กระเพาะปัสสาวะของมนุษย์จำเป็นต้องระบายของเหลวออกเป็นระยะตลอดวัน โดยเฉลี่ยประมาณ 7 ครั้งต่อวัน ทว่าทุกวันนี้ยังมีประชากรอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีโอกาสได้ถ่ายเบาอย่างมากก็แค่ 2 ครั้งต่อวันเท่านั้นคือ ก่อนออกจากบ้านและหลังกลับถึงบ้าน
‘ไม่ยินดีใช้ห้องน้ำร่วมกับคนข้ามเพศ เพราะกลัวมีผู้ไม่หวังดีปลอมตัวเข้ามาล่วงละเมิดผู้ใช้ห้องน้ำ’ คือเรื่องเล่าที่สังคมเราได้ยินกันมานาน นับตั้งแต่ช่วงแรกที่ทั่วโลกเริ่มรับรู้ถึงคอนเซปต์ของการข้ามเพศ
อย่างไรก็ดี ในช่วงตลอดหลายสิบปีที่เราได้ยินเรื่องราวความกลัวต่อเหตุการณ์สมมติเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันกลับแทบไม่มีบันทึกว่าเกิดอาชญากรรมทำนองดังกล่าวขึ้นจริงเลย แต่ก็ยังมีคนมากมายที่รู้สึกเช่นนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนดัง เจ.เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling) ผู้เชื่อมั่นใจแนวทางพื้นที่สงวนสำหรับผู้หญิง ‘ตรงเพศ’ หรือ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) นายกรัฐมนตรีคนที่ 58 ของสหราชอาณาจักร ผู้เชื่อว่า อังกฤษควรใช้หลักเกณฑ์ทาง ‘ชีววิทยา’ ในการแบ่งพื้นที่ห้องน้ำ ไม่ใช่หลักเกณฑ์ทางสังคม
กลับกันเลย ตัวเลขสถิติจากงานวิจัยด้านเวชศาสตร์ทางเพศหลายชิ้นบ่งชี้ว่า ในบริบทของห้องน้ำสาธารณะ ฝ่ายที่มักได้รับประสบการณ์ไม่ดีจากผู้ร่วมใช้ห้องน้ำหรือกระทั่งถูกคุกคาม คือกลุ่มคนข้ามเพศเองต่างหาก
อย่างน้อย 60% ของประชากรคนข้ามเพศและนอนไบนารีหลีกเลี่ยงห้องน้ำสาธารณะจนเป็นนิสัย เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรรุ่นใหม่จากกลุ่มอายุ 13-24 ปี โดย 49% ของกลุ่มนี้รายงานว่า พวกเขามีเหตุให้หลีกเลี่ยงห้องน้ำเป็นบางครั้ง ขณะที่ 22% รายงานว่า ในปีที่ผ่านมาพวกเขากังวลจนต้องเลี่ยงไม่เข้าห้องน้ำทุกครั้งที่ปวดปัสสาวะนอกบ้าน
ผลที่ตามมาคือปัญหาระบบขับถ่ายปัสสาวะเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากพฤติกรรมอั้นปัสสาวะโดยตรง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) นิ่ว (Bladder Stones) ฯลฯ หรือปัญหาจากการจำกัดปริมาณน้ำดื่มเวลาใช้ชีวิตนอกบ้าน เช่น ภาวะขาดน้ำ หรือกระทั่งต่อมหมวกไตล้าในระยะยาว ยังไม่นับรวมถึงปัญหาสุขภาพจิต ที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กันอย่างโรควิตกกังวลหรือภาวะเครียด
บทเรียนเรื่อง ‘วุฒิภาวะ’ ที่มีไว้ให้คนที่สังคมขี้เกียจรับฟัง
ชล (รับบทโดย กกกร เบญจาธิกูล) คือตัวละครทรานส์เจนเดอร์คนใหม่ล่าสุดที่กำลังเป็นที่พูดถึงจากซีรีส์ คืนนี้ผมนอนไม่หลับ (2025) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากหนึ่งของตอนที่ 2 ซึ่งเธอต้องเผชิญกับสายตาไม่ต้อนรับระหว่างรอเข้าห้องน้ำวัด หลังจากเข้าคิวไปได้ไม่เท่าไร เธอจึงตัดสินใจเดินออกมา
ที่มา: ซีรีส์ คืนนี้ผมนอนไม่หลับ (2025)
“ชล คิดมากน่ะมึง เข้าๆ ไปเหอะ อั้นฉี่ไม่ดีนะ” อ้น (รับบทโดย สุรวุฑ ไหมกัน) ตัวเอกของเรื่องเตือน หลังสังเกตเห็นว่าเพื่อนสนิทแสดงพฤติกรรมแบบเดิมที่ตนเคยเห็นมาก่อนหลายครั้ง
“กูไม่ได้ปวดขนาดนั้น ให้พวกป้าๆ ยายๆ เขาเข้ากันก่อนก็ได้” ชลว่า
“กูไม่อยากเชื่อเลยนะ ว่านี่คือคำพูดของพี่ชลประธานเขื่อนแตก”
