หากใครแวะเวียนมาที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี โซน Open House ชั้น 6 คงสังเกตเห็นพื้นที่โล่งกว้างขนาดใหญ่ มีแลนด์มาร์กดึงดูดที่ไม่ได้พบเห็นบ่อยนักในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของประเทศไทย อย่างร้านหนังสือที่มีตู้หนังสือขนาดมหึมา พร้อมด้วยหนังสือจำนวนนับไม่ถ้วน
ที่นี่คือ Hardcover: The Art Book Shop ร้านหนังสือที่ดูไม่ธรรมดาและแฝงไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นขุมทรัพย์รวบรวมหนังสือเฉพาะทางในแวดวงศิลปะนับหมื่นเล่ม โดยมีเจ้าของร้านอย่าง เชน สุวิกะปกรณ์กุล ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์เซรินเดีย (Serindia Publications) และผู้วางคอนเซปต์ห้องสมุดพิเศษที่รับงานค้นคว้าข้อมูล The Kolophon ที่ Central: The Original Store
จุดเริ่มต้นของร้านหนังสือแห่งนี้ต้องเท้าความไปที่พื้นเพของเจ้าของร้าน เชนเป็นคนในแวดวงศิลปะแต่ทุนเดิม เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากการเป็นผู้จัดการร้านหนังสือศิลปะเอเชียในชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 1992 ก่อนซื้อธุรกิจสำนักพิมพ์เซรินเดียที่ก่อตั้งโดย แอนโทนี แอริส (Anthony Aris) พี่ชายฝาแฝดของ ไมเคิล แอริส (Michael Aris) สามี ออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยเมียนมา ในปี 2003 และต่อยอดเปิดแกลเลอรีงานศิลปะร่วมสมัยและงานภาพถ่าย ชื่อ Serindia Gallery (ซึ่งปิดพื้นที่ไปเมื่อปี 2020) กระทั่งขยับขยายธุรกิจศิลปะอีกด้านอย่างการเปิดร้านหนังสือ Hardcover เป็นหนึ่งในนั้น
Hardcover ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 เป็น TASCHEN Pop-up Shop ที่เซ็นทรัลเวิลด์ และต่อมาเปิดสาขาแรกที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ก่อนเปิดที่ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในปี 2014 (ซึ่งเป็นร้านแรกที่ผสมผสานอาร์ตแกลเลอรีข้ากับร้านหนังสือ) และในปี 2017 ได้รับการผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Open House ของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ซึ่งเชนมีส่วนร่วมในขั้นตอนการวางคอนเซปต์ของร้านหนังสือ โดยมีเจตจำนงให้พื้นที่แห่งนี้เป็นร้านหนังสือเฉพาะทางด้านศิลปะ สถาปัตยกรรมและงานออกแบบ ซึ่งทาง เซ็นทรัล เอ็มบาสซีจ้างสถาปนิกบริษัท Klein Dytham Architecture ผู้ออกแบบร้านหนังสือ Tsutaya ที่ญี่ปุ่น มาลบภาพจำร้านหนังสือที่เคยเห็นกันตามท้องตลาดทั่วไป
นอกจากการเปิดพื้นที่ของร้านให้โล่งกว้างรับกับสถาปัตยกรรมของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ที่ออกแบบโดย อแมนด้า เลเว็ต (Amanda Levete) สถาปนิกชาวอังกฤษ จุดเด่นหนึ่งของ Hardcover คือการตกแต่งพื้นที่ด้วยตู้หนังสือยาวจำนวนมาก จัดวางหนังสือให้มีความเป็นมิตร เพื่อทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกใกล้ชิด ขณะที่สามารถจับต้องหนังสือได้ และที่สำคัญยังเป็นการป่าวประกาศไปในตัวผ่านหน้าปกของหนังสือหลากหลายว่า นี่คือร้านหนังสือสำหรับแวดวงศิลปะไม่กี่แห่งในประเทศไทย
“ตอนแรกคนเห็นแล้วก็ตกใจที่เราเอาหนังสือที่มีราคาค่อนข้างสูงมาจัดวางแบบนี้ กล้าให้คนจับด้วยเหรอ เหมือนกับเปิดหูเปิดตาโลกว่า เรามีหนังสือแบบนี้ด้วยนะ เป็นการทลายกำแพงความเชื่อ
