HIGHLIGHTS:

  • ในขณะที่โลกความจริงนั้น คนย้อมผมสีฉูดฉาด มักจะถูกด่วนตัดสินว่าร้ายๆ แรงๆ หรือไม่ก็เป็นพวกชอบดึงดูดความสนใจ หลายคราวลุกลามกลายเป็นการเหมารวมที่ร้ายกาจ ตัวละครในหนังโชคดีกว่าในแง่ที่ว่าคนดูได้ใช้เวลาทำความรู้จัก ได้มองดูชีวิตพวกเธอเป็นเวลาร่วมชั่วโมง ดังนั้น เราจึงมีเวลาเห็นมิติอื่นๆ ของเธอที่บ้างก็สอดคล้องกับสีผม บ้างก็ถูกสีผมบดบังเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตามสีผมของพวกเธอมีความหมายแน่ๆ
     ไม่ว่าจะหนังเรื่องไหน หากมีตัวละครหญิงผมสีแดง ชมพู ฟ้า เขียว ฯลฯ หรือสีอื่นใดที่โดดเด้งออกมา ตัวละครผมสีมักจะถูกจดจำได้เป็นอันดับแรกๆ เสมอ และในแวบแรกที่เห็นตัวละครผมสีจี๊ดจ๊าด เรามักจะคาดเดาได้ว่าเธอคนนี้จะต้องเป็นตัวป่วนที่ชวนหลงรัก หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นตัวละครที่ ‘มีอะไร’ แน่ๆ
   
    ในขณะที่โลกความจริงนั้นต่างออกไปเล็กน้อย คนย้อมผมสีฉูดฉาด มักจะถูกด่วนตัดสินว่าร้ายๆ แรงๆ หรือไม่ก็เป็นพวกชอบดึงดูดความสนใจ หลายคราวลุกลามกลายเป็นการเหมารวมที่ร้ายกาจไปกว่านั้น

    ตัวละครในหนังโชคดีกว่าในแง่ที่ว่าคนดูได้ใช้เวลาทำความรู้จัก ได้มองดูชีวิตพวกเธอเป็นเวลาร่วมชั่วโมง ดังนั้น เราจึงมีเวลาเห็นมิติอื่นๆ ของเธอที่บ้างก็สอดคล้องกับสีผม บ้างก็ถูกสีผมบดบังเอาไว้ ตามแต่การดีไซน์ของคนเขียนบทและผู้กำกับ จนทำให้ตัวละครถูกจดจำไปพร้อมๆ กับที่ถูกรักไปด้วย

    และสำหรับตัวละครเหล่านี้ จงอย่ามองข้ามสีผมของพวกหล่อนเชียว 

photo: imdb.com
1. Clementine / Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)
     Hair color: phases of relationship
     
    ว่าด้วยเรื่องของ Joel และ Clementine สองหนุ่มสาวต่างขั้ว ที่ความสัมพันธ์ไปไม่รอด จึงเลือกลบความทรงจำเกี่ยวกับกันและกันทิ้ง แต่ก็ไม่วาย โคจรมาพบและรักกันอีกรอบอยู่ดี

     หนังไม่ได้เล่าตามไทม์ไลน์แต่ตัดสลับกันไปมายุ่บยั่บ ซึ่งการย้อมสีผมของ Clementine เป็นการบอกเล่าบุคลิกอันโดดเด่น ตามที่เธอบอกไว้ว่าจะเปลี่ยนสีผมอยู่เสมอ แค่ตัดสินใจง่ายๆ เหมือนที่อยู่ๆ ก็ตัดสินใจไปลบความทรงจำทิ้งนั่นแหละ แต่ยิ่งกว่านั้น สีผมยังเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ โดยในการพบกันครั้งแรกสุด ผมของเธอเป็นสีเขียวสดที่เว็บไซต์ screenprism.com ตั้งข้อสังเกตว่ามันสื่อถึงชีวิต การเริ่มต้น และความสดใส ซึ่งตลอดทั้งเรื่อง เราเห็นผมสีนี้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

