คุณลืมตาตื่นจากเสียงนาฬิกาปลุก หน้าจอโทรศัพท์แสดงผลว่าตอนนี้เป็นเวลา 7 โมงเช้า คุณไม่มีเวลาให้บิดขี้เกียจหรือจิบกาแฟสักแก้วก่อนออกจากบ้าน เพราะหากช้าแม้เพียง 5 นาที ตารางการทำงานของคุณอาจจะปั่นป่วนไปทั้งวัน คุณรีบออกจากบ้านสุดชีวิต ขึ้นขนส่งสาธารณะที่ต้องยื้อแย่งกัน ฝ่าฟันสถานการณ์รถติด ก่อนมีเวลาสแกนนิ้วเข้างานเพียงเสี้ยววินาที

คงไม่ต้องบอกว่าต่อจากนั้นคุณต้องทำอะไร คนไทยทำงานเฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็น 45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ถ้าอยากได้เงินมากหน่อย หรืองานยังไม่เสร็จก็ต้องทำโอที (Overtime: OT) ที่ต้องใช้เวลาแลกมา กว่าจะกลับถึงบ้าน พลังงานชีวิตของคุณก็ติดลบเสียยิ่งกว่าค่าพลังในเกม ทำได้เพียงแค่กินอาหารเลวๆ ราคาถูกจากร้านสะดวกซื้อ ไม่ต้องพูดถึงเวลาดูแลตัวเองในด้านอื่น ชีวิตคนหาเช้ากินค่ำไม่มีข้อต่อรองอะไร นอกจากกลายเป็นจำเลยในพอดแคสต์ของคนรวยที่อ้างว่า เวลาของพวกเรามีเท่ากัน ทำไมบางคนถึงยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที 

ในความเป็นจริงคือ ‘เวลา’ ก็นับเป็น ‘ต้นทุนทางสังคม’ เช่นกัน แม้แต่หลักการทางวิทยาศาสตร์ยังระบุชัดเจนว่า เวลาคือทรัพยากรที่เป็นตัวแปรสำคัญในการวัดผลหรือการแลกเปลี่ยนในหลายมิติ ดังนั้นเวลาของพวกเราไม่เคยเท่ากัน และความไม่เท่ากันนี้ก็นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต่างกัน ไม่ใช่แค่ในแง่ของเงินทอง อำนาจ หน้าที่การงาน แต่การขาดแคลนเวลาอาจทำให้เราสูญเสียคุณภาพชีวิตดีๆ ได้เลย 

ในปี 1977 นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน แคลร์ วิกเคอรี (Clair Vickery) เสนอแนวคิดทางสังคมหนึ่งที่เรียกว่า ‘Time Poverty’ หรือ ภาวะขาดแคลนเวลา ใช้อธิบายลักษณะของบุคคลหรือครอบครัวที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการพักผ่อน การเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง หรือแม้แต่การใช้ชีวิต เพราะเวลาทั้งหมดถูกใช้ไปกับการดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสังคม กล่าวคือ ต่อให้คุณร่ำรวยเงินทองมากแค่ไหน แต่ถ้าต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการทำงาน การเดินทาง หรือการดูแลผู้อื่น จนไม่มีเวลาใช้ชีวิตอย่างจริงจัง คุณก็เข้าข่ายเป็น ‘คนจนเวลา’ ที่ใช้ชีวิตแบบขาดไร้คุณภาพ 

ภาวะขาดแคลนเวลาเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หลักๆ มีที่มาจากโครงสร้างทางสังคม เมือง และมายาคติบางอย่างที่สร้างภาพจำว่า ต้องทำงานหนักถึงจะรวย หรือได้รับการยอมรับ ซึ่งแต่ละปัจจัยก็กัดกินเวลาในการใช้ชีวิตต่างกัน แต่ปัจจัยทางกายภาพที่สังเกตเห็นได้หลักๆ มีดังนี้

ระยะเวลาการเดินทางไปทำงาน

เสียเวลาทำงานพอทน เสียเวลาบนถนนพอเลย 

ดัชนีการจราจรโลกจากเว็บไซต์ TomTom รายงานว่า กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย มีดัชนีความหนาแน่นของการจราจรอยู่อันดับที่ 10 จากทั้งหมด 492 เมืองทั่วโลก ดังนั้นคงไม่ต้องบรรยายว่า บนถนนสายหลักในชั่วโมงเร่งด่วน การจราจรบนท้องถนนจะติดขัดจนสาหัสขนาดไหน และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เราต้องใช้เวลาอยู่บนถนนเฉลี่ย 58 นาทีต่อเที่ยว หรือคิดเป็นไป-กลับ 1 ชั่วโมง 56 นาที อ้างอิงจากเว็บไซต์ Moovit Insights ที่จัดเก็บสถิติการขนส่งสาธารณะทั่วโลก นั่นเท่ากับว่า พวกเราเสียเวลานั่งหน้าเจื่อนกันอยู่บนรถเฉลี่ย 2 ชั่วโมงต่อวัน 

ระยะเวลาการทำงานเฉลี่ยต่อวันและสัปดาห์

ข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรปี 2569 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า มีแรงงานกว่า 25.34 ล้านคน ต้องทำงาน 35-49 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็น 7-10 ชั่วโมงต่อวัน ยังไม่นับรวมกลุ่มแรงงานที่ทำงาน 50 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งมีตัวเลขสูงถึง 6.14 ล้านคน นั่นเท่ากับว่า เราใช้เวลาทำงานทั้งหมด 20.8-29.2% ของเวลาชีวิตใน 1 สัปดาห์ หรือถ้ามองภาพกว้างๆ คือใช้เวลาไปกับการทำงานมากถึง 1 ใน 5 ไปจนถึงเกือบ 1 ใน 3 ของชีวิตเลยทีเดียว

