เมื่อความรักไม่มีคำนิยามตายตัว เพราะความหมายต่างขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคล การค้นพบสิ่งที่รักจึงเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ ทว่าขณะเดียวกัน ความรักก็ยังถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่าควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร และจนถึงวันนี้ยังคงไม่มีใครให้คำตอบได้

บทความนี้ชวนมาเปิดมุมมองไปยังความรักอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า ‘แฟนคลับ’ ผ่านเรื่องราวของผู้ที่ชื่นชอบศิลปิน K-Pop มาอย่างยาวนานกว่าครึ่งชีวิต เพราะการเป็นแฟนคลับไม่ใช่เพียงแค่การชื่นชอบ แต่คือการลงแรงเพื่อสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งในแง่ของเงิน เวลา พลังกาย และพลังใจ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกันปั่นยอดวิว ติดแฮชแท็ก จัดโปรเจกต์วันเกิด ซื้ออัลบั้ม สะสมสินค้าของศิลปิน ไปจนถึงการเก็บเงินเพื่อเข้าร่วมคอนเสิร์ต แฟนมีตติง อีเวนต์ต่างๆ หรือแม้แต่การเข้าร่วมกิจกรรมแฟนไซน์ 

แม้ระดับของการสนับสนุนอาจแตกต่างกันไปตามกำลังของแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะมากหรือน้อย หรืออยู่ในรูปแบบใดก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนความทุ่มเทและความผูกพันที่แฟนคลับมีต่อศิลปิน

วันนี้ The Momentum ได้พูดคุยกับ หยก กิ๊ฟ เคน และฮาร์ท ผู้ที่ก้าวเข้าสู่โลกของการเป็นแฟนคลับตั้งแต่วัยเด็ก และเติบโตมาพร้อมบทบาทนั้นเป็นราวเกือบ 10 ปี เราจึงชวนพวกเขามาย้อนมองว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนเราตกหลุมรัก และเลือกซัพพอร์ตใครสักคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้นานขนาดนี้

จุดเริ่มต้นของการเป็นติ่ง

สำหรับทั้งหยกและกิ๊ฟจุดเริ่มต้นของการเป็นแฟนคลับไม่ได้ต่างจากใครหลายคนนัก คือความประทับใจแรกจาก ‘หน้าตา’

“ตอนแรกก็ยอมรับตรงๆ ว่าดูที่หน้าตา” หยก แฟนคลับ K-Pop ที่อยู่กับวัฒนธรรมการติ่งมากว่า 20 ปี เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเธอกับ แบคฮยอน (Baekhyun) แห่งวง EXO ก่อนจะบอกว่า สิ่งที่ทำให้เธอเลือกชื่นชอบใครสักคนในระยะยาว กลับเป็นความสามารถและภาพลักษณ์ที่ศิลปินถ่ายทอดออกมา

ในมุมของกิ๊ฟ เจ้าของช่อง Charina ที่มี แจมิน (Jaemin) จากวง NCT DREAM เป็นเมนหลัก ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นในเพลง Chewing Gum (2016) จากเด็กมัธยมต้นที่ทำได้แค่ดู MV และซัพพอร์ตเท่าที่มีกำลัง ความชอบค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับการหลงรักคาแรกเตอร์ ที่ศิลปินมีความเป็นมิตรกับสมาชิกในวงและการแสดงบนเวที

ขณะเดียวกัน เคน เริ่มเป็นแฟนคลับวง Girls’ Generation ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.6 มี แทยอน (TAEYEON) เป็นศิลปินเมนหลัก โดยจุดเริ่มต้นมาจากเพื่อนที่เป็นคนแนะนำให้รู้จัก 

“เชื่อว่าโซวอน (SONE) หลายคนก็น่าจะเหมือนเคน คือโดนตกจากเพลง The Boys (2011) ด้วยคอนเซปต์และแฟชั่นที่แรงมาก มีความเป็น ‘ตัวแม่’ สูงมาก ซึ่งตรงกับบุคลิกของเคน ที่รู้ว่าตัวเองเป็น LGBTQIA+ ตั้งแต่เด็ก” เคนเล่า

หลังจากนั้น เคนจึงเริ่มไปศึกษาดูเพิ่มเติม ตั้งแต่ดูรูปภาพ จำชื่อสมาชิก ตามดูชุดเวอร์ๆ ไปจนถึงตามดูรายการต่างๆ เรื่อยมา จนถึงวันนี้ยังเป็นติ่งวงนี้อยู่

