ปฐมลิขิต: เขียนจากการชมรอบการแสดงเมื่อวันที่ 12 เดือน 12 ของปี 2568

เช่นเดียวกับบทละครระดับอมตะอีกหลายชิ้น ‘กัลปพฤกษ์’ เคยได้ยินและได้ดู 12 Angry Men เป็นครั้งแรกจากหนังฉบับขาวดำที่ทำไว้เมื่อปี 1957 ฝีมือของผู้กำกับ ซิดนีย์ ลูเมต (Sidney Lumet) จากบทละครโทรทัศน์ที่ เรจินัลด์ โรส (Reginald Rose) เขียนเสร็จเมื่อปี 1954 ก่อนจะดัดแปลงเป็นละครเวทีในปีต่อมา และสุดท้ายก็ได้รับหน้าที่เขียนเป็นบทภาพยนตร์ คนเดียวเหมาหมดในฐานะผู้คิดบทสนทนาให้สามารถจัดแสดงได้ในสื่อทั้ง 3 แขนง

ตอนได้ดูหนังคือประทับใจอย่างรุนแรง เมื่อพระพิรุณกลั่นแกล้งมิให้คณะลูกขุนร่วมพิจารณาคดีซึ่งมีอยู่ 12 นายออกจากห้องประชุมไปไหนได้ พวกเขาจึงต้องใช้เวลาที่ค่อยๆ เดินผ่านไปมาร่วมกันไล่ลำดับเหตุการณ์ที่ได้ฟังจากการพิจารณาคำให้การเสียใหม่ เพื่อหาคำตอบว่าผู้ต้องหาเด็กหนุ่มอายุ 18 ปี ใช้มีดพับที่หาซื้อมา สังหารบิดาผู้บ้าอำนาจของเขาเองจริงหรือไม่ 

ยิ่งได้ทบทวนคำไต่สวนจำเลยและพยานทุกราย ข้อสงสัยต่างๆ ก็ยิ่งบานปลายจนคณะลูกขุนทั้งหลายชักจะไม่รู้ว่าจะลงมติอย่างไรดี โดยเฉพาะเมื่อศาลมีคำสั่งกำกับไว้ด้วยว่า ข้อสรุปจะต้องมาจากความเห็นพ้องของลูกขุนทั้ง 12 คนด้วยผลที่เป็นเอกฉันท์เท่านั้น มันเลยกลายเป็นการติดตามดูที่ตรึงข้าพเจ้าอยู่กับผืนจอตลอดความยาว 96 นาที โดยมีชีวิตทั้งชีวิตของจำเลยหนุ่มวางอยู่เป็นเดิมพันในยามบ่ายแห่งสายฝนของวันนั้น

เมื่อพลันเห็นโปรแกรมการแสดงส่งท้ายปีที่คณะละครน้องใหม่ 4AM Theatre เปิดโอกาสให้คอละครได้สัมผัสกับละครเวทีเรื่อง 12 Angry Men ของโรสฉบับภาษาไทยภายใต้การกำกับการแสดงโดย สุพิชฌาย์ จิรนาทดิลก ที่ยกทีมนักแสดงชายชื่อดังจากทั้งวงการหนังและละครโรงเล็กของไทยมาร่วมแสดงกันที่ LiFE Studio ระหว่างวันที่ 12-21 ธันวาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าก็รีบออกตามหาบทละครตอนที่ใช้แสดงเป็นละครเวที และตีตั๋วเพื่อชมในวันแรกรอบแรก แยกแยะความแตกต่างระหว่างฉบับละครเวทีกับหนังที่เคยดู จนรู้ว่าฉบับละครไม่ได้มีการเล่นเนื้อหาการเปลี่ยนแปรของสภาวะอากาศแต่อย่างใด และไม่มีช่วงไหนเลยที่คนดูจะรู้ว่า จำเลยมีหน้าตาน่าสงสัยหรือแฝงพิรุธไว้อย่างไร ในขณะที่ฉบับหนังจะยังมีองค์ประกอบทั้งสองนี้อยู่ถ้วนครบ

