ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดี (?) กับชาวพัทยา หลังมีการคาดการณ์ว่า จะมีเงินสะพัดภายในเมืองกว่า 5-15 ล้านบาท จากการใช้จ่ายของทหารราว 5,000 นายที่เดินทางมาพร้อมเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln โดยมีกำหนดการเทียบท่าเรือแหลมฉบังในวันพรุ่งนี้ (2 กันยายน 2569)
ภายหลังข่าวคาดการณ์การเข้ามาพักผ่อนของเหล่าทหาร เมืองพัทยาก็เตรียมความพร้อมเรื่องการท่องเที่ยวภายใต้กฎหมายไทย ผ่านการตรวจความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่ามีการกวาดล้างการลักลอบค้าประเวณีตามแนวชายหาดและจุดเสี่ยงในพื้นที่สาธารณะ รวมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 25 ราย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 โดยการเตร็ดเตร่ หรือรบเร้าบุคคลในสถานที่สาธารณะ เพื่อการค้าประเวณีเข้าข่ายความผิด โดยปัจจุบันการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นการปรับเป็นพินัย
คำถามที่ตามมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวคือ “ผู้ค้าบริการมีจริงไหมในสังคมไทย” เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2562 จะพบว่าเคยมีการสุ่มตรวจพื้นที่สถานบันเทิงย่านถนนคนเดินในพื้นที่เมืองพัทยา แต่ก็ไม่พบผู้ค้าบริการ จึงเกิดข้อสงสัยว่าผู้ค้าบริการเพิ่งเกิดขึ้นหลังปีดังกล่าวจากวิกฤตเศรษฐกิจ หรือความจริงแล้ว รัฐไม่ได้กำหนดหรือจดจำผู้ค้าบริการกันแน่
แต่ประเด็นในครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่ในระดับรัฐ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมจากคนทั่วไปจำนวนมาก
‘Whore Stigma’ เมื่อชีวิตของใครบางคนกลายเป็นเรื่องขำขัน
เพราะทุกครั้งที่มีข่าวลักษณะนี้ปรากฏขึ้น สิ่งที่ตามมาบนโลกออนไลน์มักไม่ใช่การตั้งคำถามต่อโครงสร้างทางสังคม แต่เป็นมุกตลก คอมเมนต์ล้อเลียน และการหยิบภาพจำของผู้ค้าบริการ (Sex Worker) มาใช้เพื่อสร้างชื่อเสียง ซึ่งผลิตซ้ำภาพผู้ค้าบริการให้กลายเป็นเรื่องขบขันของสังคม อย่างการทำสื่อแสดงความต้องการเดินทางไปพัทยาเพื่อรอต้อนรับทหารอเมริกัน หรือการคำนวณการให้บริการว่าจะได้เงินกลับมาเท่าไร
แน่นอนว่า การพูดเรื่องเพศ หรือการนำเรื่องเพศมาสร้างอารมณ์ขัน ไม่ใช่สิ่งที่ผิดไปเสียทั้งหมด เพราะเรื่องเพศไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องต้องห้าม และการพูดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความต้องการทางเพศ ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของการปลดปล่อยผู้คนออกจากกรอบศีลธรรมที่เคยใช้ควบคุมร่างกายและพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์มาอย่างยาวนาน
ในขณะเดียวกัน จึงต้องตั้งคำถามว่า สังคมกำลังหัวเราะกับอะไร และใครกำลังถูกทำให้กลายเป็นเรื่องตลกในมุกนั้นกันแน่
เพราะแม้คนจำนวนมากที่เล่นมุกว่า จะเดินทางไป ‘รับทหาร’ ที่พัทยา อาจไม่ได้ประกอบอาชีพให้บริการทางเพศจริง และถอดบทบาทดังกล่าวออกจากตนเองได้ทันทีเมื่อความสนุกบนโลกออนไลน์จบลง แต่สำหรับผู้ให้บริการทางเพศจริงๆ แล้ว ตัวตน อาชีพ และประสบการณ์ของพวกเขา ไม่อาจถูกถอดออกไปพร้อมกับมุกตลกได้ง่ายเช่นนั้น