ตามมาด้วยบทพูดถัดไปของชลที่ถูกต่อยอดเป็นบทสนทนามากมายในสื่อโซเชียลฯ ถึงมิติและความคิดของตัวละครหญิงข้ามเพศที่เติบโตสู่วัยกลางคน
“โตแล้วปะวะ จะให้กูวีนฉ่ำเหมือนตอนเด็กๆ เหรอ ที่เข้าห้องน้ำทีไรต้องมีคนมอง เลยคิดว่าเขาไม่ยอมรับหรือบูลลี บางทีพวกเขาก็อาจจะแค่รู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่รู้ว่าเราเป็นพวกเดียวกันไหม เป็นไอ้พวกผู้ชายโรคจิตปลอมตัวมาหรือเปล่า”
นี่เป็นฉากที่เห็นได้ชัดว่า ผู้เขียนประพันธ์ขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงอีกด้านของคนข้ามเพศที่เปลี่ยนผ่านสู่อีกช่วงวัยหนึ่งแล้ว จึงเริ่มเคยชินกับการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งยังพยายามเข้าใจความรู้สึกไม่พอใจของผู้หญิงว่า เกิดจากมุมมองแบบใด
ทว่าอีกแง่มุมหนึ่งที่เนื้อหาแตะไปโดนโดยบังเอิญ คือเรื่องของสุขภาพระบบขับถ่ายของคนข้ามเพศที่ถูกกดทับมานาน จากการจงใจทำให้รู้สึกไม่สบายใจผ่านสายตา สีหน้า และคำพูด ซึ่งถือเป็นการกีดกันทางสังคมโดยอ้อม ยังไม่นับอีกหลายกรณีตัวอย่างที่พวกเขาโดนไล่และออกปากห้ามมิให้มาเข้าห้องน้ำด้วยกันแบบซึ่งหน้า
รายงานชิ้นหนึ่งของสถาบัน Williams Institute ของสถาบันวิจัยด้านนโยบายสาธารณะของคณะนิติศาสตร์ University of California, Los Angeles (UCLA) ระบุว่า ประชากรหญิงข้ามเพศในสหรัฐฯ มักต้องเผชิญหน้ากับคำพูดคุกคามในห้องน้ำอยู่ดี ไม่ว่าพวกเธอจะเลือกเข้าห้องน้ำตามอัตลักษณ์ทางเพศ (ห้องน้ำหญิง) หรือเพศกำเนิด (ห้องน้ำชาย) ก็ตาม
Transgender Bladder
สัดส่วนประชากรข้ามเพศกว่า 8% ในรายงานชิ้นเดียวกันนี้ เคยป่วยจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและประสบปัญหาสุขภาพแฝงเกี่ยวกับไตในปีที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรมส่วนตัวที่ชอบหลีกเลี่ยงใช้ห้องน้ำ ตัวเลขอาจฟังดูไม่เยอะในสายตาคนทั่วไป แต่ในระบาดวิทยา สัดส่วนขนาดนี้ถือว่าสูงและมีนัยสำคัญมากพอให้เฝ้าระวัง
ยิ่งเมื่อพิจารณาจากบริบทที่ว่า ในกลุ่มประชากรทั่วไป การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะไม่ใช่โรคที่ทุกคนเป็นทุกปี อีกทั้งผู้เข้าร่วมการวิจัยเหล่านี้ต่างเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเหมือนกัน ประสบปัญหาสุขภาพคล้ายกัน ซึ่งมาจากพฤติกรรมเสี่ยงร่วมกัน และยังเกิดขึ้นภายในปีเดียวกันคือปีที่ผ่านมา
นี่คือเครื่องบ่งชี้ความเรื้อรังว่า ปัญหานี้อาจเคยเกิดขึ้นกับพวกเขามาแล้วและมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีก
ในแคมเปญรณรงค์ห้องน้ำสำหรับทุกเพศ (Gender-Neutral Restroom) แบรนด์กระดาษชำระสัญชาติอเมริกัน Bim Bam Boo Paper ได้สัมภาษณ์ เอ.ซี. (A.C.) คนข้ามเพศที่เคยป่วยด้วยภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ถึงประสบการณ์ส่วนตัวของเธอในประเด็นนี้
“ฉันมักพยายามสุดความสามารถที่จะไม่เข้าห้องน้ำสาธารณะ แล้วทำพฤติกรรมที่เราเรียกว่า ‘Transgender Bladder’ แทน มันคือการอั้นทุกอย่างเอาไว้จนกว่าเราจะเจอห้องน้ำที่เราแน่ใจว่าปลอดภัยจริงๆ เช่น ห้องน้ำที่บ้าน หรือห้องน้ำบ้านเพื่อน
