ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชื่อของ ชอว์น ฮาโทซี กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนอีกครั้ง หลังเขาปรากฏตัวในซีรีส์ The Pitt (2025-ปัจจุบัน) ซีซันที่ 2 และหนังภาคต่อ Ready or Not 2: Here I Come (2026) ที่เพิ่งทำเงินไปอย่างน่าชื่นใจที่ 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสร้าง 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อันที่จริง คลื่นลมแห่งความนิยมในตัวเขาระลอกนี้ เพิ่งก่อตัวหลังซีรีส์ The Pitt ซีซันแรกออกฉาย โดยเขารับบทเป็น แจ็ค แอ็บบ็อต นายแพทย์แผนกฉุกเฉินเวรดึกในโรงพยาบาลพิตต์สเบิร์กห์ ทรอม่า เมดิคัล เซ็นเตอร์ ท่ามกลางสถานการณ์สุดโกลาหลของแผนกฉุกเฉิน แอ็บบ็อตมักมีท่าทีเยือกเย็นและอ่อนโยนเกือบตลอดเวลา 

ซีรีส์เล่าคร่าวๆ ว่าเขามีอดีตเป็นทหารผ่านศึกที่เคยต้องรับมือสถานการณ์เป็นตายหนักหนากว่าที่โรงพยาบาลหลายเท่าตัว และอีกด้าน การใช้ชีวิตเป็นทหารนานหลายปีทำให้เขาดูยึดติดกับความรุนแรง หรือความตื่นเต้นบางประการที่ชีวิตประจำวันให้ไม่ได้ และนั่นทำให้เขาใช้เวลาช่วงว่างเป็นแพทย์ประจำหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (SWAT) ของสหรัฐฯ 

ฮาโทซีเล่าว่า สมัยเด็กเขาไม่ได้เป็นอะไรอื่นมากไปเสียจาก ‘ตัวป่วนประจำชั้น’ หาทางทำกิจกรรมสารพัด รวมทั้งเป็นนักกีฬาตัวเขื่อง ตั้งวงดนตรี และแสดงละครเวทีกับเพื่อนๆ โดยงานแสดงแรกของเขาคือการทำท่าหกสูงบนเวทีเมื่อตอนเกรด 6  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ฮาโทซีตัดสินใจว่า หนึ่งในทิศทางที่เขาจะมุ่งหน้าไปนับจากนี้คือการเป็นนักแสดงอาชีพ

และนั่นก็ไม่ง่าย เช่นเดียวกับนักแสดงอีกหลายพันหลายหมื่นคนในสหรัฐฯ ฮาโทซีประเดิมงานแสดงด้วยหนังสั้นและบทสมทบเล็กจิ๋วที่ตัวละครไม่มีชื่อเสียด้วยซ้ำ ตลอดจนปรากฏตัวตามซีรีส์ออกฉายทางโทรทัศน์อยู่เนืองๆ ทั้งมีและไม่มีบทพูด หากแต่สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ยิ่งทำให้เขาตกหลุมรักการแสดงหมดหัวใจ

บทที่อาจเรียกได้ว่าเป็นบทแจ้งเกิดของฮาโทซีคือ แจ็ค ในหนังคอเมดี้ In & Out (1997) ที่พูดถึงการเป็นเกย์ในสังคมยุค 90s ได้อย่างน่าสนใจ หนังเล่าถึง โฮวาร์ด (เควิน ไคลน์) ครูสอนวรรณกรรมในโรงเรียนมัธยมผู้แสนสุภาพเรียบร้อย เขายังไม่เคยหลับนอนกับคู่หมั้นสาวด้วยความยึดมั่นเรื่องพรหมจรรย์ของทั้งคู่ และวางแผนจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า 

กระทั่งเมื่ออดีตนักเรียนคว้ารางวัลด้านการแสดงบนเวทีออสการ์ จากบททหารหนุ่มที่เป็นเกย์ โดยเขากล่าวอุทิศรางวัลให้โฮวาร์ดในฐานะที่เป็น ‘แรงบันดาลใจ’ จนทำให้สื่อมวลชนบุกมาที่โรงเรียนเพื่อสัมภาษณ์โฮวาร์ดทุกวี่ทุกวัน สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการพยายามพิสูจน์ว่าเขาเป็น ‘ชายแท้’ ที่เรียบร้อยเท่านั้น หากแต่ยิ่งฝืนพิสูจน์ตัวเอง เขากลับยิ่งตั้งคำถามต่อความปรารถนาลึกๆ ในใจมากขึ้นเรื่อยๆ