บางคนเลือกทำงานบริการทางเพศด้วยความสมัครใจ บางคนตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและโครงสร้าง และบางคนถูกบังคับ แสวงหาประโยชน์ หรือค้ามนุษย์
แต่ทำไมคนจำนวนมากจึงเข้าใจมุกดังกล่าวได้อย่างพร้อมเพรียง โดยแทบไม่ต้องมีคำอธิบายว่า การเดินทางมาของผู้ชายจำนวน 5,000 คน เกี่ยวข้องอะไรกับการขายบริการทางเพศ
หากไม่ใช่เพราะเบื้องหลังเสียงหัวเราะเหล่านั้น มีภาพจำบางอย่างเกี่ยวกับผู้ให้บริการทางเพศที่วางอยู่ก่อนแล้วในสังคมไทย
ภาพจำที่ว่า ผู้ให้บริการทางเพศพร้อมมีเพศสัมพันธ์กับใครก็ได้ ภาพจำที่ว่า ร่างกายของพวกเขามีราคาและคำนวณเป็นเงินได้ หรือแม้แต่ภาพจำว่า การเป็นผู้ให้บริการทางเพศเป็นบทบาทที่ใครก็หยิบมาสวมเล่นชั่วคราวเพื่อสร้างยอดไลก์ ยอดแชร์ และเสียงหัวเราะ
สิ่งเหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตซ้ำ ‘Whore Stigma’ หรือการตีตราผู้ให้บริการทางเพศ ผ่านการสร้างความหมายเชิงลบให้แก่คนที่มีเพศสัมพันธ์แลกกับค่าตอบแทน ตลอดจนผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกมองว่ามีพฤติกรรมทางเพศนอกเหนือจากกรอบที่สังคมยอมรับ
อย่างไรก็ตาม การพูดถึงผู้ให้บริการทางเพศก็จำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้เดินเข้าสู่อีกมายาคติหนึ่งเช่นเดียวกัน นั่นคือการมองว่า ผู้ให้บริการทางเพศเป็นเหยื่อที่ถูกบังคับให้เข้าสู่อาชีพนี้จากความยากจน ไม่มีการศึกษา หรือไม่มีทางเลือกอื่นในชีวิต
แน่นอนว่า มีผู้คนที่เข้าสู่การให้บริการทางเพศภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ โอกาสทางการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม การเข้าไม่ถึงงานที่มีค่าตอบแทนเหมาะสม ตลอดจนการเลือกปฏิบัติจากเพศ เชื้อชาติ สัญชาติ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ
ขณะเดียวกันก็มีผู้ให้บริการทางเพศที่เลือกประกอบอาชีพดังกล่าวด้วยความสมัครใจ และอีกด้านหนึ่งก็มีผู้ที่ถูกบังคับ แสวงหาประโยชน์ หรือเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ซึ่งไม่ควรถูกนำมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่ไม่ว่าคนคนหนึ่ง จะเข้าสู่งานบริการทางเพศเพราะตัวเลือกมากมาย หรือเลือกมันจากตัวเลือกที่มีอยู่อย่างจำกัด การมีสิทธิในความปลอดภัย ศักดิ์ศรี สุขภาพ และการคุ้มครองจากความรุนแรง ก็ไม่ควรขึ้นอยู่กับความพอใจในเหตุผลที่เขาเลือกอาชีพนั้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคนหนึ่งจะเลือกทำงานบริการทางเพศ จากตัวเลือกในชีวิตที่มีอยู่อย่างมากมาย หรือเลือกจากตัวเลือกที่ถูกจำกัดไว้ ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม
สิทธิในการมีชีวิตอย่างปลอดภัย ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ตลอดจนการปฏิเสธลูกค้า หรือกิจกรรมทางเพศที่ตนเองไม่ต้องการ และการเข้าถึงบริการสุขภาพ รวมถึงได้รับความคุ้มครองเมื่อเผชิญความรุนแรง เหล่านี้ไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า สังคมพึงพอใจกับเหตุผลที่คนคนนั้นเลือกทำอาชีพนี้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ให้บริการทางเพศปรากฏตัวอยู่ทั่วโลกออนไลน์ในฐานะ ‘มุก’ จึงมีอีกคำถามหนึ่งที่ตามมาว่า แล้วในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ‘ผู้ค้าบริการ’ มีจริงหรือไม่