    สีผมต่อมาของเธอคือสีแดงที่สื่อถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้า จากนั้นสีแดงค่อยๆ จางลงเป็นสีส้ม พร้อมๆ กับที่เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น ทั้งคู่จบเห่ ลืมกัน เธอกลับมาอีกครั้งกับผมสีน้ำเงินที่ถูกย้อมอย่างลวกๆ ที่ชวนให้ไปหาคำตอบในหนังว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่

photo: imdb.com

2. Emma / Blue is the Warmest Colour (2013)
     Hair color: coming of age

     ทันทีที่พบกันขณะข้ามถนน Adele ถูกดึงดูดด้วยผมสั้นสีน้ำเงินของ Emma ทันที หลังจากนั้นชีวิตเธอก็ข้องเกี่ยวกับสิ่งของสีน้ำเงินอีกเรื่อยๆ พร้อมๆ กับเผชิญความยากลำบากในการก้าวผ่านชีวิตวัยรุ่นและความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดของตนกับศิลปินสาวผมสีน้ำเงินผู้นั้น
.
     น่าสนใจที่ว่าโดย norm แล้ว ‘สีน้ำเงิน’ มักถูกเชื่อมโยงกับความเป็นชาย และตามทฤษฎีสีก็ไม่ได้อยู่ในโทนอบอุ่น แต่หนังเลือกหยิบสีน้ำเงินมาเล่าในอีกทางหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเติบโตของตัวละครทั้งสองตัว การที่ Emma เลือกหยิบสีนี้มาไว้บนหัวในวัยหนึ่งและทิ้งมันกลับสู่สีธรรมชาติในอีกวัยหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่วางทิ้งไม่ได้ด้วยเช่นกัน

photo: imdb.com

3. Alice / Closer (2004)
     Hair color: seduction

    อาจจะเป็นแค่วิกผม แต่ภาพของนาตาลี พอร์ตแมนในวิกผมบ๊อบสีชมพูหวาน ภายใต้แสงโทนน้ำเงินของบาร์เปลือยนั้นช่างดึงดูดใจ น่าค้นหา มีความเป็น sex-fantasy ที่ทำให้ผู้ชายต่อหลายคนยอมร่วมเล่นเกมไปกับเธอ และเมื่อสีชมพูคือสีแห่งความรัก บางคนอาจมองว่าภายใต้วิกนั้น เธอเองต้องการความรัก ต้องการการยอมรับ ก็อาจจะไม่ผิดนักหากจะตีความอย่างนั้น

    และเมื่อย้อนกลับไปยังฉากแรก ที่ Alice และ Dan พบกันบนถนน ใบหน้าสวยหวานกับผมสั้นกุดสีแดงของเธอก็ดึงดูดจนเขาไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้ ในขณะเดียวกันผมทรงนั้นก็ทำให้เธอดูมีปัญหา ดูผ่านอะไรมา เป็นภาพลักษณ์ที่ชวนให้เข้าไปทำความรู้จักโดยยอมละทิ้งความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างในได้โดยสิ้นเชิง 

Photo: imdb.com

4. Ramona Flowers / Scott Pilgrim vs. The World (2010)
     Hair color: extraordinary

    Ramona Flowers เป็นผู้หญิงที่ทำให้ตกหลุมรักได้ในแทบจะทันที (ไม่น่าแปลกใจที่เธอมีแฟนเก่าอยู่เต็มไปหมด) และแม้จะดูลึกลับและเคยมีอดีตบางอย่างมาก่อน แต่สีผมก็เป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยส่งเสริมบุคลิกของเธอให้โดดเด่นเกินชาวบ้าน จนทำให้ผู้หญิงอีกคนหนึ่งใช้วิธีต่อกรกับเธอด้วยการย้อมสีผมด้วยเช่นกัน

photo: imdb.com

5. Harley Quinn / Suicide Squad (2016)
     Hair color: crazy-in love
               
    กลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ของปีที่ผ่านมา สำหรับลุกส์ของสาวแสบ Harley Quinn ที่มีผมข้างหนึ่งสีชมพูอีกข้างสีฟ้า ซึ่งฉีกลุกส์จากจิตแพทย์สาวกลายเป็นหญิงวิกลจริตได้อย่างสุดขั้ว เป็นวิธีการสร้างคาแร็กเตอร์ที่บ่งบอกได้ว่าเธอมีหลายบุคลิกในตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นการเลือกใช้สีสุดป๊อบอย่างชมพู-ฟ้า ที่ยังข้องเกี่ยวกับความรักหญิงชาย ก็พอจะบอกได้ลางๆ ว่าการดำเนินชีวิตของเธอก็ยังคงผูกพันกับสิ่งนี้อยู่ไม่น้อยทีเดียว 