ฮาโทซีรับบทเป็นนักเรียนชายในชั้นเรียนของโฮวาร์ด และเป็นหนึ่งในคนที่ตั้งคำถามต่อเพศสภาพของคุณครู และแม้คำถามหลายคำถามของพวกเขาอาจจะฟังดูแสลงหูในขวบปีนี้ หากแต่มันก็จริงใจและฉายภาพที่สังคมในอดีตมองเกย์ โดยเฉพาะการเหมารวมว่าผู้ชายที่มีบุคลิกอย่างโฮวาร์ดอาจไม่เป็นชายแท้มากพอ 

และตัวละครนักเรียนชายจอมป่วนเหล่านี้ก็ทำหน้าที่ฉายภาพขั้วตรงข้าม หรือความเป็นชายที่พวกเขาเข้าใจต่อโฮวาร์ด มากไปกว่านั้น เมื่อโฮวาร์ดทำท่าจะเดือดร้อนจากสายตาของสื่อและโรงเรียน พวกเขาคือหนึ่งในคนที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อคุณครูอย่างสุดตัว

บทของฮาโทซีเป็นบทเล็กๆ ก็จริงอยู่ หากแต่มันทำให้เขาถูกพูดถึงไม่น้อย “ผมได้แสดงหนังร่วมกับ เควิน ไคลน์, โจแอน คูแซค และแม็ตต์ ดิลลอน เลยนะ แค่นี้ก็ยอดเยี่ยมจะตายไปแล้วน่า!”

และฮาโทซีได้รับบทเด่นมากขึ้นใน The Faculty (1998) หนังเฮอร์เรอร์รวมดาวนักแสดงวัยรุ่นประจำยุคของ โรเบิร์ต ร็อดริเกซ ว่าด้วยนักเรียนชั้นมัธยมปลายกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องเอาตัวรอดจากมนุษย์ต่างดาวที่เข้ามาแฝงตัวกัดกินผู้คนในโรงเรียน และหนทางในการปราบมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้คือการยัดยาเสพติดให้พวกมัน!

คอนเนอร์ (เอไลจาห์ วูด) เป็นช่างภาพไม่สู้คนของโรงเรียน เขามักถูกกลั่นแกล้งจนน่วมไปทั้งตัวตั้งแต่เช้า เขาทำงานให้ โพรฟิตต์ (จอร์ดานา บรูวสเตอร์) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ปากร้ายประจำชั้น เธอคบหากับ โรซาโด (ชอว์น ฮาโทซี) นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลของโรงเรียนที่ตั้งใจจะไปเรียนต่อ โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่า มิตเชลล์ (เคลีย ดูวัลล์) สาวสุดจะอีโมที่ทุกคนเข้าใจว่าเธอเป็นเลสเบี้ยน แอบชอบเขาอยู่ห่างๆ 

อีกด้าน ซีค (จอช ฮาร์ตเน็ตต์) นักเรียนหนุ่มหัวดีจอมขบถที่ซ้ำชั้นเพราะไม่เข้าเรียน ก็หารายได้พิเศษเป็นล่ำเป็นสันด้วยการขายยาเสพติดให้เพื่อน และเขาพบว่า ฮัตชินสัน (ลอรา แฮร์ริส) นักเรียนใหม่ผู้อ่อนโยนและดูไร้เดียงสา มีท่าทีชอบพอเขา โดยระหว่างนี้ คอนเนอร์พบว่าคุณครูบางคนดื่มน้ำเยอะอย่างน่าประหลาด มิหนำซ้ำ พฤติกรรมก็ผิดไปจากเดิมราวกับเป็นคนละคน หากแต่เขาก็จนปัญญาจะพิสูจน์ความผิดปกติเหล่านี้

