจ้งว่าจะพาไปพบผู้ใหญ่ทางการเมือง ผมก็ไปเพราะคิดว่าจะได้รู้จักกัน
พอไปถึงก็ได้เจอกับสัจจพงษ์ เขาเป็นนักการเมืองท้องถิ่นเก่า เคยเป็นนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี ในตอนนั้นภรรยาเขาก็เป็นนายกเทศมนตรีอยู่ ลูกชายของเขาคือ สุภีรภัทร ภูมิภักดิ์ เป็น สส.ของพรรคภูมิใจไทย
สัจจพงษ์เขาก็บอกผมตรงๆ ว่า เขาได้รับมอบหมายมาจากพรรคให้รวบรวมผู้สมัครที่ผ่านมาจากระดับจังหวัดมาให้ได้มากที่สุด ผมเข้าใจว่าเป็นกลุ่มของพรรคภูมิใจไทยเหมือนกัน แต่เป็นคนละสายกับกลุ่มยังเติร์ก หรือกลุ่ม สส.คนรุ่นใหม่ในพรรคภูมิใจไทย เขาอธิบายว่า หลังผ่านระดับจังหวัดมาแล้ว การทำงานจะแตกออกเป็นหลายสาย แบ่งพื้นที่และกลุ่มรับผิดชอบ มีชื่อคนหลายคนในพรรคภูมิใจไทยถูกพูดถึงว่าดูสายใดบ้าง แล้วเอารายชื่อผู้สมัคร สว.ที่ผ่านการเลือกระดับจังหวัดมาคุยกันว่า ใครบ้างที่อยู่ในสเปกของเขาได้
เขาต้องการอะไรจากคุณ จึงเรียกคุณเข้าไปพบ
เขาขอให้ผมหาคนมาให้ได้มากที่สุด บอกว่าจะดูแลค่าอาหาร ที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ส่วนค่าตอบแทนจะคุยเป็นรายบุคคลไป เพราะผู้สมัครแต่ละคนมีโอกาสที่จะถูกเลือกไม่เท่ากัน คนที่มีโอกาสมากกับคนที่มีโอกาสน้อยอาจจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน
เราก็บอกเขาไปว่า จะลองโทรหาอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่ผ่านระดับจังหวัดเข้ามาก่อน เพราะผู้สมัคร สว.ที่เป็นครูสามารถสมัครได้หลายกลุ่ม ไม่ได้สมัครแค่กลุ่มการศึกษา บางคนอยู่กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินหรือกิจการบ้านเมืองที่ดี บางคนอยู่กลุ่มประชาสังคม กลุ่มสตรี กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพหรืออาชีพอิสระ และกลุ่มอื่นๆ ผมก็โทรหา 3-5 คน แต่คำตอบของคนที่อยู่ปลายสายคล้ายกันหมดคือ ทำไมท่านเพิ่งโทรมาตอนนี้ ช้าไปแล้ว เขาอั้นกันหมดแล้ว
เราก็ถามเขาว่า อั้นคืออะไร เขาก็ตอบว่า เขามีการตกลงกันหมดแล้ว มีการจ่ายเงิน รับเงิน หรือจัดคนกันไว้หมดแล้ว ผมไม่ได้รู้ว่าเป็นกลุ่มไหนบ้าง มีการจัดการตั้งแต่ก่อนมาถึงการเลือก สว.ที่กรุงเทพฯ แล้ว ผมก็บอกสัจจพงษ์ว่า ผมหาไม่ได้แล้ว เราเลยแค่กินข้าวแล้วแยกกัน แต่เขาก็บอกผมนะว่า อย่างไรก็อยากให้ผมไปที่โรงแรมปทุมธานีเพลสในวันที่ 25 มิถุนายนด้วย
แล้วคุณไปตามที่เขาขอที่โรงแรมปทุมธานีเพลสหรือเปล่า
วันที่ 25 มิถุนายน 1 วันก่อนจะเลือก สว.ระดับประเทศ เขาโทรมาตามผม แต่ผมไม่ไป ผมคิดว่าเราไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่สมเกียรติเขาไป และโทรมาตามผมให้ไปด้วยเหมือนกัน หลังจากนั้นผมได้ถามสมเกียรติว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาจึงเล่าให้ฟังว่า พอไปถึง เขาได้รับกุญแจห้องของโรงแรมกับคูปองอาหาร ให้อยู่ในโรงแรมราว 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 24-26 มิถุนายน จนถึงวันเลือก สว.ระดับประเทศ มีการตกลงกับสมเกียรติว่า ถ้าพาคนมาได้ 10 คน จะจ่ายเงินให้ 1 ล้านบาท สมเกียรติยังไปขอดูรายชื่อของผู้เข้าพักจากเคาน์เตอร์โรงแรม แล้วใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพรายชื่อเก็บเอาไว้ เขาเล่าให้ฟังว่า มีการไกด์ให้ผู้สมัครในการเลือก สว.ระดับประเทศ หากจับสลากไปเจอกลุ่มใด ก็ให้เลือก 5 เบอร์ตามกำหนด ล็อกหมายเลขเอาไว้ล่วงหน้า