ความย้อนแย้งเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลากว่า 7 ปี จากปี 2562-2569 จากความต้องการรักษาภาพลักษณ์ สู่ความต้องการจัดระเบียบ (?) ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการทางเพศมีสถานะที่แปลกประหลาดในสังคมไทย กล่าวคือ พวกเขา ‘ไม่มีอยู่จริง’ เมื่อการมีอยู่กระทบภาพลักษณ์ของประเทศ แต่จะ ‘มีอยู่’ เมื่อรัฐต้องการจับกุม หรือจัดระเบียบ และ ‘มีอยู่ทั่วไปได้’ เมื่อสังคมต้องการสร้างเสียงหัวเราะ หรือฉายแสงให้ตนเอง
แต่ในวันนี้ที่พวกเขามีตัวตนอยู่จริงอย่างเปิดเผย โดยการดำเนินการของภาครัฐ การพาดหัวข่าวของสื่อ และการนำมาเล่นเป็นมุกตลกของคนในสังคมออนไลน์ คำถามสำคัญคือ แล้วสิทธิของพวกเขาอยู่ที่ไหน
ปัจจุบันประเทศไทยยังคงใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ซึ่งมีแนวคิดสำคัญอยู่บนฐานของการป้องกันและ ‘ปราบปราม’ การค้าประเวณี และยังมีบทลงโทษต่อพฤติการณ์บางอย่างของผู้ให้บริการทางเพศ เช่น การเข้าไปชักชวนหรือรบเร้าบุคคลเพื่อการค้าประเวณีในที่สาธารณะ ซึ่งแท้จริงแล้วอยู่ใน พ.ร.บ.ปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 ที่ถูกยกเลิกไป จึงใช้ พ.ร.บ.ปี 2539 แทน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในข้ออ้างที่ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ปัญหาของการทำให้งานบริการทางเพศอยู่ภายใต้กฎหมายเชิงลงโทษ ซึ่งไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงที่จะถูกจับหรือปรับเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงตำรวจ กระบวนการยุติธรรม บริการสุขภาพ และการคุ้มครองจากความรุนแรง เพราะเมื่อกิจกรรมที่คนคนหนึ่งประกอบอาชีพอยู่มีสถานะผิดกฎหมาย การเดินเข้าไปแจ้งความเมื่อถูกลูกค้าทำร้าย ถูกโกงค่าจ้าง หรือถูกแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบ ก็อาจมาพร้อมความเสี่ยงที่ตนเองจะถูกลงโทษเสียเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่โลกออนไลน์กำลังสนุกสนานกับ ‘มุก’ ไปรับทหารอเมริกัน ผู้ให้บริการทางเพศจริงๆ ในประเทศไทย กลับกำลังต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง
อย่างเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์และเครือข่าย ได้ยื่นรายชื่อประชาชน 11,765 รายชื่อ เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ พ.ศ. …. ต่อรัฐสภา โดยร่างกฎหมายดังกล่าว เสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 และเปลี่ยนแนวคิดจากการ ‘ปราบปราม’ ไปสู่การ ‘คุ้มครอง’ ผู้ให้บริการทางเพศ