สำหรับ ฮาร์ท เริ่มเป็นแฟนคลับมาตั้งแต่ ม.3 เจ้าตัวเล่าว่า “จำความได้ก็เป็นติ่งแล้ว” โดยมี เตนล์ (TEN) จากวง NCT เป็นเมนหลัก

จุดเริ่มต้นมาจากความอยากเห็นคนไทยในเกาหลี หรือที่แฟนๆ เรียกว่า แทกุกไลน์ (태국라인) ฮาร์ทจึงเริ่มเสิร์ชหาว่ามีใครบ้าง คนแรกที่เห็นคือ แบมแบม (BamBam) จากนั้นก็ไล่ตามความเชื่อมโยงไปเรื่อยๆ แบมแบมรู้จักลิซ่า (Lisa) ลิซ่ารู้จักเตนล์ กลายเป็นการ ‘ลากยาว’ ที่ทำให้ซัพพอร์ตแทกุกไลน์เกือบทุกวงในช่วงนั้น และนั่นคือจุดที่ได้รู้จักเตนล์ก่อนจะ ‘โดนตก’ เต็มตัวสิ่งที่ทำให้เลือกตามเขา ไม่ใช่แค่ความสามารถบนเวที แต่คือความพยายาม ความเก่ง และความโดดเด่นที่ฉายออกมาอย่างเด่นชัด รวมถึงทัศนคติของเตนล์ ทำให้รู้สึกมีกำลังใจและมีแพสชันในการใช้ชีวิตมากขึ้น จนทำให้ฮาร์ทมองเตนล์เป็นแรงบันดาลใจ

การเป็นติ่งให้อะไรกับชีวิต

การเป็นแฟนคลับมาพร้อมคำถามมากมาย ท่ามกลางความสงสัยของใครหลายคนว่า ทำไมจึงเลือกทุ่มเทให้กับคนที่มีทั้งชื่อเสียง ฐานะ และชีวิตที่ดูดีกว่าบุคคลทั่วไปหลายเท่า อีกทั้งการรักใครสักคนผ่านภาพลักษณ์เพียงด้านเดียวที่เขาเลือกถ่ายทอดออกมานั้น มีความหมายอย่างไรต่อชีวิต 

ด้วยเหตุนี้เองจึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ‘ความรักในรูปแบบนี้ให้อะไรกับชีวิตของเหล่าแฟนคลับ’

หยกเล่าว่า ช่วงเข้ามหาวิทยาลัย และเริ่มชอบ EXO อย่างจริงจัง ความฝันหนึ่งคือการได้ไปเกาหลี “คุณพ่อพนันกับหยกว่า ถ้าสอบติดคณะและมหาวิทยาลัยที่ตั้งไว้ จะให้ไปเกาหลี 1 เดือน”

หยกรับคำท้าทันทีและตั้งใจเรียนอย่างหนักจนสอบติดได้จริง สำหรับเธอ การเป็นแฟนคลับจึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่คือแรงผลักดันที่พิสูจน์ได้ แม้ระหว่างทางจะมีวันที่เหนื่อยหรือท้อ แต่แค่ได้เห็นหน้าเขา ก็รู้สึกว่า ‘โอเค อ่านหนังสือต่อได้’

“จากการเป็นติ่งนี้เอง ทำให้หยกตัดสินใจเรียนภาษาเกาหลีจนสอบผ่าน TOPIK ระดับ 4 ซึ่งต่อมา กลายเป็นทักษะที่ได้ใช้จริงในการทำงาน

แม้วันนี้จะไม่ได้ใช้ภาษาเกาหลีบ่อย แต่ความคุ้นเคยจากการดูคอนเสิร์ตและคลิปต่างๆ ของ EXO ทำให้เข้าใจได้โดยไม่ต้องแปล สำหรับหยก ศิลปินเปรียบเสมือนครูสอนภาษา”

ถัดมาส่วนของกิ๊ฟเธอเล่าว่า มองย้อนกลับไป เธอเชื่อว่าถ้าไม่ได้เป็นติ่ง อาจไม่มีตัวตนในแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ 