“ฉันใช้วิธีนี้จนทางเดินปัสสาวะติดเชื้อนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว พอถึงจุดหนึ่ง เวลาไปข้างนอกร่างกายฉันก็เลิกเตือนว่าปวดฉี่ไปเลย คล้ายกับถูกฝึกให้ปรับตัวจนเคยชินไปแล้วว่า ห้องน้ำสาธารณะไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉันสามารถเลือกได้ ยกเว้นว่าฉันจะอยู่ที่ที่คุ้นเคยและรู้จักดีว่ามีห้องน้ำที่ใช้ได้ เช่น ทาร์เก็ต (ห้างค้าปลีก) สาขานี้มีห้องน้ำเดี่ยวให้เข้า”
All-Gender Restroom
จากปัญหาซับซ้อนที่เกิดขึ้น มีทั้งการรณรงค์ให้สร้างห้องน้ำสำหรับทุกเพศ หรือไม่ก็แยกเป็นพื้นที่สำหรับคนข้ามเพศโดยเฉพาะ แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันว่า ควรทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม เพราะห้องน้ำสำหรับคนข้ามเพศโดยเฉพาะนั้นมีข้อเสียหลายอย่าง นอกจากจะเป็นการทำให้ผู้ใช้รู้สึกถึงการแบ่งแยกชัดเจน ยังมีความกังวลเรื่องการตกเป็นเป้าอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง (Hate Crime) อีกด้วย
ปัจจุบันยังมีคดีอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปยังคนข้ามเพศโดยเฉพาะ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากทุกปี ทั้งยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นด้วย อิงจากข้อมูลของสหราชอาณาจักรซึ่งบันทึกเอาไว้ว่า ในปี 2021 มีคดีเช่นนี้เกิดขึ้นทั้งสิ้น 2,630 คดี ขณะที่ในปี 2023 ตัวเลขอยู่ที่ 4,732 คดี
หากมีห้องน้ำที่แบ่งแยกชัดเจนว่า จัดไว้ให้คนข้ามเพศโดยเฉพาะ หลายฝ่ายกังวลว่า จะกลายเป็นพื้นที่ใช้ระบบบีบให้เปิดเผยอัตลักษณ์โดยไม่สมัครใจ (Structural Outing) อีกทั้งอาชญากรที่มีอคติต่อคนข้ามเพศยังสามารถระบุตัวเหยื่อได้จากพิกัดห้องน้ำได้ด้วย อย่างไรก็ดียังไม่มีตัวเลขสถิติระบุชัดเจน หรืองานวิจัยในหัวข้อนี้โดยเฉพาะ จึงน่าติดตามกันต่อไปว่า แนวทางการสร้างและจัดสรรพื้นที่ห้องน้ำเพื่อความเท่าเทียมจะเป็นอย่างไร
เท่าที่รู้ตอนนี้ องค์กรเพื่อความเท่าเทียมทางเพศและสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะหลายแห่ง เช่น GLAAD หรือ Williams Institute สนับสนุนแนวทางห้องน้ำสำหรับทุกเพศมากกว่า แก้ปัญหาความปลอดภัย ลดการตีตรา และเพิ่มอัตราการเข้าถึงห้องน้ำได้ดีกว่า ทั้งในเชิงสิทธิ สุขภาพ และนโยบาย
อ้างอิง
https://academic.oup.com/jsm/article/22/Supplement_1/qdaf068.012/8119511
https://williamsinstitute.law.ucla.edu/publications/safety-in-restrooms-and-facilites
https://www.instagram.com/reel/C8pO5peM3gc/
https://www.thepinknews.com/2024/07/02/keir-starmer-labour-trans-single-sex-spaces
Fact Box
ผู้อ่านที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถอ่านเรื่องการออกแบบห้องน้ำสำหรับทุกเพศ ประวัติศาสตร์ และประเด็นถกเถียงที่เกี่ยวข้องต่อได้ในบทความเหล่านี้
- ผู้ชายก็ไล่ ผู้หญิงก็กลัว ปัญหาโลกแตกของคนข้ามเพศ กับการใช้ห้องน้ำสาธารณะ โดย กมลณัทฐ์ เศรษฐพัฒนชัย (The Momentum)
- ห้องน้ำ All Gender : การออกแบบพื้นที่ ‘ปลดทุกข์’ เพื่อเรียนรู้และเข้าใจความต่างระหว่างเรา โดย วายุ เอี่ยมรัมย์ (The Potential)
- Who’s Afraid of Gender-Neutral Bathrooms? โดย Jeannie Suk Gersen (The New Yorker)