เมื่ออ่านบทจนจบและพบกับคณะนักแสดงบนเวทีแสดงจริงในคืนวันที่ 12 ธันวาคม ด้วยฉากง่ายๆ ของวงประชุมโต๊ะกลม ที่ผู้ชมนั่งล้อมเป็นวงแหวนครอบอีกที และทันทีที่เบิกตัวละครจนครบในฉากประเดิม เราก็เริ่มจับทางได้แล้วว่า การแสดงครั้งนี้มีเจตนาที่จะรักษาเนื้อหาตรงตามบทละครต้นฉบับ (ที่ปรับมาจากละครโทรทัศน์) ของโรสไว้ ไม่มีการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นบริบทไทย แม้จะใช้ภาษาไทย เพื่อให้ผู้ชมได้รับรสชาติตรงตามที่โรสได้เคยเขียนเอาไว้อย่างไร้การดัดแปลง

การแสดงจึงยังคงใช้ผู้แสดง ‘ชายล้วน’ ซึ่งอาจจะไปกวนจิตกวนใจเหล่าบรรดาผู้ต่อต้านระบอบปิตาธิปไตยทั้งหลายว่า ทำไมจึงจำกัดให้คณะลูกขุนมีแต่ ‘ผู้ชายผิวขาว’ แล้วฝ่ายสตรีสาวๆ พวกเธอไปอยู่ที่ไหน เหตุใดจึงไม่ได้รับสิทธิในการตัดสินชี้ชะตาชายที่กำลังถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ปิตุฆาตกร’ ในครั้งนี้ ก็ถ้าเมื่อปี 1955 ระบอบตุลาการของสหรัฐอเมริกากำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่าอย่างไร เราก็คงต้องใช้บริบทของช่วงเวลานั้นมาพิพากษา ถ้ากติการะบุไว้ว่า คณะลูกขุนยังจะต้องรับหน้าที่โดยเหล่าคุณผู้ชาย เราก็จะไม่สนใจต่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี พวกเขาก็ต้องมีจิตใจอันเที่ยงธรรม จับคลำเหตุการณ์ไปตามพยานและหลักฐาน เพื่อสุดท้ายจะได้ใช้วิจารณญาณว่า มีเหตุให้เชื่อถือได้เพียงพอหรือไม่ที่จะตัดสินให้ผู้ต้องหาเปลี่ยนสถานะเป็นอาชญากร ซึ่งโรสก็ผูกปมเรื่องเอาไว้อย่างชาญฉลาดและซับซ้อน ทำให้ไม่ว่าลูกขุนแต่ละรายจะเป็น ‘บุรุษ’ หรือ ‘บังอร’ ก็จะยังสามารถสะท้อนความลังเลเทใจทั้งหมดออกมาได้พอๆ กันอยู่ดี ดังที่หลายๆ โปรดักชันเคย ‘ทดลอง’ ไว้ ด้วยการใช้คณะลูกขุนที่ผสมทั้ง 2 เพศกันมาก่อน

ที่น่าทึ่งก็คือโรสได้สะท้อนบทบาทของคณะลูกขุนทั้ง 12 ราย ให้มีความสำคัญต่อปมเรื่องในระดับที่ไม่เท่ากัน แต่ละคนมีนิสัยสันดานเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็จะได้แสงได้ซีนอย่างโดดเด่นมองเห็นพร้อมไฟสปอตไลต์ ในขณะที่บางคนดูจบแล้วก็อาจจะตกใจว่า อ้าว! นี่คุณมาเล่นเป็นลูกขุนในเรื่องนี้ด้วยหรือ คือบทน้อยเสียจนจำไม่ได้ หลากหลายจนสามารถไล่ตำแหน่งตั้งแต่จ่าฝูง Alpha-men จนถึงคนที่พร้อมเห็นพ้องกับผองคณะส่วนใหญ่โดยไม่คิดที่จะมีปากมีเสียง! ว่าแล้วก็ขอไล่เรียงเครดิตนักแสดงกันสักนิดว่า ใครรับบทเป็นลูกขุนหมายเลขใดกันบ้าง

ลูกขุนหมายเลข 1: ภากฤษ เสริฐศรี (ประธาน)

ลูกขุนหมายเลข 2: ปวรุตม์ ชำนาญโรจน์

ลูกขุนหมายเลข 3: ณัฏฐ์ กิจจริต (คู่ปรับลูกขุนหมายเลข 8)