“คงไม่มี Charina ในทุกวันนี้ด้วยซ้ำ ถ้าเราไม่ได้เป็นติ่ง” เธอเล่าพร้อมอธิบายว่า ตนเองเคยเป็นคนอินโทรเวิร์ต อายกล้องและไม่กล้าแสดงออก แต่การเป็นแฟนคลับค่อยๆ เปลี่ยนให้เธอกล้าเต้น กล้าพูด และกล้าเป็นตัวเองต่อหน้าคนอื่น

“ถ้าไม่มีเขาในอดีต คงจะไม่มีเราในวันนี้ เพราะศิลปินคือส่วนประกอบหลายๆ ชิ้นที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในตอนนี้”

จากมุมของเคน Girls’ Generation คือแรงยึดเหนี่ยวที่อยู่กับเขาในช่วงเวลาสำคัญ เนื่องจากเขาเป็นเด็กต่างจังหวัด ที่เติบโตมากับสภาพแวดล้อมรอบตัว ที่เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่กำลังหัวดื้อ เขายอมรับว่าตัวเองพร้อมจะไหลไปตามกระแสเหล่านั้นได้ตลอดเวลา หากไม่มีบางสิ่งคอยยึดเหนี่ยวไว้

“ถ้าเคนไม่ได้เจอ Girls’ Generation ชีวิตอาจจะเหลวไหลกว่านี้ และไม่ได้อยู่ในร่องในรอยเหมือนทุกวันนี้ ด้วยความที่พื้นที่ที่เคนเติบโตมา มีทั้งเด็กเกเร การยกพวกตีกัน ไปจนถึงยาเสพติด เคนเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งบรรยากาศแบบนี้มีจริงและน่ากลัวมาก

“ถ้าไม่ได้ติ่ง นึกภาพไม่ออกเลย แต่ไม่ดีแน่ๆ ด้วยความเป็นเด็กต่างหวัดที่แบบ ‘ประตูมีกลอน คนคอนมีปืน’ เราอาจจะไปพาร์ตของความเกเร ประมาณนั้นเลยก็ได้”

สำหรับเคนการเป็นแฟนคลับไม่ได้เป็นเพียงความชอบ แต่กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เขาเลือกใช้เวลาไปกับการติดตามผลงาน แทนการเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องเสี่ยงรอบตัว ความรักในฐานะแฟนคลับจึงค่อยๆ ทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และมีเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น

“การได้เป็นติ่งทำให้เคนมีเป้าหมาย ทำให้รู้สึกว่าต้องดูแลตัวเอง และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีขึ้น จนถึงวันนี้ก็ยังขอบคุณตัวเองและขอบคุณ Girls’ Generation ที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเรา”

ด้านฮาร์ทเล่าว่า การเป็นแฟนคลับไม่เพียงแต่เปลี่ยนมุมมองชีวิต แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางการทำงานด้วย ครั้งหนึ่งเขาเคยมีความฝันอยากเป็นศิลปินและเคยไปออดิชันมาแล้ว แต่วันหนึ่งก็รู้สึกเหนื่อยจนคิดจะเลิกพยายาม

กระทั่งได้ยินคำพูดของเตนล์ ศิลปินที่เขารักพูดว่า “ได้ลองทำ ดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ” คำพูดนั้นทำให้ฮาร์ทกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง และผลักดันให้กล้าทำเพลงของตัวเอง จนเกิดเป็น ‘iamhartz’ ในแบบที่ทุกคนรู้จักทุกวันนี้

ประโยคนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ฮาร์ทรู้สึกว่า ถ้าวันหนึ่งแก่ตัวไปแล้วไม่ได้ลองปล่อยเพลงเอง คงต้องเสียใจแน่นอน เมื่อครึ่งชีวิตเติบโตมากับการเป็นแฟนคลับ ความชอบนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนไปแล้ว หากไม่มีความชอบ อาจเป็นแค่คนทำงานไปวันๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองหลงใหลในอะไร

“ถ้าไม่ได้ติ่ง เราจะยังมีแรงผลักดันไหม จะยังอยากทะเยอทะยานเพื่อหาเงินดูแลตัวเองไหม จะยังมีความครีเอทีฟแบบนี้หรือเปล่า ฮาร์ทรู้สึกว่าถ้าไม่มีความชอบนี้ ชีวิตอาจเรียบ โล่ง และไร้ทิศทางกว่าที่เป็นอยู่”