ซึ่งสอดคล้องกับโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ที่ระบุว่า กฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติเชิงลงโทษ รวมถึงการตีตราและการเลือกปฏิบัติ เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ และสร้างอุปสรรคต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของผู้ให้บริการทางเพศ โดยการทำให้ผู้ค้าบริการเป็นอาชญากรรม ยังเชื่อมโยงกับความยากลำบากในการเข้าถึงบริการป้องกันและรักษาโรค ตลอดจนความเสี่ยงต่อความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น
โดยข้อเสนอของร่างกฎหมายไม่ได้มีเพียงการทำให้งานบริการทางเพศไม่เป็นความผิด แต่รวมถึงสิทธิของคนทำงานในการต่อรองกับลูกค้าและนายจ้าง สิทธิในการปฏิเสธการให้บริการ สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม การเข้าถึงสวัสดิการและบริการสุขภาพ ตลอดจนมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสถานประกอบการ
ปรากฏการณ์ดังกล่าวของสังคมไทยช่วยเปิดให้เห็นความย้อนแย้งบางอย่างของสังคม เพราะดูเหมือนว่า สังคมไทยจะยอมรับการ ‘สวมบทเป็นผู้ค้าบริการ’ ได้ง่ายกว่าการยอมรับคนที่ถูกเรียกว่า ‘กะหรี่’ จริงๆ
อันถือเป็นความย้อนแย้งอีกประการ ในขณะที่คนจำนวนหนึ่งพูดเล่นๆ ได้ว่า “อยากเป็นผู้ค้าบริการ” บนโลกออนไลน์ แต่คนที่ทำงานดังกล่าวกลับต้องรวบรวมรายชื่อกว่าหมื่นรายชื่อ เดินทางไปถึงรัฐสภา และไปยืนหน้าทำเนียบรัฐบาล เพียงเพื่อเรียกร้องให้รัฐยอมรับว่า พวกเขาควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะคนทำงานคนหนึ่ง
ในขณะที่ใครหลายคนอยากเป็นผู้ค้าบริการทางเพศ (ในฐานะมุกตลก) ประกาศว่ากำลังเดินทางไปพัทยาเพื่อแสร้งเป็นผู้ค้าบริการ อยากลองคำนวณว่าจะได้เงินเท่าไรหากนอนกับทหาร 5,000 นาย พร้อมหัวเราะไปกับจินตนาการที่ว่า ตนเองกำลังจะกลายเป็นผู้ให้บริการทางเพศได้อย่างเปิดเผย
เพราะเมื่อโพสต์เสร็จ ก็กลับไปเป็นเจ้าของเพจ ดารา อินฟลูเอนเซอร์ พนักงานบริษัท หรือคนธรรมดา ที่ไม่ต้องแบกรับตราบาปของคำว่า ‘กะหรี่’ ที่สร้างสมขึ้นมาตลอดหลายช่วงอายุคนอีกต่อไป
แต่สำหรับผู้ให้บริการทางเพศที่มีตัวตนอยู่จริง คำคำเดียวกันนั้นตามติดพวกเขาไปถึงโรงพยาบาล สถานีตำรวจ สถานที่ทำงาน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพวกเขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน
ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ‘ความรับผิดชอบ’ ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าว สื่อออนไลน์ ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้แต่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย แต่แน่นอนว่า ความรับผิดชอบไม่ได้หมายถึงความถูกต้องที่สมบูรณ์แบบตลอดเวลา หรือไม่อาจเล่นมุกเรื่องเพศได้อีกต่อไป แต่หมายถึงการตระหนักว่า เนื้อหาที่เราผลิตไม่ได้ดำรงอยู่ในสุญญากาศ
ทุกการแชร์ ทุกแคปชัน และทุกมุกที่กลายเป็นไวรัล มีส่วนสร้างหรือผลิตซ้ำความหมายบางอย่างให้กับผู้คนที่ถูกกล่าวถึง โดยเฉพาะเมื่อคนกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองในสังคมน้อยกว่า ถูกกฎหมายลงโทษ และถูกตีตราอยู่ก่อนแล้ว คำว่า ‘มุกตลก’ จึงอาจไม่สามารถตัดขาดเนื้อหานั้นออกจากผลกระทบทางสังคมได้ทั้งหมด