ลูกขุนหมายเลข 4: ปีเตอร์ เดรี่ย์

ลูกขุนหมายเลข 5: ศิวฤทธิ์ มีบุญธรรม

ลูกขุนหมายเลข 6: ตราศิลป์ สุทธิสัย

ลูกขุนหมายเลข 7: ทัพอนันต์ ธนาดุลยวัฒน์

ลูกขุนหมายเลข 8: ภูมิภัทร ถาวรศิริ (คนแรกที่ยกมือให้จำเลยไม่มีความผิด)

ลูกขุนหมายเลข 9: อรรถพล อนันตวรสกุล (ผู้อาวุโส)

ลูกขุนหมายเลข 10: ธนัชพงศ์ จารุรังสีเมศร์

ลูกขุนหมายเลข 11: ดนัยนันท์ กฤดากร ณ อยุธยา (ผู้อพยพลี้ภัยจากยุโรป)

ลูกขุนหมายเลข 12: ธีสุวรรณ ปิติภากร

ต้องชื่นชมเลยว่า นักแสดงแต่ละคนสร้างคาแรกเตอร์ของลูกขุนแต่ละหมายเลขออกมาได้อย่างแตกต่าง และแม้ว่าผู้ชมอาจจะจำใครได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่บทก็ตั้งใจวางโครงไว้ให้ผู้ชมพุ่งความสนใจไปที่ลูกขุนเพียงบางราย ส่วนที่เหลือก็มีหน้าที่เพียงตัดสินใจว่า จะกระโดดยางย้ายฝั่งข้างหรือไม่ย้าย โดยเฉพาะเมื่อหลักฐานต่างให้ท้ายได้ทั้ง 2 ฝั่งว่า จำเลยอาจจะตั้งใจหรือไม่ได้จงใจใช้มีดฆ่าบิดาของตนเองจริงๆ โดยรายที่บททิ้งให้ได้รับบทบาทเด่นที่สุด ก็เห็นจะเป็นหมายเลข 8 โดยภูมิภัทร ลูกขุนที่พินิจด้วยความไม่มั่นใจเป็นรายแรกว่า หลักฐานยังไม่แน่นหนาพอจะระบุว่าเขาคือฆาตกร ซึ่งภูมิภัทรก็สะท้อนความกังวลถึงผลการตัดสินใจของเขาเองอย่างกลัวเกรงความรู้สึกผิดบาป จนไม่เหลือคราบแห่งความเป็นวีรบุรุษใดๆ เพราะลึกๆ แล้วหมายเลข 8 รู้อยู่แก่ใจดีว่า ถ้าบังเอิญมีหลักฐานใหม่ขึ้นมา หรือเด็กหนุ่มคนนั้นดันเลือกสารภาพผิด คำวินิจฉัยของเขาก็จะเข้าอีหรอบ ‘เสียหมา’ หน้าแตกได้จนหมดท่า จนไม่สามารถมั่นอกมั่นใจอะไรได้สักนิด แม้จะโหวตให้เขาพ้นผิดไปแล้ว! ภูมิภัทรนำเสนอภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ได้อย่างแพรวพราว เหน็บหนาวทุกครั้งที่ต้องสั่นไหวด้วยความไม่มั่นใจ รู้เลยว่าภาระของการเป็นคณะลูกขุนนี่มันช่างหนักหนาสากรรจ์มากเพียงไหน ชนิดที่ใครไม่ได้มานั่งร่วมล้อมโต๊ะประชุมตัวนั้น จะไม่มีวันเข้าใจหัวอกกันเลย!

ส่วนลูกขุนที่เย้ยการตัดสินใจของหมายเลข 8 ตลอดเวลา ก็คือผู้เสนอคำพิพากษาหมายเลข 3 ซึ่งแสดงโดยณัฏฐ์ นักแสดงดัง ซึ่งก็น่าเสียดายที่การระเบิดอารมณ์ของเขายังดูเป็น ‘คิว’ เป็นแพตเทิร์นมากเกินไปสักนิด เพราะเขาไม่ได้คิดปูความขุ่นมัวของตัวละครเอาไว้ตั้งแต่ในฉากแรกๆ ตอนที่เขาเริ่มมีอาการประสาทแดกจึงออกจะดูโพล่งและโจ่งแจ้งไปสักหน่อย