แต่พอผลการเลือก สว.ระดับประเทศออกมาไม่เข้าตามเป้าที่ตกลงกันเอาไว้ สมเกียรติก็ไม่ได้รับเงิน เอาหน้าบัญชีไปแสดงให้แล้วก็ไม่ได้รับเงิน เขาจึงโกรธและออกมาเปิดข้อมูล ตัวเขาก็ไปร้องเรียนที่ กกต.ว่า มีการเอาคนมารวมตัวและจัดการกันในลักษณะที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่ง กกต.ก็เรียกเขาเข้าไปให้ปากคำ
ในวันเลือก สว.ระดับประเทศ คุณมองเห็นความผิดปกติอะไรบ้าง
ตอนที่นับคะแนน บัตรลงคะแนนที่ กกต.นับ ในช่วงแรกยังเห็นว่า มีการใส่หมายเลขของผู้สมัครแต่ละช่องไม่เหมือนกัน แต่พออ่านไปประมาณสิบกว่าใบ เริ่มมีชุดตัวเลขเดิมกลับขึ้นมา คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมก็สะกิดว่า ท่านสังเกตไหม บัตร 2 ใบนี้เลือกเบอร์เดียวกันเลย ซึ่งไม่ใช่แค่เลือกคนเดียวกัน แต่ตั้งแต่ช่องแรกถึงช่องสุดท้าย เขียนเลขตัวเดียวกัน เรียงลำดับเหมือนกันเป๊ะ ไม่มีการสลับเลย
หลังจาก กกต.อ่านไปสัก 30 ใบ ทีนี้เริ่มมีคนยกมือประท้วง ตอนแรกยังไม่ใช่ยกมือแล้วบอกว่าทุจริต แต่ถามกรรมการว่าเอาบัตรใบเดิมที่อ่านไปแล้วกลับมาอ่านซ้ำหรือเปล่า กรรมการก็บอกว่าไม่ใช่ เพราะบัตรที่อ่านเอาลงหีบไปแล้ว ใบที่อ่านเป็นใบใหม่ แต่พออ่านอีกก็เหมือนกันอีก เลยเริ่มสงสัย และพยายามฟังหมายเลขมากขึ้น
ในใจผมคิดตอนนั้น โพยแน่ๆ
พอเริ่มตงิดแล้ว คุณได้ทำอะไรกับข้อสงสัยนี้ไหม
หลังเลือกเสร็จผมกลับบ้าน เพื่อรอฟังผลการเลือก สว.ในวันที่ 27 มิถุนายนก่อน พอผลออกมา ก็ชัดแล้วว่าผิดปกติ วันที่ 28 มิถุนายน ผมจึงเดินทางไปที่สำนักงาน กกต.เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียน แต่พอไปถึงก็เจอผู้สมัครอีกหลายคนมาร้องเรียนเหมือนกัน เลยร่วมลงชื่อและยื่นคำร้องต่อ กกต.ว่า การเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตอนนั้นมีอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของเราคนหนึ่งชื่อ นาย A จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินเข้ามาหา แล้วบอกว่า พี่ไม่ต้องไปสู้มันหรอก ก่อนเลือกเขาวางแผนกันแล้ว เขาทำโพยกันมาแล้ว และบอกว่าเดี๋ยวจะเอาโพยมาให้ผมดู ผมเลยนัดเขาที่ร้านอาหารในห้างฝั่งตรงข้ามกับสำนักงาน กกต. ถนนแจ้งวัฒนะ นั่งคุยกันอยู่ 2-3 ชั่วโมง แล้วเขาก็เอากระดาษประมาณครึ่งแผ่นให้ผมดู บนกระดาษเขียนด้วยปากกาว่า “ภาคเช้าให้กา 10 เบอร์นี้”
ซึ่งคนนี้เขารู้จักกับครอบครัวของนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยคนหนึ่งในปัจจุบัน เพราะเขาเคยเป็นครูสอนในสมัยประถม และเป็นคนที่ สส.รายดังกล่าวชวนมาสมัคร สว.