เมื่อเนื้อหาสื่อดังกล่าว เป็นเนื้อหาที่ผลิตซ้ำมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม ที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นผู้จัดหากำลังภาคพื้นรายใหญ่สุดอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ซึ่งมีงานวิจัยที่พูดถึงประเด็นดังกล่าว ที่มีการปรากฏตัวของกองทัพสหรัฐฯ ในประเทศไทยช่วงสงครามเวียดนาม กับการขยายตัวและการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมบริการทางเพศในเวลาต่อมา
งานวิจัยดังกล่าวพบว่า พื้นที่ใกล้ฐานทัพไทยที่เคยถูกใช้โดยกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงคราม มีจำนวนผู้ให้บริการทางเพศในเวลาต่อมาสูงกว่าพื้นที่ใกล้ฐานทัพที่ไม่ได้ถูกใช้ประมาณ 5 เท่า โดยผู้วิจัยอธิบายร่วมกับปัจจัยด้านการย้ายถิ่นและวิกฤตเศรษฐกิจภาคการเกษตรด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า อุตสาหกรรมบริการทางเพศของประเทศไทยเกิดขึ้นเพราะทหารสหรัฐฯ เพียงปัจจัยเดียว แต่ช่วยให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสงคราม การเคลื่อนย้ายกำลังพล เศรษฐกิจท้องถิ่น ความยากจน การย้ายถิ่น และงานบริการทางเพศ มีความซับซ้อนมากกว่าเรื่องตลกเกี่ยวกับ ‘ทหารอเมริกัน 5,000 คน’ อย่างมาก
ดังนั้นสิ่งที่สังคมออนไลน์กำลังนำกลับมาเล่นเป็นมุกตลก จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากจินตนาการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากมายาคติที่ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันเป็นภาพจำที่มีรากอยู่ในประวัติศาสตร์จริง เพียงแต่เมื่อประวัติศาสตร์เหล่านั้นถูกย่อเหลือเพียง ‘มุกตลก’ ที่ลืมนึกถึงความซับซ้อนของชีวิตผู้คน เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ การโยกย้ายแรงงาน ความไม่เท่าเทียม ตลอดจนความเสี่ยงและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนทำงาน
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้ให้บริการทางเพศจะเป็นบุคคลเปราะบางจนไม่สามารถถูกพูดถึง ถูกล้อ หรือมีอารมณ์ขันเกี่ยวกับอาชีพของตนเองได้ เพราะการปกป้องผู้ให้บริการทางเพศด้วยการทำให้พวกเขากลายเป็นเพียง ‘เหยื่อที่น่าสงสาร’ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการพรากความสามารถในการกำหนดชีวิตของพวกเขาออกไปเช่นเดียวกัน
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คำว่า ‘กะหรี่’ เพียงคำเดียว แต่อยู่ที่ว่า ใครเป็นผู้พูด พูดในบริบทใด และคำพูดดังกล่าวกำลังทำหน้าที่อะไร เป็นคำที่ผู้ให้บริการทางเพศหยิบกลับมาใช้เพื่อต่อรองกับอำนาจและความอับอายที่สังคมมอบให้ หรือเป็นคำที่คนซึ่งไม่ต้องเผชิญผลของตราบาป ใช้เพื่อสร้างเสียงหัวเราะและยอดเอนเกจให้กับตนเอง
เช่นเดียวกับปัญหาที่ไม่ได้อยู่เพียงว่า สังคมไทยพูดถึงผู้ให้บริการทางเพศมากหรือน้อย เพราะที่จริงแล้ว ทุกคนต่างพูดถึงพวกเขาอยู่ตลอดเวลา พวกเขาปรากฏอยู่ในมุกตลก หรือคำด่าในชีวิตประจำวัน อยู่ในภาพจำของเมืองพัทยา หรือการท่องเที่ยวทางเพศ (Sex Tourism) อยู่ในเรื่องเล่าจากปากของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ในข่าวการจับกุม และอยู่ในจินตนาการเกี่ยวกับเงิน 5-15 ล้านบาทที่จะหมุนเวียนเข้าสู่เมือง เมื่อทหารเกือบ 5,000 นายเดินทางขึ้นฝั่ง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผู้ให้บริการทางเพศไม่ได้ปรากฏตัวเพียงในฐานะตัวตลก ผู้กระทำผิด หรือวัตถุแห่งความต้องการ แต่กำลังปรากฏตัวขึ้นในฐานะ ‘แรงงาน’ จึงเกิดคำถามที่ตามมาคือ
