สิ่งที่ดูจะเป็นเครื่องยืนยันความวิตกจริตหลัง NAZA (2026) สารคดีที่สำรวจกระบวนการที่กองทัพอิสราเอลสังหารชาวปาเลสไตน์ในกาซา คือทีท่าของ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่หัวเสียถึงขีดสุด ถึงขั้นประกาศออกหมายล่าทหารอิสราเอลที่ให้สัมภาษณ์ในสารคดี
ทั้งนี้ ตัวสารคดีกำกับโดย ยูวัล อับราฮัม (Yuval Abraham) และราเชล เซอร์ (Rachel Szor) คนทำหนังชาวอิสราเอลที่เคยร่วมกำกับ No Other Land (2024) ซึ่งคว้ารางวัลสารคดียอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์เมื่อปีก่อน โดยใน NAZA ทั้งอับราฮัมและเซอร์สัมภาษณ์ทหารจากกองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defense Forces: IDF) ที่มีส่วนสำคัญในการสังหารประชาชนชาวปาเลสไตน์ในกาซา เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังวิพากษ์วิจารณ์รัฐอิสราเอลอย่างหนักหน่วงและตรงไปตรงมา ทำให้รัฐบาลอิสราเอลไม่พอใจ และประกาศวางแผนยกเลิกสัญชาติของผู้กำกับทั้งสองในฐานะก่อกบฏต่อรัฐ พร้อมกันนี้ พวกเขายังสร้างสารคดีความยาว 49 นาทีตอบโต้ในชื่อ NAZA: The Real Story (2026) ที่ก็แน่นอนว่า แก้ตัว (อย่างลุ่มๆ ดอนๆ) ต่อประเด็นทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในสารคดีของอับราฮัมและเซอร์
เนื้อหาของ NAZA ชวนสะเทือนใจ หนังสัมภาษณ์ทหารจากกองกำลังป้องกันอิสราเอลโดยปกปิดตัวตนของผู้ให้สัมภาษณ์ทุกทาง ด้วยการใช้โปรแกรมพิเศษดัดแปลงเสียงและใบหน้าของพวกเขา รวมทั้งถ่ายทำโดยจัดไฟให้เห็นเพียงเงาดำของผู้ให้สัมภาษณ์ กับฟุตเทจที่เป็นชีวิตสามัญของชาวอิสราเอลในห้องพัก หนังให้คนดูเฝ้ามองผู้คนเหล่านี้นั่งดูโทรทัศน์ เล่นเกม และทำอาหาร ผ่านหน้าต่างซึ่งเปิดกว้างในอาคารบ้านเรือนต่างๆ กับเสียงสุดสยองของนายทหารที่เล่าว่าพวกเขาวางแผนจะสังหารผู้คนอย่างไร
‘นาซา’ หรือ NAZA คือจำนวนพลเรือนที่ล้มตายในแต่ละครั้งที่อิสราเอลโจมตี ทางการอิสราเอลเลือกบัญญัติศัพท์ใหม่โดยเลี่ยงคำว่าผู้เสียชีวิตหรือคนตาย ในด้านหนึ่งจึงสร้างความรู้สึกเหินห่าง เป็นอื่น และรู้สึกราวกับอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ในสำนึกของทหารอิสราเอล ขณะเดียวกัน หนังก็ถ่ายทอดกระบวนการสังหารที่คิดมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนซึ่งชวนให้หดหู่ใจอย่างยิ่ง กล่าวคือ การโจมตีประชาชนในกาซาไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ทว่าผ่านการคิด การออกแบบ และการวางแผน โดยมีเป้าหมายคือการทำลายให้ได้มากที่สุด
