นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับทีมนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยที่คว้าชัยชนะการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียประจำปี 2026 ที่จัดขึ้นที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน มาได้สำเร็จ ส่งผลให้วอลเลย์บอลหญิงไทยรักษาแชมป์ทวีปเอเชียไปได้อีกสมัย อีกทั้งยังคว้าตั๋วเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นในหมู่แฟนๆ ชาวไทย แต่ในอีกฟากหนึ่ง หลังจากจบรอบรองชนะเลิศที่นักตบลูกยางสาวไทยมีชัยเหนือทีมชาติญี่ปุ่นด้วยคะแนน 3-1 เซ็ต (25-21, 25-20, 20-25 และ 25-20) ทำให้สาวจากแดนอาทิตย์อุทัยต้องลงไปแข่งชิงเหรียญทองแดงกับประเทศอิหร่าน ซึ่งสร้างความผิดหวังและความไม่พอใจในหมู่กองเชียร์ชาวญี่ปุ่นไม่น้อย 

อย่างไรก็ตาม การวิจารณ์ฟอร์มการเล่นของทีม หรือการวิเคราะห์กลยุทธ์ของทีมคู่แข่งนั้น ถือเป็นเรื่องที่รับได้ในการแข่งขันกีฬา หากแต่บางครั้ง การแสดงความไม่พอใจผ่านข้อความในโซเชียลมีเดีย โดยหยิบยกเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬามาพูด ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้าหรือการทาสีเล็บมือของนักกีฬานั้น เป็นเรื่องที่เกินเลยไปเสียหน่อยในยุคปัจจุบัน

“วอลเลย์บอลหญิงทำตัวชิลล์ แต่งตัวฉูดฉาดเกิน มันรับไม่ได้ จำเป็นต้องมาเติมลิปมันระหว่างแข่งขนาดนี้เลยเหรอ? แล้วต่างหูเนี่ย ใส่แบบห้อยมุ้งมิ้งแล้วจะไม่เจ็บหรือไง? มันอันตรายมากไม่ใช่เหรอ? ยาทาเล็บก็สีดำ เหมือนมาเล่นสนุกมากกว่ามาร่วมการแข่งขันระดับชาติ ที่สำคัญถ้าชนะก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ก็ไม่ชนะ สมแล้วที่แพ้ เหนื่อยใจจริงๆ”

ข้างต้นคือหนึ่งในข้อความบนแพลตฟอร์ม X ของแฟนคลับชาวญี่ปุ่นที่ออกมาวิจารณ์ มายู อิชิกาวะ (Mayu Ishikawa) มือตบหัวเสาวัย 26 ปี ระหว่างการแข่งขันกับทีมชาติไทยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา กำลังได้รับความสนใจและเป็นที่ถกเถียงบนโลกออนไลน์อย่างมาก มีผู้ใช้งานกดไลก์กว่า 2.7 หมื่นครั้ง รีโพสต์กว่า 4,000 ครั้ง และมียอดวิวรวมสูงเกือบ 30 ล้านครั้ง

ข้อความดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ใช้งานโซเชียลฯ เลือกจะวิพากษ์วิจารณ์การแต่งหน้าและการใส่ต่างหู ให้เป็นเหตุที่ทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน ทั้งที่การแต่งหน้าหรือการสวมต่างหูไม่ได้มีผลกระทบต่อเกมหรือกลยุทธ์ในการคว้าแต้มวอลเลย์บอลแต่อย่างใด

ทั้งนี้ หากอิงตามกฎของสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ก็ไม่ได้มีกฎห้าม หากแต่ต้องอยู่ภายใต้ ‘ความปลอดภัย’ โดยไม่ได้มีการห้ามแต่งหน้า ทาปาก หรือทาเล็บ มีแต่เพียงกฎในข้อ 4.5 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า “It is forbidden to wear objects which may cause injury or give an artificial advantage to the player.” (ห้ามสวมใส่สิ่งของที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บ หรือช่วยเพิ่มความได้เปรียบให้กับผู้เล่น)

ในจุดนี้เราต้องไม่ลืมว่า การแต่งหน้า การแต่งกาย หรือแม้แต่การทาเล็บนั้น เป็นเพียงการเสริมความมั่นใจทั้งทางร่างกายและจิตใจ อีกทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยข้อความลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายกระทบต่อเสรีภาพในร่างกายของบุคคลที่มีสิทธิเลือกจะ ‘ทำ’ หรือ ‘ไม่ทำ’ อะไรกับร่างกายของตนเอง

ในการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอล สิ่งที่จะตัดสินการแข่งขันครั้งนั้นๆ ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของนักกีฬาทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงการศึกษากลยุทธ์และวิธีการเล่นของคู่แข่งในแต่ละเกม

เพราะการแต่งหน้าหรือการทาเล็บเป็นเพียงการ ‘เสริม’ ความมั่นใจให้ตัวนักกีฬาเอง นักวอลเลย์บอลหญิงชาติไหนๆ ก็แต่งหน้าทาเล็บเป็นเรื่องปกติ นักกีฬาทีมชาติไทยก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้นการกล่าวอ้างในทำนองว่า การแต่งหน้าระหว่างการแข่งขันจะทำให้ทีมแพ้ จึงไม่มีความเชื่อมโยงกันแม้แต่น้อย

ดังนั้นโปรดอย่านำเรื่องความรักสวยรักงามของใคร มาบั่นทอนกำลังใจของนักกีฬาที่ต่างแบกความหวังของประชาชนในประเทศทุกคนไว้บนบ่า เพราะการเลือกที่จะแต่งเติมความงามให้กับร่างกายของตนเองนั้น เป็นสิทธิที่บุคคลพึงมี

ในทางกลับกัน เชื่อว่าหลังจากที่นักกีฬาที่ไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน ย่อมต้องการกำลังใจจากแฟนๆ เพื่อที่จะกลับมาทำทีมให้แข็งแรง พร้อมสำหรับการแข่งขันในรายการต่อไป และคว้าชัยชนะเพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนอีกครั้ง

อ้างอิง:

https://www.fivb.com/wp-content/uploads/2025/01/FIVB-Volleyball_Rules2025_2028-EN-v05.pdf

https://thestandard.co/why-do-women-wear-makeup/

https://x.com/tomatobluuu/status/2093908976060744158?s=20

Tags: , , , , , , , , , , ,