ก่อนที่ชินนี่จะใส่ใจเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะการกิน เมื่อก่อนถ้าไม่หวาน ไม่อุดมไปด้วยแป้งจะไม่กิน กินก๋วยเตี๋ยวก็เน้นเส้น น้ำชงต่างๆ คือน้ำเปิดท้องก่อนกินอาหาร หรือเป็นของว่าง คือกินตามลำดับ แต่เป็นลำดับย้อนกลับ แป้งและน้ำตาลคือนักแสดงนำ ผักเป็นนักแสดงเสริม บางมื้อก็ไม่มีผักเลย เราเชื่อว่าคนจำนวนมากมีความชอบแบบเรา และเราเข้าใจว่าการจะกินเพื่อสุขภาพไม่ใช่เรื่องง่าย
ลองสังเกตนะคะ ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้าน ระหว่างทางขึ้นรถประจำทางหรือรถไฟฟ้า รอบตัวเราเต็มไปด้วยอาหารอร่อย แต่อาจจะกัดกร่อนสุขภาพของเราไปเรื่อยๆ ชินนี่เคยไปห้างในกรุงเทพฯ รู้สึกกระหายน้ำมาก แต่ต้องใช้เวลาถึงเกือบครึ่งชั่วโมง เพื่อเดินหาน้ำดื่มที่ไม่มีน้ำตาลในนั้น แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ตกลับมีอาหารแปรรูปขั้นสูง (UPFs) วางเต็มชั้นสินค้า อีกทั้งยังลดแลกแจกแถมแบบสุดเมื่อเทียบกับอาหารจริง (Whole Food) ที่นอกจากต้องเดินหาแล้ว ยังราคาสูงและเก็บได้ไม่นาน ก็อาจจะไม่แปลกที่ 45% ของคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปกำลังเผชิญกับภาวะอ้วน (Obesity) พูดง่ายๆ คือ คนเกือบครึ่งประเทศประสบภาวะอ้วน ชินนี่ไม่ได้กำลังเขียนว่า ‘การกิน’ เป็นสาเหตุเดียว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การกินคือหนึ่งในสาเหตุหลักของเรื่องนี้
การกินหวานร้อยเป็นประจำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ‘ภาวะดื้ออินซูลิน’ (Insulin Resistance) คำคำนี้ถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบัน แต่เรารู้ความหมายและผลกระทบของมันจริงๆ หรือไม่
เมื่อร่างกายเราเริ่มดื้ออินซูลิน มันจะกระทบต่อการเผาผลาญสร้างพลังงานตั้งแต่ในระดับเซลล์ ถ้าเซลล์เป็นเมือง ในเมืองย่อมต้องมีแหล่งสร้างพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้า ซึ่งแหล่งสร้างพลังงานในเซลล์ก็คือ ไมโทคอนเดรีย ซึ่งมีจำนวนมากในแต่ละเซลล์ น้ำตาลที่เรากินเข้าไปจะถูกย่อยจนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เช่น กลูโคส ฟรุกโตส น้ำตาลเหล่านี้จะถูกขนส่งเข้าเซลล์ด้วยความช่วยเหลือของฮอร์โมนอินซูลิน จากนั้นจะถูกเผาผลาญอย่างสมบูรณ์ในไมโทคอนเดรียโดยใช้ออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไป และได้ผลประกอบการออกมาเป็นพลังงาน น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราหายใจออกมาเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ถ้าเรากินน้ำตาลมากเกินไปบ่อยๆ ไมโทคอนเดรียก็เริ่มรับงานเผาผลาญน้ำตาลนี้ไม่ไหว เริ่มอ่อม เริ่มพัง
ถ้าโรงงานไฟฟ้าในเมืองพัง เมืองก็ไม่สามารถรับถ่านหินเข้ามาเป็นเชื้อเพลิงได้อีก จึงเริ่มปฏิเสธการนำเข้าถ่านหิน เช่นเดียวกับเซลล์ เซลล์ก็ไม่สามารถรับน้ำตาลเข้ามาเพิ่มได้ หากไมโทคอนเดรียอ่อมไม่ไหวแล้ว
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิเสธการขนส่งน้ำตาลเข้าเซลล์ แม้จะส่งอินซูลินมาเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเซลล์ยังไม่ไหวก็ไม่ฟัง ไม่รับน้ำตาลเข้ามา จนเป็นที่มาของการดื้ออินซูลิน รวมถึงพลังงานที่อ่อมตั้งแต่ภายในเซลล์ ตัวเราเองก็จะเริ่มสัมผัสถึงความเหนื่อย ไม่กระชุ่มกระชวย หากร่างกายดื้ออินซูลิน แม้จะกินอาหารเยอะ แต่ถ้าร่างกายนำไปใช้สร้างพลังงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เราจึงมักง่วงและหมดแรงหลังมื้ออาหาร