แม้จะดูเหมือนว่าพล็อตหนังของ The Faculty ไม่มีอะไรใหม่ ค่าที่มันเดินเรื่องตามสูตรสำเร็จหนังเฮอร์เรอร์ในเวลานั้นเกือบทุกข้อ ไม่ว่าจะมีตัวละครไม่สู้คน สาวใจกล้าบ้าบิ่น นักกีฬาสาวน้อยผู้อ่อนแอ ไปจนถึงหนุ่มรูปหล่อมุทะลุ แต่อันที่จริงแล้ว บทหนังถูกเขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี 1990 แต่ไม่มีสตูดิโอที่ไหนเห็นว่ามันน่าสนใจมากพอ กระทั่งความสำเร็จของ Scream (1996) ที่ทำให้สตูดิโอฮอลลีวูดหลายแห่งเห็นว่า หนังเฮอร์เรอร์สูตรสำเร็จที่ว่าด้วยเรื่องวัยรุ่นหนีตาย เป็นหนังทำเงินมาแรงของยุค

และแม้บทนักกีฬาโรงเรียนจะสุดคูลมากแค่ไหน แต่ฮาโทซีเล่าว่า บทที่เขาอยากแสดงคือบทคอนเนอร์ เด็กติ๋มๆ ที่ เอไลจาห์ วูด คว้าไปครองต่างหาก “ผมออดิชันบทนั้นเลยนะ และผมว่ามันเป็นบทที่เจ๋งสุดๆ น่าจะต่างไปจากบทเดิมๆ ที่ผมเคยแสดง ไม่รู้สิ ผมว่ามันเจ๋งจะตายไป แต่หลังจากที่ผมได้เจอ โรเบิร์ต ร็อดริเกซ ผู้กำกับของเรา เขาก็เสนอบทนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลให้ผม ขณะที่ผมได้แค่บอกว่า ไม่รู้เหมือนกันนะว่าผมจะแสดงได้ไหม เพราะหมอนี่ดูไม่มีอะไรเหมือนผมเลย ผมว่ามันคงออกมาดูไม่น่าเชื่อถือมั้ง แบบว่าคนคงไม่คิดว่าผมดูเหมือนนักกีฬาเท่าไร เพราะงั้นมันเลยท้าทายสำหรับผมพอสมควร”

ความรุ่งโรจน์ดูจะพุ่งเข้าหาฮาโทซีหลังจากนั้น เพราะเขาได้รับบทนำในหนังโรแมนติกคอเมดี้ Outside Providence (1999), บทสมทบที่น่าจดจำจาก Anywhere But Here (1999) แต่ดูเหมือนเขาจะพบว่าตัวเองชอบปรากฏตัวในซีรีส์มากกว่า และหนึ่งในซีรีส์ที่เขาวนเวียนอยู่ด้วยบ่อยที่สุดคือแฟรนไชส์ Law and Order (1990) ซีรีส์สืบสวนยอดฮิตของอเมริกา โดยเขาแสดงบทรับเชิญมาตั้งแต่ Law & Order ตอน Savior (1996) ตามมาด้วย Law & Order: SVU (2012), Law & Order (2023)

“ปี 1996 หนึ่งในงานแสดงแรกๆ ของผมคือซีรีส์ Law and Order ผมยังเด็กมากเลย ตื่นตาตื่นใจไปกับทุกอย่างรอบตัว พร้อมเสี่ยงหมดหน้าตัก ได้ร่วมงานกับ เจอร์รี ออร์แบช ผู้ยิ่งใหญ่ และนักแสดงร่วมรับเชิญสมัยวัยรุ่นคือ เอลเลน ปอมเปโอ 

“มันเป็นแบบนี้แหละ ผมออกล่าฝันในการเป็นนักแสดง และออกเดินทางไปพร้อมกับนักแสดงหนุ่มสาวนับไม่ถ้วน Law & Order ถือเป็นก้าวที่สำคัญสำหรับพวกเรามากจริงๆ”

แต่ซีรีส์ที่เป็นภาพจำของฮาโทซีเรื่อยมาคือ Animal Kingdom (2016-2022) ซีรีส์อาชญากรรมที่ดัดแปลงมาจากหนังออสเตรเลียชื่อเดียวกันเมื่อปี 2010 