photo: imdb.com
 
6. Hit-Girl / Kick-Ass (2010)
    Hair color: hot-headed

    ฮีโร่สาวน้อยสายโหด ด้วยใบหน้าสุดน่ารักกับผมสีม่วงในยูนิฟอร์มฮีโร่ของเธอ ดูก็รู้ว่านี่คือตัวแสบโดยที่เธอยังไม่ทันต้องเปิดปากพูดประโยคที่ผู้ปกครองติติงอย่าง “Okay, you cunts.” ด้วยซ้ำ 

photo: imdb.com

7. Charlotte / Lost in Translation (2003)
     Hair color: cultural appreciation

    ถึงจะเป็นการสวมวิกในฉากฉากเดียว แต่ Scarlette Johanson ในวิกผมบ๊อบสีชมพูนั้นมีเสน่ห์เหลือร้าย ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่ในเชิงเซ็กซี่ยั่วยวนอย่างวิกแบบเดียวกันในเรื่อง Closer แต่สำหรับ Lost in Translation วิกผมสีชมพูถูกหยิบมาใส่ในฉากร้องคาราโอเกะ ที่ตัวชาร์ล็อตเองร้องได้อย่างเป็นธรรมชาติท่ามกลางเพื่อนๆ ชาวญี่ปุ่นที่ต่างก็แสดงความเป็นมิตร

    ดูเหมือนว่าวิกผมสีชมพูและคาราโอเกะจะเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งตัวละครที่หลงทาง ก็ได้โอบรับมันเอาไว้อย่างกลมกลืนในที่สุด
 
photo: imdb.com

8. Effie / The Hunger Games (2012)
     Hair color: inhuman

    การแต่งกายฉูดฉาดกรุยกรายเป็นสัญลักษณ์ของชาว capital และเมื่อ Effie พาหัวสีส้มจ๋าของเธอมายังเขตเมืองขึ้น เราเห็นความแตกต่างชัดจน สีผมที่เปลี่ยนไปตามกรรมและวาระ มีไว้ปกปิดความเป็นมนุษย์จนแทบไม่เหลือหรอ แต่ท้ายที่สุดตัวละคร Effie เองก็ได้พิสูจน์ให้คนดูเห็นว่าความเป็นมนุษย์ของเธอยังเหลืออยู่

Photo: imdb.com

9. Leeloo / The Fifth Element (1997)
     Hair color: alienness

    ก็แน่นอน Leeloo คือมนุษย์ต่างดาว การสร้างคาแร็กเตอร์จึงต้องใช้สีผมเข้ามาช่วย เพื่อให้เธอดูแตกต่างจากมนุษย์ แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ถูกรักและนำไปแต่งคอสเพลย์อยู่บ่อยๆ จึงอยากนำมาเล่าให้ฟัง
 
Photo: Facebook.com/HormonesTheSeries

10. เจน / Hormones season 2 (2015)
     Hair color: outsider / rebellion

    ปิดท้ายกับบทที่แจ้งเกิด ต้าเหนิง กัญญาวีร์ ในซีรีส์ ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ซึ่งผมยาวสีแดงของเธอถูกพูดถึงตั้งแต่ที่โผล่มาแค่หน่อยเดียวบนโปสเตอร์ด้วยซ้ำ และเมื่อเธอปรากฏตัวในฐานะสาวผมแดงกับเปลวไฟ ก็เป็นที่พูดถึงทันที โดยคาแร็กเตอร์ผมแดงของเจน น่าจะเกิดจากการสร้างตัวตนใหม่ของเธอเองที่นิวยอร์ก และทางที่เธอเลือกเดินนั้นก็ค่อนข้างอันตรายสอดคล้องกับผมสีแดงของเธอเหลือเกิน แต่เมื่อเราได้ดำดิ่งไปสู่เรื่องราวและปมปัญหาของเธอ ก็สามารถเข้าใจได้ว่าการย้อมผมไม่ใช่เพียงการทำให้ตัวเองโดดเด่น แต่ยังเป็นการสร้างรูปลักษณ์ที่ดูแข็งแกร่ง ดูอันตราย เพื่อปกปิดความอ่อนแอบอบบางที่ซ่อนอยู่ข้างในอีกด้วย
 
อ้างอิง:
 - www.huffingtonpost.co.uk/dr-raj-persaud/redheads-psychology_b_1911771.html
 - http://screenprism.com/insights/article/how-does-clementines-hair-help-us-understand-eternal-sunshine-of-the-spotle