แล้วน้ำตาลที่มากเกินไปเหล่านั้นไปไหนล่ะ ในเมื่อเซลล์ดื้ออินซูลิน ไม่อยากเอาน้ำตาลไปใช้ ร่างกายก็ไม่สามารถปล่อยให้น้ำตาลล่องลอยอยู่ในเลือดเป็นจำนวนมากได้ ต้องจัดการให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป เพราะถ้าน้ำตาลในเลือดสูง จะเริ่มทำลายเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดเปราะ ไม่ยืดหยุ่น สังเกตสิว่า คนที่เป็นเบาหวานมักจะมีปัญหาไต เพราะไตเป็นอวัยวะที่มีเส้นเลือดฝอยเยอะมาก น้ำตาลในเลือดที่สูงของคนเป็นเบาหวานจะทำลายเส้นเลือดเหล่านั้น จนนำไปสู่โรคไต ปัสสาวะจะมีน้ำตาลปนอยู่ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรคเบาหวาน คือการถ่ายเบา (ปัสสาวะ) ที่มีน้ำตาลปนอยู่
ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลที่มากเกินไปเป็นไขมันเพราะไม่เป็นพิษ เก็บสะสมตามเซลล์ไขมันได้เรื่อยๆ ตามขนาดตัวที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เก็บแค่ในเซลล์ไขมันน่ะสิ น้ำตาลบางส่วนถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไขมันแบบนี้เรียกว่า ‘Visceral Fat’ ซึ่งอันตรายต่อร่างกายมากกว่าไขมันใต้ผิวหนัง เพราะมันจะกรีดร้องออกมาเป็นการอักเสบเรื้อรังตามอวัยวะต่างๆ ที่มันเกาะ ทำให้อวัยวะภายในของเราเสื่อมประสิทธิภาพ โดยเฉพาะตับ ซึ่งคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มีภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งก็อาจมาจากการกินแป้งและน้ำตาลที่มากเกินไป
ในตับ ร่างกายยังเปลี่ยนน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส (ซึ่งมีในน้ำตาลทราย) ให้เป็นไขมันที่ชื่อว่า ‘ไตรกลีเซอไรด์’ และปล่อยออกไปตามเส้นเลือด และนี่หรือเปล่าที่ทำให้ผลตรวจเลือดประจำปีของหลายคนมีค่าไตรกลีเซอไรด์สูง แม้จะไม่ได้กินอาหารมันในปริมาณมาก แต่เราอาจกินแป้งและน้ำตาลมากเกินไปก็ได้
น้ำตาลที่ล้นเกินไม่ได้อยู่แค่ในเลือด แต่ยังไปเทียบท่าอีกหนึ่งอวัยวะที่มีเส้นเลือดเยอะ และต้องการพลังงานสูงมาก อวัยวะนั้นคือสมอง เซลล์สมองก็มีไมโทคอนเดรียค่อนข้างมาก เมื่อแหล่งสร้างพลังงานนี้ในเซลล์สมองเริ่มพัง แน่นอนว่าเซลล์สมองก็เริ่มดื้ออินซูลินด้วย และพลังงานที่อ่อมในเซลล์สมองย่อมส่งผลต่อการทำงานในสมอง และอาจส่งผลให้เป็นโรคสมองเสื่อม หนึ่งในนั้นคืออัลไซเมอร์ จนทำให้นักวิจัยในวงการแพทย์ยุคใหม่เริ่มเรียกภาวะดื้ออินซูลินในสมองนี้ว่า เบาหวานประเภทที่ 3
จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) มีส่วนทั้งช่วยและซ้ำเติมภาวะดื้ออินซูลิน หากจุลินทรีย์ในลำไส้สมดุลและหลากหลาย โดยเฉพาะจุลินทรีย์ดีอย่าง Probiotics ก็จะช่วยให้ร่างกายเราไม่ดื้อต่ออินซูลิน ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น เหล่า Probiotics จะสร้างกรดไขมันสายสั้น (Short-Chain Fatty Acids) ซึ่งช่วยลดการดื้ออินซูลินของร่างกายได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าจุลินทรีย์ในลำไส้พัง ไม่สมดุลและไม่หลากหลาย จุลินทรีย์เหล่านั้นจะไม่สร้างกรดไขมันสายสั้น นั่นคือไม่มีตัวช่วยลดการดื้ออินซูลิน ยิ่งไปกว่านั้น การพังของจุลินทรีย์ในลำไส้จะส่งผลต่อความแข็งแรงของผนังลำไส้ และถ้าลำไส้อ่อนแอจนเกิดการรั่ว (Gut Leak) จะเร่งให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเร่งให้ร่างกายดื้ออินซูลินไปอีก