เล่าถึงครอบครัวหนึ่งที่ประกอบอาชีพเป็นอาชญากรทั้งบ้าน สเมิร์ฟ (เอลเลน บาร์คิน) เป็นนายหญิงใหญ่ของบ้าน คอยดูแลและบงการสมาชิกในการออกปล้นแต่ละครั้ง เธอเข้มงวด ไม่เป็นมิตร และเหลี่ยมจัด หาตัวจับยาก บาซ (สก็อตต์ สปีดแมน) ลูกชายบุญธรรม เป็นเสมือนหัวเรือในการพาบรรดาลูกชายของสเมิร์ฟออกปฏิบัติการ และแม้เขาจะภักดีต่อเธอมากแค่ไหน แต่มีบางช่วงบางจังหวะ ที่เขาสงสัยในความแม่นยำและหลักการของแม่เลี้ยงตัวเอง

อีกทั้งยังมี โป๊ป (ชอว์น ฮาโทซี) ลูกชายคนโตของสเมิร์ฟ ที่มีภาวะย้ำคิดย้ำทำและเพิ่งออกจากคุกด้วยคดีปล้นธนาคาร เขาหมกมุ่นอยู่กับความคิดปลิดชีวิตตัวเองหลายต่อหลายครั้ง เคร็ก (เบน ร็อบสัน) ลูกชายคนกลางผู้เอาแน่เอานอนไม่ได้ และตกหลุมรักชีวิตที่มีแต่ความเสี่ยงสุดหัวใจ ดีแลน (เจค เวียรี) น้องคนเล็กของบ้านที่พยายามเอาตัวออกห่างจากครอบครัวตลอดเวลา และครอบครัวของพวกเขาก็เริ่มยุ่งยากเมื่อ เจ (ฟินน์ โคล) หลานชายของสเมิร์ฟก้าวเข้ามาอยู่ในครอบครัว ความหวาดระแวงต่อกันจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหมู่พวกเขา

“ผมคิดว่าตัวละครดีๆ น่ะล้วนแล้วแต่มีบาดแผลทั้งนั้น” ฮาโทซีพูดถึงตัวละครโป๊ป “สิ่งที่ทำให้โป๊ปเป็นที่รักคือเขาเป็นคนซื่อสัตย์และมุ่งมั่นจะทำทุกวันให้ได้ดีที่สุดเสมอ ผมว่ามันก็ชวนใจสลายนะที่เขาไม่อาจทำอย่างที่เขาตั้งใจได้เท่าไร”

คงไม่เกินเลยหากเราจะบอกว่า การแสดงของฮาโทซีทำให้ตัวละครที่ดูอำมหิตและดุดันที่สุดคนหนึ่งของบ้าน ดูมีเหลี่ยมมุมอ่อนไหวและเป็นมนุษย์ “ผมทำงานอย่างหนักเพื่อดึงความเป็นมนุษย์ออกมาจากตัวเขาให้มากที่สุดน่ะ ในบทไพล็อต ผมคิดว่าตัวละครนี้เป็นปีศาจไปแล้วประมาณ 95% นะ แต่ผมว่าคนเขียนบททุกคนเข้าใจตรงกันดีว่า เมื่อตัวละครเข้าใจความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ในอารมณ์ตัวเอง จะทำให้เขากลายเป็นตัวละครที่มีมิติและน่าสนใจขึ้นมาได้

“สิ่งสำคัญคือ ผมคิดว่าโป๊ปเป็นคนที่รับภาระในการจัดการเรื่องเลวร้ายที่คนในครอบครัวคนอื่นไม่อยากรับมือน่ะ และนี่แหละคือภาระ คือหน้าที่ของเขา”

Animal Kingdom ยังทำให้ฮาโทซีได้รับบทบาทในการกำกับครั้งแรกด้วย โดยงานกำกับของเขาเริ่มครั้งแรกในซีซันที่ 3 เมื่อปี 2018 “เวลาผมมองศิลปินที่ผมเคารพ ไม่ว่าจะ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด, ฌอน เพนน์, จอห์น แคสซาเวเตส, ออร์สัน เวลส์ และรอน โฮวาร์ด พวกเขาล้วนเป็นนักแสดงที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย ผมเองก็ทำงานนี้มาตั้งแต่อายุ 12 เพราะงั้นผมเลยแกร่วอยู่ในกองถ่ายเกือบตลอดเวลา เห็นกระบวนการทำงานตั้งแต่เด็ก และนี่แหละที่ทำให้ผมมั่นใจและเข้าใจอะไรต่อมิอะไรในกองถ่าย เหมือนมันเป็นธรรมชาติในตัวไปแล้ว”