ในช่วง 2-3 ชั่วโมงกับคนรู้จักจาก สพฐ. คุณได้ข้อมูลอะไรบ้าง
นาย A บอกผมว่า มีกลุ่ม สส.คนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม ‘ยังเติร์ก’ ในพรรคภูมิใจไทยประมาณ 5-6 คนมองว่า หากพรรคไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล การแสดงความคิดเห็นในรัฐบาลก็จะถูกรับฟังไม่มาก และโอกาสที่คนในกลุ่มจะได้เป็นรัฐมนตรีก็น้อย จึงคุยกันว่าต้องทำให้พรรคเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลให้ได้ วิธีการก็คือ จะใช้วิธีดึงคนจากการเมืองบ้านใหญ่ที่ตัวติดกับประชาชนตลอด ทั้งงานบวช งานแต่ง งานศพจากหลากหลายพรรค ให้มาอยู่กับพรรคของตัวเอง ซึ่งจะดึงได้ก็ต้องทำให้คนในบ้านใหญ่มั่นใจว่า การหาเสียงของเขาจะปลอดภัย ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจับผิดในการซื้อเสียง ขณะเดียวกันก็สามารถตรวจสอบพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ จึงนำไปสู่ความคิดเรื่องการควบคุม กกต. ทั้งยังพูดไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะเห็นว่า องค์กรเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกหรือให้ความเห็นชอบจากวุฒิสภา จึงต้องการ สว.มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด
แผนตรงนี้ กลุ่มยังเติร์กเอาไปปรึกษากับแกนนำของพรรคภูมิใจไทยว่าเห็นด้วยหรือไม่ เป็นลักษณะของแผนธุรกิจที่บอกว่าจะต้องใช้คนเท่าไร ใช้งบประมาณเท่าไร ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง บริหารจัดการอย่างไร แต่ละเดือนก่อนเลือก สว.ต้องทำอะไรบ้าง อำเภอไหนใครเป็นคนดู จังหวัดนี้ใครดู ไล่ลงไปรายพื้นที่ ดูว่าพรรคของตัวเองมี สส.อยู่ที่อำเภอหรือจังหวัดใดบ้าง และจะหาคนมาลงสมัครได้ไหม โดยคนที่ถูกเลือกเข้าระบบตามที่แหล่งข่าวบอกว่า คือต้องเป็นคนไม่ตงฉิน สั่งซ้ายหัน ขวาหันได้
แล้วแหล่งข่าวของคุณได้เป็น สว.ไหม ทำไมจึงมาเปิดเผยข้อมูลกับคุณ
เขาผ่านเข้ารอบในการเลือก สว.รอบเช้าที่เมืองทองธานีมา แต่รอบบ่ายเขาถูกเอาออกจากโพย เพราะเป็นคนตงฉิน และไม่สามารถสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้ เขาโกรธ เลยเอามาเล่าให้ผมฟัง
หรือตัวสมเกียรติก็โกรธเพราะไม่ได้เงิน เขาก็ร้อง กกต. ซึ่ง กกต.ก็เรียกเขาไปให้ปากคำ และเขาก็อ้างถึงผมให้เป็นพยาน ผมจึงไปเป็นพยานให้ เล่าว่าตัวเรามองเห็นอะไร รับรู้เหตุการณ์อะไรบ้าง
การจะออกมาเปิดเผยเรื่องที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองมีส่วนเกี่ยวข้องนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อะไรทำให้คุณแน่วแน่ที่จะเป็น ‘พยาน’ ในคดีนี้