จากเรื่องราวข้างต้นเห็นได้ว่า การเป็นแฟนคลับจึงเป็นมากกว่าแค่ความชอบธรรมดา เพราะถูกผันแปรให้กลายเป็นพื้นที่ที่หลายคนใช้เก็บความทรงจำ และเติมกำลังใจให้ตัวเองจนเกิดเป็นแรงผลักดันในการใช้ชีวิต แม้จะไม่เคยรู้จักศิลปินเป็นการส่วนตัว แต่ความผูกพันและความรักที่เกิดจากการติดตามศิลปินนั้น สร้างผลกระทบและจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญให้กับแฟนคลับในหลายช่วงชีวิต

การซัพพอร์ตศิลปินที่มีต้นทุนเป็นเงินในกระเป๋าสตางค์

“เอาเงินไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าเหรอ” คือคำถามยอดฮิตที่เหล่าแฟนคลับทุกคนต้องเคยได้ยิน และมักถูกหยิบมาใช้ตั้งคำถามกับการใช้เงินเพื่อซัพพอร์ตศิลปินอยู่เสมอ

หยกเลือกตอบคำถามนี้ด้วยอารมณ์ขัน เธอมักแซวตัวเองว่า “กระเบื้องในบ้านโอปป้าอาจมีเงินของเธออยู่ 1 แผ่น หรือล้อรถอาจเป็นเงินของเธอสักเสี้ยวหนึ่ง”

แต่ขณะเดียวกัน เธอก็รู้ชัดถึงขอบเขตของตัวเอง ถ้าเป็นบ้านทั้งหลัง เธอเลือกเปย์ให้ตัวเองก่อน ‘ฉันได้บ้าน เธอได้กระเบื้อง’ 

“ติ่งแล้วต้องใจสบายที่สุด หยกจะพยายามไม่เอาการติ่งมา Take over my life และการติ่งเป็นแค่หนึ่งในงานอดิเรกของหยก” 

เธอเองยอมรับว่า การที่ได้ใช้จ่ายเงินไปให้กับศิลปินทำให้เธอมีความสุขคล้ายกับการเป็นแม่ยกลิเก 

ด้านกิ๊ฟยอมรับว่า คำถามนี้ไม่ได้มาจากแค่คนรอบตัว แต่รวมถึงครอบครัวด้วย ทว่าในมุมมองของเธอ ความสุขไม่จำเป็นต้องถูกนิยามด้วยมาตรฐานของใคร ถ้าไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร และเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข คำว่า ‘อย่างอื่นที่ดีกว่า’ ก็ย่อมไม่เหมือนกันสำหรับแต่ละคน ที่สำคัญเธอเล่าว่า ทุกวันนี้ศิลปินยังเป็นแรงผลักดันให้เธอตั้งใจทำงานหาเงินมากขั้น

“เราชอบเขา เราอยากไปเจอเขา เราก็ต้องตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อไปเจอเขา บางทีเหนื่อยกับการทำงาน ไม่อยากทำงานเลย แค่เปิดดูรูปเขาก็มีไฟ”

ส่วนเคนมองว่า อย่างไรก็ตาม เราทุกคนต้องคำนวณรายรับของตัวเองให้ดี บางครั้งก็เกินงบไปบ้าง แต่รู้สึกว่า ‘สักครั้งในชีวิตเถอะ’

“เพราะเขาคือคนที่ทำให้เราเติบโตมาได้จนถึงวันนี้ เคนไม่เคยเสียดายเงินเลยในการซัพพอร์ตเขาแต่ละครั้ง ต่อให้มองย้อนกลับไปก็ไม่เคยคิดว่าเสียเปล่า” เคนยกตัวอย่างโมเมนต์ที่เคยได้ขึ้นไปเต้นบนเวทีกับ ซูยอง (Choi Sooyoung) ว่า ถ้ามัวแต่เสียดายเงิน ทั้งที่หาเงินใหม่ได้ โอกาสแบบนั้นก็คงไม่เกิดขึ้นจริงๆ

ในขณะเดียวกันฮาร์ทรู้สึกว่า สิ่งนี้คล้ายกับการ ‘ซื้อเวลาให้ชีวิต’ ซื้อช่วงเวลาที่ทำให้เรามีกำลังใจ มองย้อนกลับไปก็ไม่เสียดายเงิน เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคือแรงผลักดันในการใช้ชีวิต