The Pitt คือซีรีส์ที่ทำให้ฮาโทซีถูกพูดถึงอีกครั้ง บทของแอ็บบ็อตที่แม้จะดูเยือกเย็นและอ่อนโยน หากแต่แฝงไปด้วยน้ำเสียงของความเหนื่อยล้า สลับกับการโหยหาความรุนแรงบางประการในชีวิตตลอดเวลา และโดยเฉพาะกับซีซันสอง ที่เขาเป็นเสมือนพื้นที่แห่งการปลอบประโลมใจของ ร็อบบี (โนอาห์ วายลี) แพทย์อาวุโสประจำโรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะเครียดจัดรุนแรง และมีแนวโน้มอยากทำร้ายตัวเองอยู่เนืองๆ 

The Pitt นี่ทำให้คนแห่ไปดูงานเก่าๆ ของผมเยอะขึ้นมา พวกเขารักแอ็บบ็อตและอยากกลับไปดู Animal Kingdom ดูผมแสดงเป็นไอ้โรคจิตที่มีเงื่อนปมเรื่องแม่ในใจ” ฮาโทซีบอกอย่างอารมณ์ดี และก็อีกเช่นกัน ที่ตัวละครแอ็บบ็อตเป็นที่รักและมีมิติมากกว่าการเป็นแค่แพทย์ในแผนกฉุกเฉิน ก็เนื่องมาจากการออกแบบตัวละครของฮาโทซีส่วนหนึ่ง 

“ผมพยายามใส่มิติแห่งความหวังลงไปในตัวละครที่เล่นเสมอแหละ โดยที่ความหวังนั้นไม่ได้มีรากมาจากความดำมืดใดๆ ด้วย ผมคิดว่าคนชั่วช้าทุกคนบนโลก ซึ่งมีอยู่เยอะแยะทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ไม่ได้เกิดมาเลวโดยธรรมชาติ แต่เขาเติบโตมาในพื้นที่ซึ่งเขาเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นเป็นสิ่งดีแล้ว 

“กับแอ็บบ็อต การใส่ความหวังลงไปในตัวละครนี้ไม่ยากเลย เพราะเขาปรากฏตัวพร้อมความหวังเสมอ อย่างที่เห็นในซีซันแรกเอพิโซด 12 ที่เขาโผล่มาพร้อมถุงเลือด กับการบริจาคเลือดตัวเองทั้งที่กำลังผ่าตัดอยู่แท้ๆ แล้วเราไม่ได้ยัดเยียดกับคนดูว่า แอ็บบ็อตเป็นคนแบบไหน เราแค่เห็นด้านนี้ของเขาตอนเขากำลังผ่าตัดคนไข้อยู่ ตอนนั้นแหละที่ผมคิดว่า ผมรักตัวละครนี้เป็นบ้าเลย”

ซีรีส์ยังเฉลยในท้ายซีซันแรกว่า แอ็บบ็อตเสียขาและต้องใส่ขาเทียมตลอดเวลาในการเข้าเวรที่โรงพยาบาล “มันทำให้คนดูตกใจแหละ และทำให้ตัวละครใหม่ๆ ที่เพิ่งรู้จักแอ็บบ็อตตกใจด้วย” ฮาโทซีเล่า “นี่สำคัญนะ ทีมงานคุยกันตลอดว่า แอ็บบ็อตควรเดินกะเผลกไหม แต่สุดท้ายเราก็ตกลงกันว่า อยากให้การถ่ายทอดเรื่องขาเทียมของเขาเป็นสิ่งที่ทำให้คนดูประหลาดใจมากกว่า และที่สำคัญ ผมคิดว่าแอ็บบ็อตไม่ใช่คนที่จะนิยามได้ด้วยความพิการของเขา ตัวตนของเขาไม่ใช่เรื่องนี้ แอ็บบ็อตเป็นแพทย์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในแผนกฉุกเฉิน มีประสบการณ์การเป็นแพทย์ทหารมาก่อน และมีพรสวรรค์ในหน้าที่การงานของตัวเองสุดๆ นั่นแหละที่จะนิยามเขา”