งานที่ไม่ได้รับค่าจ้างและภาระที่มองไม่เห็น 

แม้แต่การซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ทำกับข้าว ไปซื้อของใช้ พาพ่อแม่ไปหาหมอ ดูแลลูก ดูแลสัตว์เลี้ยง สิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็น ‘งาน’ ที่ทำให้เราต้องใช้เวลาเหมือนกัน แต่ที่หลายคนไม่ทันสังเกต เป็นเพราะงานเหล่านี้เปรียบเสมือนต้นทุนแฝงที่สอดแทรกในชีวิตประจำวันโดยที่เราไม่รู้ตัว แม้จะไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่ภารกิจเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ บางครั้งวันหยุดของใครหลายคนก็หมดไปกับการซักผ้า ตากผ้า รอผ้าแห้ง 

ปัจจัยทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ถ้าตีเป็นตัวเลขกลมๆ ก็ทำให้เราสูญเสียเวลาไปวันละ 10-12 ชั่วโมง ยังไม่นับรวมเวลาที่จะต้องเสียให้กับการดูแลตัวเอง เช่น กินข้าว อาบน้ำ พักผ่อน ลำพังถ้าใช้ชีวิตเสมือนหุ่นยนต์ไปวันๆ คงไม่เป็นอะไร ทว่าพวกเราทุกคนคือมนุษย์ มีความคิด มีชีวิต มีเนื้อหนัง การดำเนินชีวิตอยู่บนขีดจำกัดของเวลาอาจนำพาผลกระทบในระยะยาวมาให้ 

แน่นอนว่าการที่เรามีเวลาพักผ่อนน้อย เพราะใช้เวลาไปกับการทำงานหนัก ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจอยู่แล้ว เมื่อเผชิญกับภาวะความเครียดเรื้อรังสะสมโดยไม่หยุดพัก ภาวะซึมเศร้าและความผิดปกติทางจิตต่างๆ ก็จะถามหา พอๆ กับที่ร่างกายอาจโรยราด้วยโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด 

ในงานวิจัย Time poverty: Obstacle to women’s human rights, health and sustainable development ในปี 2020 ที่ศึกษาเรื่องผลกระทบจากภาวะขาดแคลนเวลาที่ส่งผลต่อผู้หญิงทั่วโลก พบว่า ภาระดูแลครอบครัวทำให้ผู้หญิงไม่มีเวลาไปหาหมอ เลื่อนการตรวจสุขภาพ หรือแม้แต่ไม่มีเวลาดูแลครรภ์อย่างเหมาะสม อีกทั้งการขาดแคลนเวลา ทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ไม่ดี ไม่มีเวลาออกกำลังกาย และต้องแบกรับความเครียดสะสมทางจิตใจที่สูงมาก

ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นก็จะแย่ลง อาจไม่มีเวลาอัปเดตชีวิตกับเพื่อนร่วมรุ่นจนพลาดโอกาสหรือสถานการณ์ดีๆ อาจไม่มีเวลาให้กับครอบครัวเพียงพอที่จะไปเที่ยวใกล้ๆ ด้วยกันสักวัน หรือมันอาจบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างคนรักลงไปด้วย เวลาที่เสียไปไม่ได้ดูดกลืนแค่คุณภาพชีวิต แต่ยังกลืนกินความเป็นพ่อแม่ เพื่อน หรือคนรักของคุณไปด้วย 

มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนไทย หรือสิ่งที่เราสงสัยว่ากำลังคิดไปเองอยู่หรือเปล่า เพราะโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) ระบุว่า ปัญหาการขาดแคลนเวลาเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ซ่อนเร้นอยู่ ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศที่ร่ำรวย เพราะชนชั้นกลางก็มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนเวลาอยู่ดี ยุคสมัย มายาคติ และการใช้ชีวิต บีบให้เราต้องกลายเป็นคนที่ ‘พร้อมใช้’ ตลอดเวลา ทำให้เส้นแบ่งการทำงานและการใช้ชีวิตของเราพร่าเลือนมากขึ้น 

ยอมรับว่า เมื่อพูดถึงแนวทางการแก้ไข มันเป็นไปได้ยากมากที่จะเริ่มจากตนเองเพียงอย่างเดียว เพราะวัฒนธรรมองค์กร ผังเมือง หรือกฎทางสังคมบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อเวลาของเราเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก แต่ถึงกระนั้น เราก็พอที่จะเบียดเวลาอื่นเพื่อเพิ่มเวลาใช้ชีวิตได้อยู่บ้าง เช่น เรียนรู้ที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น ทำเฉพาะงานในส่วนของตัวเอง พยายามไม่เอาภาระงานมาปะปนกับชีวิตประจำวัน และใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้ได้มากที่สุด 

เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้รวยล้นฟ้าแค่ไหน คุณก็ซื้อเวลาของเมื่อวานกลับมาไม่ได้

ที่มา:

https://humanact.org/time-poverty-the-rising-cost-of-time-in-an-unequal-world/

https://moovitapp.com/insights/en/Moovit_Insights_Public_Transit_Index-countries

https://www.tomtom.com/traffic-index/ranking

https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2026/20260508093640_52540.pdf

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7688061/

Tags: , , , ,