เอาจริง พวกเราไม่ได้ติดหวานร้อยแบบนี้มาตั้งแต่แรก อ้างอิงจากหนังสือ ปฏิวัติที่ปลายลิ้น ย้อนกลับไปในปี 2504 คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยเพียง 5.8 กิโลกรัมต่อคนต่อปีเท่านั้น แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังจากเกิดภาวะน้ำตาลล้นตลาดครั้งแรกในปี 2503 รัฐบาลยุคนั้นจึงดำเนินนโยบายผลักดันและรณรงค์ให้อุตสาหกรรมอาหารเข้าถึงน้ำตาลได้ง่ายขึ้น เพื่อเร่งระบายผลผลิต และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รสชาติอาหารไทยเปลี่ยนไป และทำให้เราวิ่งเข้าหารสหวานโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งการมาถึงของตู้เย็น ทำให้อาหารถูกเก็บไว้ได้นาน อาหารจึงไม่สดใหม่และหวานเหมือนอาหารดั้งเดิม จึงต้องพึ่งน้ำตาลและผงนัวต่างๆ เพื่อดึงรสชาติ
หลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยที่ติดหวานมากขึ้นคือ จากเมื่อก่อนที่กินน้ำตาลแค่ 5.8 กิโลกรัมต่อคนต่อปี คนไทยกินน้ำตาลเพิ่มขึ้นเป็น 28.5 กิโลกรัมต่อคนต่อปีในปี 2540 และ 33.8 กิโลกรัมต่อคนต่อปีในปี 2553 จนมาถึงปัจจุบันที่อาหารและน้ำดื่มหวานร้อยอยู่รอบตัวเรา คนไทยบริโภคน้ำตาลถึง 23 ช้อนชาต่อวัน (ข้อมูลปี 2567) ในขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กินน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน เรากินน้ำตาลมากกว่าที่ควรจะเป็นถึงเกือบ 4 เท่าในทุกวัน ถ้าการติดหวานของคนไทยเกิดได้จากการรณรงค์ของรัฐในอดีต การเลิกติดหวานก็ย่อมรณรงค์ได้เช่นกัน
ลองนึกภาพ เมืองที่โรงไฟฟ้าพังย่อมไม่มีพลังงานเพียงพอสำหรับกิจการต่างๆ ภายในเมือง ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศ โรงพยาบาล สถานีตำรวจ เช่นเดียวกับเซลล์ การผลิตพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเนื่องมาจากการดื้ออินซูลิน ย่อมส่งผลต่อแทบทุกกิจกรรมในร่างกาย เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากอันตรายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคหรือเซลล์ของเราเองที่กำลังกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง รวมถึงการซ่อมแซมตัวเองเมื่อเกิดบาดแผล ร่างกายของคนเป็นเบาหวานเปราะบางต่อการรักษาตัวเองจากบาดแผลและการติดเชื้อโรค
ใครที่ได้ดู FaraTalk: Humans of Science จะเข้าใจว่าทำไมชินนี่เขียนบทความชิ้นนี้ เพราะชินนี่มีประสบการณ์ตรงจากการเห็นพ่อของตัวเอง ซึ่งเป็นเบาหวานและมีบาดแผลที่ขา แม้แผลจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่ร่างกายพ่อไม่สามารถรักษาตัวเองได้ แผลไม่หายและลามไปทั้งขา และสุดท้ายพ่อก็ติดเชื้อ แต่ระบบภูมิคุ้มกันของพ่อก็ไม่อาจสู้รบกับเชื้อโรคเหล่านั้นได้ แม้เราไม่ได้อยู่ในยุคกลางอีกต่อไป เพราะเรามียาปฏิชีวนะที่(เคย)ใช้ทำลายเชื้อโรคได้ แต่ยาเหล่านั้นกลับใช้ไม่ได้กับเชื้อโรคในตัวพ่อ เพราะเชื้อมันดื้อยาไปหมดแล้ว และสุดท้ายเชื้อก็กระจายไปทั่วร่างกายพ่อผ่านการ ‘ติดเชื้อในกระแสเลือด’
คำนี้แหละที่ปรากฏอยู่ในใบมรณบัตรของพ่อ
ชินนี่ควักหัวใจออกมาเล่าเรื่องนี้ หวังเพียงแค่ว่า เราจะตระหนักถึงการติดหวานและการดื้ออินซูลิน ที่อาจกำลังทำให้ร่างกายเราหรือคนรักของเราเปราะบางอยู่ก็ได้
Tags: ภาวะอ้วน, สุขภาพ, การกิน, น้ำตาล, เบาหวาน, อินซูลิน, Life Actually