“คนไทยอาจจะเข้าใจว่า หนังสือต้องมีแต่ประเภทพ็อกเกตบุ๊กราคาไม่เกิน 500 บาท แต่พอเขามาเจอหนังสือแบบนี้ อาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมราคาสูงเป็นหลักพันหลักหมื่น แถมมาตั้งให้ดูเต็มเลย แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นประเภทหนึ่งของหนังสือ เป็นวงจรสำคัญในธุรกิจและระบบนิเวศของวงการศิลปะ” เจ้าของร้าน Hardcover เล่า
สำหรับเชน สาเหตุที่ร้านหนังสือด้านศิลปะเฉพาะทางต้องมีอยู่ เพราะมีความสำคัญเปรียบดัง ‘ระบบนิเวศ’ ของวงการศิลปะ หน้าที่ของมันมากกว่าการให้ข้อมูลผิวเผินแค่เพียงรูปถ่าย แต่เป็นดัง ‘รากฐาน’ ของการสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะ ที่ต้องอาศัยหนังสือข้อมูลเชิงวิชาการ ไปจนถึงการเป็นแหล่งค้นหาบริษัทประมูลงานศิลปะ หรือข้อมูลอ้างอิงทำสูจิบัตรจัดแสดงงานในพิพิธภัณฑ์
นั่นจึงทำให้ลูกค้าของ Hardcover เต็มไปด้วยคนในแวดวงศิลปะ มีตั้งแต่ศิลปิน ภัณฑารักษ์ สถาปนิก ดีไซเนอร์ จนถึงนักสะสมขายของเก่า โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติราว 70% ตั้งแต่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย ไปจนถึงประเทศตะวันออกกลาง ขณะที่ลูกค้าชาวไทยมีสัดส่วนราว 30% ขณะที่ตัวของเชนเองก็พยายามคัดสรรหนังสือที่นำมาขายจากหลายแห่ง ทั้งกลุ่มตัวแทนจำหน่าย ซื้อตรง หรือกลุ่มนักสะสมอีกที
“ถ้าคุณอยากส่งเสริมศิลปิน พิพิธภัณฑ์ หรือคนที่มีบทบาทหน้าที่อยู่ในวงการศิลปะ ก็ต้องมีร้านหนังสือไว้เพื่อสนับสนุนให้คนหาข้อมูล และทำศิลปะเป็นเรื่องเข้าถึงได้” เชนอธิบาย โดยยกตัวอย่างการจัดแสดงงานศิลปะในต่างประเทศ ที่ต้องทำสูจิบัตรเพื่ออธิบายผลงานไปพร้อมกัน ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งที่ได้คือการอ้างอิงจากหนังสือทางวิชาการด้านศิลปะเหล่านี้
ปัจจุบัน Hardcover มีหนังสือด้านศิลปะจำหน่ายนับหมื่นเล่ม มีราคาตั้งแต่ถูกที่สุดคือหลักร้อย จนถึงมูลค่าสูงสุดในหลักแสน โดยตัวชูโรงของร้านคือหนังสือศิลปะทั่วภูมิภาคเอเชีย ตามจุดเด่นของสำนักพิมพ์เซรินเดีย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ร้านแห่งนี้จะขาดตกบกพร่องในหนังสือประเภทอื่นๆ เพราะทุกซอกมุมยังตั้งเรียงรายหนังสือหลากชนิดทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ศิลปะเอเชีย ตะวันตก ตะวันออกกลาง แอฟริกา อเมริกา ลาตินอเมริกา รวมถึงศิลปะเฉพาะกลุ่มอย่างศิลปะอิสลาม
“ประเภทหนังสือของเราที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือศิลปะอิสลาม คนกวาดซื้อไปหมด” เชนเล่า ก่อนที่จะตอบคำถามของเราว่า สาเหตุที่หนังสือศิลปะอิสลามได้รับความสนใจ เพราะหนังสือค่อนข้างหายาก อิสลามเป็นศาสนามีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ เป็นอารยธรรมที่มีความโดดเด่นหลากหลายศาสตร์ ทั้งศิลปะและคณิตศาสตร์ ในขณะที่อาณาจักรก็รุ่งโรจน์แผ่ขยายอิทธิพลไปถึงจีนและอินเดีย
กิมมิกของร้านหนังสือแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือ มุมเซฮันโด (Seihandō: 精版堂) หรือหนังสือเก่าหายากอายุนับร้อยปีขึ้นไป โดยดัดแปลงชื่อ Hardcover เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่าสตูดิโอหนังสือปกแข็ง มีความหมายพ้องกับชื่อของ Hardcover ในภาษาจีนคือ จิ่งปั่นถัง (Jing Ban Tang) แต่เชนเลือกที่จะใช้การออกเสียงแบบภาษาญี่ปุ่น เพราะฟังดูไพเราะมากกว่า ซึ่งปัจจุบันมุมดังกล่าวตั้งแต่อยู่ที่ Central: The Original Store