กระบวนการทำหนังเช่นนี้ชวนนึกถึง The Act of Killing (2012) ซึ่งเล่าเรื่องโศกนาฏกรรมใหญ่ในอินโดนีเซีย ที่ผู้กำกับให้มือสังหาร ‘ที่ภาคภูมิใจกับวีรกรรมของตัวเอง’ มา ‘แสดง’ การฆ่าใหม่อีกครั้ง เพียงแต่น้ำเสียงของทหารใน NAZA ที่ผู้กำกับสัมภาษณ์ ไม่ใช่น้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจ และว่าไปก็อาจไม่ใช่ความรู้สึกผิด แต่เป็นความสับสนต่อระบบศีลธรรม หลายคนจึงตอบคำถามด้วยความลักลั่นย้อนแย้งอยู่ในที
“คนที่มาให้สัมภาษณ์ แต่ละคนก็มีเป้าหมายแตกต่างกันไปน่ะ” อับราฮัมบอก “บางคนเขาก็ไม่ได้ละอายใจหรอก ภูมิใจกับความสำเร็จและความเก่งกาจด้านการงานของตัวเองก็มี อย่าลืมว่าคนพวกนี้ทำงานในประเด็นอ่อนไหวสุดๆ ไม่ค่อยมีคนไปถามพวกเขาหรอกว่าพวกเขาทำอะไร เพราะฉะนั้นความสงสัยของพวกเรานี่แหละ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้พวกเขาเอ่ยปากพูด
“แล้วความรู้สึกผิด ความตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองทำ จนถึงอารมณ์ต่างๆ มันก็มีหลายระดับนะ” เซอร์เล่า “คุณจะเห็นลำดับขั้นทางอารมณ์ที่หลากหลายผ่านเจ้าหน้าที่และทหารเหล่านี้ได้หมดเลย แล้วพูดก็พูดนะ ตอนที่เราเริ่มทำหนังเรื่องนี้ เรื่องความรู้สึกของพวกเขาไม่ได้อยู่ในความสนใจเราเท่าไรหรอก เพราะประเด็นหลักที่เราสนใจคือ อยากให้พวกเขาบรรยายระบบที่กองทัพใช้มากกว่า ระบบแห่งการสังหารน่ะ”
ทีท่าและน้ำเสียงของ NAZA ค่อนข้างระมัดระวัง ฟุตเทจส่วนใหญ่จึงมีเพียงภาพชาวอิสราเอลที่ใช้ชีวิตและชมข่าวสาร เห็นได้ชัดว่าหนังหลีกเลี่ยงที่จะใช้ฟุตเทจจากภาพการทำลายล้างในกาซา ด้านหนึ่งคงเป็นเพราะคนทำหนังทั้งสองตระหนักดีว่าตัวเองเป็นชาวอิสราเอล และคงไม่เหมาะสมหากจะหยิบความเจ็บปวดของเหยื่อชาวปาเลสไตน์มาเล่าในสารคดีทั้งเรื่อง ขณะที่ No Other Land (2024) หนังที่พวกเขาร่วมกำกับนั้น ยังมีคนทำหนังชาวปาเลสไตน์ร่วมกำกับหลายคน หนึ่งในนั้นคือ บาเซล แอดรา (Basel Adra) คนทำสารคดีชาวปาเลสไตน์ซึ่งเป็นคนถือกล้อง และเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการบุกรุกของทหารอิสราเอล
No Other Land เป็นหนึ่งในสารคดีที่ฉายภาพความรุนแรงที่รัฐอิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์อย่างถึงเลือดถึงเนื้อ ผ่านสายตาของแอดราและชาวบ้านในเขตเวสต์แบงก์ ที่ถูกกองกำลังอิสราเอลเข้ามาทุบทำลายบ้านเรือน (ในความหมายว่าทุบทำลายจริงๆ เช่น ใช้รถและเครื่องมือหนักทุบทิ้ง)