และท่ามกลางสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งการกราดยิงในซีซันแรก หรือเหตุจลาจลจากการฉลองวันชาติสหรัฐฯ ในซีซัน 2 แอ็บบ็อตเป็นตัวละครที่รับมือกับความเครียดเขม็งได้ดีที่สุด ส่วนหนึ่งก็เพราะเขามีพื้นฐานที่เคยประจำการอยู่ในสนามรบมาแล้ว “ผมคิดว่าแอ็บบ็อตไม่ใช่คนที่จะสติแตกเวลาเจอเรื่องพวกนี้ เพราะเขาเคยเจอสิ่งที่เลวร้ายกว่านี้มาแล้ว ถ้าหมอนี่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวสติแตกแม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างคงแย่ลงมาก”

ความยอดเยี่ยมและโดดเด่นของฮาโทซี ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงรับเชิญชายยอดเยี่ยม ซีรีส์ประเภทดราม่าจากเวทีเอ็มมี (ออสการ์สำหรับซีรีส์) และเขายังได้กำกับ 1 เอพิโซดด้วย นั่นคือเอพิโซด 9 ซึ่งสถานการณ์โกลาหลสุดขีด จอห์น เวลส์ โปรดิวเซอร์ของซีรีส์ ถามฮาโทซีว่าเขาอยากลองกำกับเอพิโซดใน The Pitt บ้างหรือไม่ และคำตอบแรกของฮาโทซีคือความลังเล อันเนื่องมาจากเงื่อนไขสำคัญที่ว่าเขาต้องแสดงด้วย 

และอีกอย่างคือความหฤโหดของงานกำกับ The Pitt ที่ส่วนใหญ่แล้วเคลื่อนกล้องแบบแฮนด์เฮลด์ไม่บันยะบันยัง รวมถึงมักลากกล้องลองเทคอยู่เนืองๆ “ผมเลยตอบไปว่า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเป็นทั้งแอ็บบ็อต และเป็นทั้งผู้กำกับไปพร้อมกันได้ไหม แต่พอกลับมาบ้าน ก็สงสัยว่านี่ตัวเองเพิ่งปฏิเสธงานไปหรือเปล่านะ ผมเลยโทรศัพท์หาจอห์น บอกว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่อยากกำกับนะ อย่างไรก็ตาม ตอนถ่ายทำซีซันที่ 2 มีผู้กำกับติดธุระมากำกับไม่ได้ และโอกาสที่ว่านั้นก็ตกมาถึงมือผมแทน

“แต่มันก็ไม่ง่ายหรอกนะ บทถูกเขียนขึ้นใหม่ก่อนหน้าวันกำกับไม่กี่วัน แถมทั้งเส้นเรื่องยังว่าด้วยการสำรวจบาดแผลทางจิตใจของตัวละครด้วย แถม ไอซา บริโอเนส (รับบทเป็นซานโตสในเรื่อง) ก็ต้องเข้าผ่าตัดไส้ติ่ง แต่ตัวละครของเธอมีบทเยอะเลย ดังนั้นเราเลยต้องถ่ายเรียงตามลำดับเวลาเพื่อให้เธอเข้ามาถ่ายซ่อมทีหลังได้ง่ายๆ น่ะ”

ผลงานการกำกับของฮาโทซีได้รับคำชมเชยไม่น้อย โดยเฉพาะการสำรวจประเด็นผู้ป่วยอย่างเข้าอกเข้าใจ (โดยเขาบอกว่า โชคยังดีที่บทแอ็บบ็อตมีไม่มากนักในเอพิโซดนั้น เขาจึงทุ่มเทให้งานกำกับได้มากกว่า) และไม่ว่าจะอย่างไร ฮาโทซีก็บอกว่า The Pitt ทำให้คนหันกลับมาสนใจงานแสดงของเขาอีกครั้ง มิหนำซ้ำ มันยังเปิดประตูให้เขาได้ลองรับงานแสดงภาพยนตร์เรื่องใหม่ๆ หลังจากที่ห่างหายมาสักพัก หนึ่งในนั้นคือ Ready or Not 2: Here I Come ที่เขาบอกอย่างอารมณ์ดีว่า “ทีมงานเป็นแฟนคลับซีรีส์ The Pitt และเขานัดแคสติงผมเพราะดูซีรีส์ The Pitt นี่แหละครับ!”

Tags: , , , , , , , ,