“ทำร้านหนังสือศิลปะในประเทศที่ศิลปะไม่แพร่หลาย มีอุปสรรคเยอะไหม”
เราตั้งคำถามกับเจ้าของร้าน ก่อนที่เขาจะไล่ปัญหาตั้งแต่การที่คนไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการทำข้อมูลทางศิลปะ สูจิบัตรประกอบนิทรรศการไม่มี เนื้อหาไม่แข็งแรงมากพอ การที่รัฐไทยถึงแม้จะมีศูนย์รวมทำหนังสือด้านศิลปะอย่างกรมศิลปากร แต่การเผยแพร่มีอย่างจำกัด จนถึงการเป็นธุรกิจที่หาคนลงทุนด้วยยากเป็นพิเศษ
“คนมักไปแกลเลอรี แต่พอถึงเวลาจริงๆ แล้วเราไม่รู้ว่า ข้อมูลอยู่ไหน ซึ่งเมื่อเรามีร้านหนังสือแบบนี้ให้คุณดูแล้ว ผลงานที่ทำออกมาควรต้องสะท้อนความรู้ หรือเอกสารที่คุณซื้อไปดู สภาวะนี้ทำให้ตลาดงานศิลปะในไทยมีข้อมูลอ่อน ซึ่งมันก็สะท้อนข้อมูลจากร้านหนังสือของเราว่า คนไทยเป็นลูกค้าไม่ถึง 30%”
เชนยกตัวอย่างว่า ไทยไม่มีศูนย์กลางเผยแพร่หนังสือศิลปะเป็นรูปเป็นร่าง หรือหากมีก็น้อยมาก ปกติไม่มีโอกาสได้พบเห็น แม้ในเนื้อหาจะดีเยี่ยมมากก็ตาม ในอีกด้าน Hardcover จึงทำหน้าเป็นศูนย์กลางการนำเสนอหนังสือเหล่านี้ในสาธารณะ ซึ่งราคาจำหน่ายก็สูงขึ้นตามมา
“อีกอย่างคือหนังสือต้องลงทุนได้ แต่ไม่ได้ผลลัพธ์เร็ว เราหาคนช่วยลงทุนยากมาก เพราะทุนจมเยอะ ถึงแม้ว่าจะได้กำไร แต่กำไรคือการได้ดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เป็นธุรกิจเพื่อสังคมอย่างหนึ่ง มากกว่าเห็นผลทันตา”
เจ้าของร้าน Hardcover ยอมรับตรงๆ ว่า ปัญหาดังกล่าวก็กระทบกับต้นทุนอย่างค่าเช่าที่ ซึ่งอันที่จริงแล้ว เซ็นทรัล เอ็มบาสซีก็ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี และถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะการขายหนังสือศิลปะในประเทศไทยให้ได้กำไร คือการต้องอยู่ ‘ถูกที่ถูกทาง’ โดยเฉพาะการอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ที่มีลูกค้าเงินหนาหรือเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อตั้งใจซื้อโดยเฉพาะ
“แล้วคุณเชื่อไหมว่า หนังสือกำลังจะตาย โดยเฉพาะหนังสือศิลปะ” เราตั้งคำถามทิ้งท้ายกับเชนจากมุมของสื่อมวลชน หลังสิ่งพิมพ์ค่อยๆ ทยอยจากหายไป ขณะที่โลกดิจิทัลแพร่ขยายอาณาจักรโดยสมบูรณ์ แต่แล้วชายผู้คลุกคลีกับร้านหนังสือค่อยๆ ยิ้มแล้วตอบคำถามกับเราทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรอง
“ไม่ตายหรอก ถ้าตาย มันตายไปนานแล้ว (หัวเราะ)”
คำตอบของเจ้าของร้าน Hardcover เรียกเสียงหัวเราะจากเรา ก่อนที่เขาจะเล่าว่า ธุรกิจร้านหนังสือศิลปะยังคงดำเนินต่อไปเหมือนเดิม ตราบใดที่ทุกวันนี้ยังมีคนขอให้ทำหนังสืออยู่ ซึ่งไม่ได้มีขั้นตอนที่ง่ายดายเหมือนหนังสือปกติ ขณะที่เส้นทางดิจิทัลอาจไม่ตอบโจทย์เท่าไรนัก เพราะมีประเด็นลิขสิทธิ์ที่ทำให้การทำหนังสือออนไลน์ซับซ้อนกว่าเดิม
อ้างอิง
https://www.voicetv.co.th/read/491566
Tags: เซ็นทรัลเอ็มบราซี, ร้านหนังสือศิลปะ, ศิลปะ, ร้านหนังสือ, เชน สุวิกะปกรณ์กุล, Serindia Publications, เซรินเดีย, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, Hardcover, Open House เซ็นทรัล เอ็มบาสซี