เพราะมันไม่ถูกกฎหมาย ตอนที่พวกเราอยู่ในฐานะผู้สมัคร สว. พวกเราระมัดระวังกันมาก ไม่ว่าจะพูด จะขอคะแนน จะชักชวนใครมอบคะแนนเสียงให้ก็ไม่กล้าทำ เมื่อเห็นแพตเทิร์นการเลือก สว.ออกมาแบบนี้ และรับรู้ว่ามีโพย ผมจึงคิดว่าเราปล่อยเอาไว้ไม่ได้
นอกจากไปยื่นหนังสือถึง กกต.ว่า การเลือก สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรมแล้ว ผมยังทำคำร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดให้ แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินตอบกลับมาว่า ข้อกล่าวหาหรือความเสียหายที่ผมเล่ามามีลักษณะเป็นความเสียหายเฉพาะบุคคล และมีช่องทางยื่นไปยังศาลฎีกาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่คำตอบของผู้ตรวจการแผ่นดินส่งมาหลังจากที่ผมยื่นคำร้องไปแล้วราว 60 วัน ขณะที่การร้องเรียนในฐานะความเสียหายส่วนบุคคลจะต้องยื่นภายใน 3 วัน นับตั้งแต่รู้ผลคะแนนเลือก สว. ซึ่งมันล่วงเลยเวลานั้นไปแล้ว ผมเลยยื่นศาลไม่ได้ หลังจากนั้น ผมก็นำคำร้องและคำตอบที่ได้รับจากผู้ตรวจการแผ่นดินไปโพสต์ในกลุ่มเพื่อน โดย พลตำรวจโท คำรบ ปัญญาแก้ว ผ่านมาเห็นโพสต์ของผม และเขารู้จักกับ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงมีการแจ้งเรื่องไปยัง DSI จากนั้นก็มีการติดต่อผมให้ไปเป็นพยาน ผมก็ไป และเล่าเหตุการณ์แบบเดียวกันกับที่ผมเล่าอยู่ตอนนี้
ตอนไปเป็นพยาน ผมก็บอกชื่อของแหล่งข่าวให้กับ DSI แต่บางส่วนนั้นขอกับผมว่าอย่าเปิดเผยชื่อ ผมจึงให้เบอร์โทรศัพท์แหล่งข่าวของผมกับ DSI เอาไว้ เผื่อลองติดต่อดู แต่ท้ายที่สุด แหล่งข่าวของผมก็ไม่ได้เดินทางมาตามนัด เขาบอกกับผมว่า เขาไม่กล้าไป เพราะทางโน้นขู่
แล้วคุณไม่กลัวหรือที่ออกมาเป็นพยาน
อันที่จริง มีทีมงานจากพรรคภูมิใจไทยที่มหาสารคามโทรไปหาน้องชายแท้ๆ ของผม แล้วน้องชายก็โทร.มาหาผมประมาณ 3-4 วันก่อน พูดกับผมว่า พี่อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เขาบอกว่าจะเอาจริง จะเก็บจริง เก็บพวกที่ออกมาเต้นๆ อยู่ แล้วก็เตือนผมว่า อย่าให้ตัวเองเป็นข่าวมาก อย่าไปทำอะไรที่ไหน
ผมก็ตอบน้องชายไปว่า ขอบคุณ ไม่เป็นไรหรอก แล้วก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นแทน น้องเขาก็คงรู้ว่าผมคงไม่หยุดหรอก
ได้ยินแบบนั้นแล้ว ไม่คิดจะหยุดหรือถอนตัวเป็นพยานหรือ
ผมหยุดไม่ได้ ถ้าหยุด บ้านเมืองจะเละไปกันใหญ่ จะทำก็ต้องทำต่อให้สุด เราไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่โดนกินรวบ
สิ่งที่ผมพูดแต่ละอย่าง ไม่ได้ตั้งใจให้ร้ายคนใดคนหนึ่ง ผมพูดเรื่องทั่วๆ ไป และพูดในสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริง ตอนนี้ก็ต้องรวมตัวกันกับพรรคพวกที่ออกมาต่อสู้เรื่องนี้ด้วยกัน เราเรียกกันว่ากลุ่ม สว.สอบตก ก็เดินหน้ากันต่อไป