“สำหรับฮาร์ท มันเหมือนการให้ของขวัญกับตัวเอง ในวันที่ทำงานหนัก หรือวันที่เครียดจนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร พอได้เจอศิลปิน รู้สึกได้เติมกำลังใจ เติมแรงบันดาลใจ

“ในความเป็นจริง เงินทุกบาททุกสตางค์ มาจากการทำงานหนักเหมือนกัน กว่าจะมีรายได้พอจะซัพพอร์ตแบบนี้ได้ ก็ต้องแลกด้วยความพยายาม” ฮาร์ทเล่า

สุดท้ายเรื่องของจำนวนเงินที่เสียไปพร้อมกับการเป็นแฟนคลับ อาจไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข หากแต่เป็นคุณค่าทางใจที่มอบความหมายแตกต่างกันในชีวิตของแต่ละคน 

ความหมายของความรักที่มีต่อศิลปิน

สำหรับหยกความรักต่อศิลปิน คือความรักแบบเว้นระยะ รู้ว่ารักก็พอ ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง ไม่ยึดติดจนตัวเองไม่เหลืออะไร “บางครั้งศิลปินคือครู บางครั้งคือความสุข และเป็นแรงใจเล็กๆ ในแต่ละวัน มากกว่าสิ่งที่เข้ามาควบคุมชีวิต” เธอสรุปความรู้สึกของตัวเองให้ฟัง

ขณะที่กิ๊ฟมองว่า ความรักของแฟนคลับกับศิลปินคือความรักที่ไม่คาดหวัง ซึ่งการตอบแทน การปั่นวิว ซื้ออัลบั้ม หรือเสียเงินไปหา ทุกอย่างที่ทำก็ไม่ได้มาพร้อมความหวังว่า อีกฝ่ายจะต้องขอบคุณหรือรับรู้ เพราะสำหรับเธอ แค่ได้เห็นเขาบนเวที ได้เห็นการมีอยู่ของตัวตนศิลปินก็เพียงพอแล้ว

“เราไม่เคยคิดว่า ‘เราซื้ออันนี้นะ ซื้อไปตั้งเท่านี้ แจมินมาขอบคุณเราด้วยนะ’ เราไม่เคยพูดแบบนี้ และไม่รู้สึกว่าเขาต้องตอบแทนอะไรเรา”

ในมุมมองของเคนความหมายของความรักที่ศิลปินมอบให้แฟนๆ คือ “ผลงาน บทเพลงเขาอยู่กับเราในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนท้อ เหนื่อย หรือมีความสุข เพลงเขาอยู่กับเราเสมอ

“การได้ฟังผลงานของเขาในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิตมีผลมาก บางเพลงพอได้กลับไปฟัง ก็ทำให้เรารู้สึกว่าได้ Remind ถึงช่วงชีวิตในตอนนั้นด้วย”

ส่วนของฮาร์ทมองว่า ความรักของแฟนคลับคือความรู้สึกที่อยากเห็นศิลปินยืนอยู่บนเวทีให้นานที่สุด อยากเห็นเขาอยู่ในสื่อให้นานที่สุด แม้วันหนึ่งเขาไม่ได้ทำงานในวงการแล้ว อย่างน้อยเราก็ยังจดจำได้ว่า ในช่วงวัยเยาว์ของเรา เคยมีความสุขกับคนคนนี้ เคยมีความทรงจำดีๆ ร่วมกัน 

“เป็นความรักที่ไม่ต้องการผลตอบแทน แค่อยากให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ เท่านั้นเอง”

แม้คำตอบของ ‘ความรักในฐานะแฟนคลับ’ จะไม่มีนิยามตายตัว และแต่ละคนจะให้ความหมายต่างกันออกไป แต่เรื่องราวของพวกเขาพิสูจน์ว่า ความรักรูปแบบนี้คือพลังที่พาให้เติบโต กล้าฝัน และกล้าเลือกเส้นทางของตัวเอง 

ท้ายที่สุดแล้ว บางทีการเป็นแฟนคลับอาจไม่ใช่แค่การรักใครสักคนบนเวที แต่อาจเป็นการได้ค้นพบคุณค่าและศักยภาพของตัวเองผ่านความรักนั้น

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,