พวกเขาควรได้รับประกันสังคมหรือไม่
พวกเขาควรมีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยหรือไม่
พวกเขามีสิทธิปฏิเสธลูกค้าเมื่อถูกทำร้ายหรือไม่
พวกเขาสามารถเดินเข้าไปหาตำรวจโดยไม่ต้องกลัวว่าตนเองจะกลายเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่
พวกเขาสามารถรวมตัวต่อรองค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิกับนายจ้างได้หรือไม่
และที่สำคัญที่สุด สังคมพร้อมยอมรับหรือยังว่า ผู้ค้าบริการทางเพศไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความดีงามทางศีลธรรมของตนเองก่อน จึงจะสมควรได้รับสิทธิมนุษยชน
ดังนั้นบทความนี้คงให้คำตอบของคำถามที่ว่า “ผู้ค้าบริการมีจริงไหมในสังคมไทย” เพราะทุกครั้งที่สังคมต้องการเรื่องตลก สังคมต่างมองเห็นพวกเขา ทุกครั้งที่เมืองต้องการเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว สังคมต่างมองเห็นอุตสาหกรรมที่พวกเขาอยู่ และทุกครั้งที่รัฐต้องการจัดระเบียบ จับกุม หรือรักษาภาพลักษณ์ของเมือง สังคมก็ค้นพบพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในวันที่คนกลุ่มเดียวกันเดินออกมาบอกว่า
พวกเขาต้องการกฎหมายที่คุ้มครอง
ต้องการสิทธิแรงงาน
ต้องการประกันสังคม
ต้องการความปลอดภัย
และต้องการได้รับการปฏิบัติเหมือนมนุษย์คนหนึ่ง
พวกเขากลับต้องรวบรวมรายชื่อกว่าหมื่นราย เดินไปถึงรัฐสภา ยืนอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล และรอให้ผู้มีอำนาจตัดสินว่า สิทธิของพวกเขาสมควรจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาหรือไม่
บางทีสิ่งที่สังคมไทยไม่เคยขาดแคลนเลยอาจไม่ใช่ ‘ผู้ค้าบริการ’ เพราะสังคมสามารถเรียกหา สร้างภาพจำ ล้อเลียน จับกุม หรือใช้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจได้ทุกครั้งที่ต้องการ
แต่สิ่งที่ขาดแคลนมาโดยตลอดคือ ความพร้อมที่จะมองผู้ให้บริการทางเพศ ในฐานะคนทำงานที่มีเสียง มีศักดิ์ศรี และมีสิทธิไม่ต่างจากคนอื่น
ที่มา:
– Albert Lau (2012). Southeast Asia and the Cold War. Routledge. น. 190–. ISBN 978-0-415-68450-7.
– Brodeur, A., Lekfuangfu, W. N., & Zylberberg, Y. (2018). WAR, MIGRATION AND THE ORIGINS OF THE THAI SEX INDUSTRY. Journal of the European Economic Association, 16(5), 1540–1576. https://www.jstor.org/stable/90025806
– https://mgronline.com/local/detail/9690000085183
– https://www.ilaw.or.th/articles/58057
– https://www.matichon.co.th/region/news_5863129#google_vignette
– https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_2596081
Tags: Whore Stigma, ทหารสหรัฐ, USS Abraham Lincoln, ค้าบริการ, Gender, พัทยา, การค้าบริการทางเพศ, กะหรี่, ค้าบริการทางเพศ, Sex Worker