มองผลลัพธ์เอาไว้ไหมว่า กกต.จะจัดการกับคดีฮั้ว สว.อย่างไร
เขาจะเป่า และจะเป่าคดีแน่นอน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็จะได้เห็นชัดกันแล้วล่ะว่ามันเกิดอะไรขึ้น ส่วนการดำเนินการกับผู้สมัคร สว.กว่า 1,700 คนจากผู้สมัครทั้งหมดราว 4.6-4.8 หมื่นคน ในเรื่องของคุณสมบัติก็ไม่ได้กระทบกับคนที่เข้าไปเป็น สว.ชุดปัจจุบันมาก เพราะคนเหล่านี้มีปัญหาคุณสมบัติตั้งแต่การเลือกระดับอำเภอแล้ว การนำประเด็นนี้มาประกาศในช่วงนี้ ก็เพื่อทำให้กระแสสังคมเบาลง ลดความโกรธหรือแรงกดดันทางสังคม ก่อนจะต้องตัดสินคดีใหญ่เท่านั้นเอง
คิดว่าคุณคงมีข้อความในใจที่อยากจะส่งไปถึงคนในขบวนการฮั้ว สว. มีอะไรอยากจะพูดกับเขาไหม หากเขานั่งอยู่ตรงหน้าคุณ
ผมขอยืมคำพูดของ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว บนเวที ‘การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ’ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งบอกว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ในที่สุดทุกคนก็ต้องตาย รวมถึง กกต.ด้วย
แล้วเหตุผลอะไรที่คุณจะไม่ทำสิ่งดีๆ ทิ้งเอาไว้ให้ลูกให้หลาน ผมมองว่า กกต.ชุดนี้ไม่มีอิสระเต็มที่ในการตัดสินใจ เขาเลื่อนแล้วเลื่อนอีกกับมติคดีนี้ เพราะเขาอึดอัด เพราะ กกต.บางคนมาจากการเลือกของ สว.สีน้ำเงิน สิ่งที่คุณต้องทำคือ ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาให้ท่านวินิจฉัย จะพิพากษาอย่างไรนั้น ผมคิดว่าคนยอมรับได้ กกต.ไม่จำเป็นต้องแบกรับเรื่องนี้เอาไว้เอง
ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ถามว่าผมเชื่อไหม ผมไม่เชื่อ ผมคิดว่าควรพูดความจริงกัน คุณก็รู้อยู่ว่าคุณทำอะไร เพียงแต่ทำเป็นไม่รู้เท่านั้น
Fact Box
- ดิเรก พรสีมา เป็นผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่ม 3 กลุ่มการศึกษา จากจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งผ่านการเลือก สว.ในระดับอำเภอและระดับจังหวัดมาแล้ว
- เขาทำงานอยู่ในแวดวงการศึกษาหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ฝึกหัดครู ที่โรงเรียนฝึกหัดครูธนบุรี, ผู้อำนวยการกองแผนงาน สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ, ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในสถาบันราชภัฏ, รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และปัจจุบันเป็นนักวิจัยด้านการผลิตและพัฒนาครู
- ในคดีฮั้ว สว. มีดิเรกเป็นหนึ่งในพยานปากเอก โดยเป็นผู้พบเห็นความผิดปกติในการเลือก สว.ระดับประเทศ และยังมีข้อมูลจากเครือข่ายที่ส่งมาถึงตัวเขาให้ใช้เป็นหลักฐานในการชี้ว่า การเลือก สว.ปี 2567 มีการทุจริต