สำหรับเพื่อนนักแสดงที่บทไม่ค่อยจะเยอะมาก แต่ละคนก็สามารถนำเสนอบุคลิกอันหลากหลายเฉพาะตน จนคนดูพอจะแยกแยะความแตกต่างได้ สิ่งที่ดีคือทุกคนแสดงความหนักอกหนักใจในการพิพากษาโชคชะตาของเด็กหนุ่มเหลือขอรายนั้นกันอย่างตั้งใจ ไม่ว่าแต่ละครั้งพวกเขาจะยกมือให้ข้างไหน มันคือการตัดสินใจที่ผ่านการใคร่ครวญด้วยกระบวนสัญชาตญาณมาแล้วทั้งนั้น

ทว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้อยู่ที่การทำหน้าที่ของนักแสดงชายทั้ง 12 ราย หากมันกลายเป็นการละเลยรายละเอียดในภาพใหญ่ ซึ่งคงจะต้องกล่าวโทษไปที่ผู้กำกับ เมื่อการแสดงในระดับมวลหมู่องค์รวมยังไม่สามารถมี ‘จุดร่วม’ อันสำคัญจำเป็นได้เลย สำหรับใครที่เคยติดตามเนื้อหาจากละครเรื่องนี้มาบ้าง ก็คงจะกระจ่างใจเลยว่า ตัวละครในเรื่องที่ผู้ชมจะต้อง ‘เห็นหน้า’ ปรากฏชัดที่สุด หาใช่บุรุษลูกขุนหมายเลข 3 หรือหมายเลข 8 คู่เห็นต่าง ที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้เปิด-ปิดม่านสำหรับทั้งการแสดง หากเขาคือ ‘จำเลยหนุ่ม’ ที่กำลังจะถูกส่งไปยังตะแลงแกง แม้ว่าตลอดทั้งการแสดง เราจะไม่มีโอกาสได้พบเห็นตัวละครรายนี้ ทั้งที่เขาคือบุคคลที่ถูกกล่าวพาดพิงถึงอยู่ตลอดเวลา

ฉะนั้นรูปร่างหน้าตาและลักษณะท่าทีของหนุ่มผู้ต้องหารายนี้ ควรจะมีความเป็นที่ประจักษ์ใจของคนดูเหนือกว่าผู้แสดงบนเวทีรายใดๆ แต่อนิจจาในการแสดงโปรดักชันนี้ เห็นได้ชัดมากว่านักแสดงทั้ง 12 นาย ‘มองเห็น’ ชายผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็น 12 คนที่แตกต่างกันออกไป เหมือนแต่ละคนได้เลือก ‘มโน’ ตัวละครรายนี้ในใจเป็นแบบหนึ่งไว้ ดังนั้นตลอดทั้งการแสดง คนดูจะไม่สามารถ ‘เห็น’ จุดร่วมว่าพวกเขากำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบสร้างสถานการณ์ในการตัดสินคนคนเดียวกันอยู่ มันเลยรู้สึกเหมือนทีมนักฟุตบอลในสนามจำนวน 12 นาย ที่กำลังวิ่งไล่เตะลูกบอลของตัวเองคนละลูกรวมเป็น 12 ลูก จนคนดูเริ่มตาลายไม่รู้ว่าลูกไหนเป็นลูกไหน ในขณะที่บทละครก็เขียนเอาไว้ชัดแล้วว่า บรรดาคณะลูกขุนทุกราย ล้วนได้ร่วมฟังการไต่สวนด้วยกันและเห็นหน้าผู้ต้องหานายเดียวกันมาเป็นเวลาถึง 6 วัน

ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ ส่งผลให้ภาพรวมของการไขคดีมีอาการ ‘แกว่ง’ เมื่อเหล่านักแสดงกำลังโฟกัสและตัดสินกันคนละจุด ซึ่งปัญหานี้จะยุติลงได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ในรอบซ้อมรันทรูสักหนึ่งครั้ง ผู้กำกับจะตั้งใจจ้างนักแสดงชายปริศนาให้ออกมารับบทบาทเป็น ‘ชายหนุ่มผู้ต้องหา’ โดยไม่ต้องพูดจาอะไรเลยสักคำ แสดงอาการทำใจในชะตาชีวิตอันอาภัพของตน เดินวนไปวนมาด้วยใบหน้าที่ชวนฉงนว่า สรุปแล้วเขาเป็นคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้หรือไม่ได้กันแน่ เพียงแค่นี้ ครั้งเดียว รอบเดียวเท่านี้ ‘ศรี’ ยินดีรับประกันเลยว่า นักแสดงทั้ง 12 นายจะจำรายละเอียดทุกอย่างของผู้ต้องหา ‘คนเดียว’ คนนี้ไปได้จนวันตาย และเมื่อได้ขึ้นเวทีแสดงครั้งไหนๆ ทุกคนก็จะมี ‘ภาพจำ’ ของตัวละครรายเดียวกันนี้ประทับไว้ ไม่มีทางที่จะเลือนหลงว่าตกลงนี่คือลูกบอลของใครฝ่ายไหนอย่างที่เป็นอยู่ในการแสดงของโปรดักชันนี้

ยิ่งกว่านั้น การแสดงในองค์รวมก็ยังดูมีความเป็น ‘ปัจจุบัน’ มากเกินไป นักแสดง ‘เริ่มต้น’ แสดงตรงตามเวลาที่โรสเขียนในบทไว้ จนอาจจะลืมไปได้เหมือนกันว่า วันนี้พวกเขามีโอกาสได้ทำงานร่วมกันเป็นวันที่ 7 แล้ว แต่แนวทางการกำกับกลับทำให้หลายๆ ปฏิกิริยาระหว่างคณะลูกขุนต่างที่มากลุ่มนี้ มีความรู้สึกเหมือนพวกเขาเพิ่งจะได้เข้าห้องประชุมมาพบกันในวันนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งถ้าจะแจกแจงรายละเอียดลงลึกกันจริงๆ สิ่งที่สุภาพบุรุษทั้ง 12 รายน่าจะรู้สึกได้ร่วมกันคือ พวกเขาทุกคนถือเป็นสมาชิกในทีมเดียวกันที่ศาลผลักให้มาอยู่ในเรือลำเดียวกัน มันจะมี Sense of Solidarity หรือความสามัคคีกลมเกลียวเป็นปึกแผ่นเดียวกันผสานเป็นฐานมั่นอยู่ลึกๆ ฉะนั้นต่อให้ศึกสงครามแห่งปากคำและความเที่ยงธรรมมันจะดุเดือดรุนแรงขนาดไหน ทุกคนเข้าใจดีว่า พวกเขามานั่งล้อมโต๊ะกลมตัวเดียวกันก็เพื่อที่จะทะเลาะกัน ฉะกันให้รู้แดงรู้ดำกันไปข้าง ต่อให้จะมี ‘ข้ออ้าง’ สารพัดสารเพ มาคอยเขวให้พวกเขารีบๆ สรุปความให้มันจบๆ ไป แต่รายละเอียดเนื้อหาในส่วนนี้ อาจไม่มีความจำเป็นต้อง ‘จำลอง’ การไต่สวนผู้ต้องหาตลอดทั้ง 6 วันร่วมกันจริงๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ว่า เพราะมันเป็นสิ่งที่ผู้กำกับสามารถนำเองได้หากคิดจะใส่ใจ พยายามทำให้คนดูรู้สึกให้ได้ว่าพวกเขาได้ผ่านอะไรด้วยกันมาจริงๆ จนต้องมา ‘ขิง’ ข้อมูลกันอย่างเกรงใจในฐานะเพื่อนสมาชิกร่วมทีมกันเช่นนี้

12 Angry Men ฉบับภาษาไทยในปี 2568 จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นงานที่คารวะบทต้นฉบับเลือกปรับเพียงภาษาให้กลายมาเป็นเวอร์ชันไทยที่ทำออกมาได้เข้มข้น เปิดโอกาสให้คนดูได้สัมผัสกับความยอดเยี่ยมของบทละครเรื่องนี้ได้โดยไม่มีอุปสรรคทางภาษา ทว่าในความละเอียดเชิงการกำกับก็ยังสามารถปรับปรุงให้ปังยิ่งๆ ขึ้นได้อีกมาก เพราะบทละครยิ่งอมตะก็ยิ่งยากที่จะอ้าปากงับให้ได้ในทุกๆ รายละเอียด

Tags: , , , , , , , ,