ผู้คนส่วนใหญ่ในเขตเวสต์แบงก์พยายามยืนหยัดต่อสู้กับทหารที่มาเยือนพร้อมอาวุธหนักเหล่านี้ ด้วยการตั้งคำถาม ต่อต้าน และยืนหยัดจะอยู่ในพื้นที่ของตน แม้จะกลายเป็นคนไร้บ้านในชั่วข้ามคืน และแอดราก็บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ เขาสนทนากับชาวบ้านที่ยังต้องใช้ชีวิตต่อไป ด้วยการหอบเอาสิ่งที่ยังพอหลงเหลือจากการทำลาย ไปใช้ชีวิตในเพิงเล็กๆ ที่เพิ่งสร้าง หรือแม้แต่บางครอบครัวไปพำนักในถ้ำมืดๆ ที่ทั้งเล็กแคบและชื้น ไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าใช้
บ่อยครั้งสารคดีฉายภาพการเผชิญหน้าระหว่างชาวบ้านกับทหาร หรือแม้แต่ทหารกับอับราฮัม ผู้กำกับชาวอิสราเอลที่ลงพื้นที่ไปจับจ้องพฤติกรรมป่าเถื่อนของนายทหารเหล่านี้ อีกด้านหนึ่ง หนังก็เล่าถึงความเป็นอื่นของอับราฮัมในฐานะชาวอิสราเอล ท่ามกลางชาวปาเลสไตน์ที่กำลังเดือดร้อนและตกเป็นเหยื่อ เพื่อนสนิทของเขาอย่างแอดราเดินทางอย่างยากลำบาก ถูกกระทำทั้งร่างกายและสภาพจิตใจ ขณะที่เขาในฐานะพลเมืองอิสราเอล กลับใช้ชีวิตได้อย่างเสรี สารคดีจึงมีส่วนเสี้ยวหนึ่งที่ดูราวกับว่า อับราฮัมก็เป็นซับเจกต์ที่หนังกำลังสำรวจเสียเอง ในฐานะชาวอิสราเอลที่ต่อต้านการกระทำของเนทันยาฮู และรู้สึกผิดต่อชาวปาเลสไตน์ทั้งปวง
และอย่างที่หลายคนทราบ No Other Land คว้ารางวัลสารคดียอดเยี่ยมจากออสการ์ได้ก็จริง ทว่าชะตากรรมของคนทำหนังและชาวปาเลสไตน์ก็ยังบอบช้ำและถูกกระทำโดยอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อกลางปีที่แล้ว ฮัมดัน บัลลัล (Hamdan Ballal) หนึ่งในผู้กำกับร่วมชาวปาเลสไตน์ ถูกกองทัพอิสราเอลบุกจับและทำร้ายถึงในบ้าน หลังหนังได้รับรางวัลไม่นาน 
หนังสารคดีอีกเรื่องหนึ่งที่สำรวจความรู้สึกผิดบาปสับสนของทหารอิสราเอลคือ Waltz with Bashir (2008) ซึ่งเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมโดย อาริ โฟลแมน (Ari Folman) คนทำหนังชาวอิสราเอล ซึ่งงานของเขามักสำรวจประวัติศาสตร์และความรู้สึกของชาวอิสราเอล อันจะเห็นได้จาก Made in Israel (2001) หนังสุดเหวอที่เล่าเรื่องลูกหลานชาวยิวที่รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และส่งมือสังหารย้อนกลับไปยังอดีต เพื่อเอาตัวนาซีมาขึ้นศาลพิพากษาในยุคสมัยของเขา และ Where Is Anne Frank (2021) แอนิเมชันเหนือจริงที่เล่าเรื่องของ คิตตี้ เพื่อนในจินตนาการของ แอนน์ แฟรงก์ หนึ่งในเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีต โดยเธอเขียนถึงคิตตี้ไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวของเธอ โดยแอนิเมชันเล่าเรื่องผ่านสายตาของคิตตี้ที่ออกเดินทางจากสมุดเพื่อตามหาว่า เกิดอะไรขึ้นกับแอนน์ แฟรงก์
Waltz with Bashir ก็เป็นแอนิเมชัน ทว่าทั้งงานภาพและประเด็นกลับหนักหน่วงอย่างที่สุด โดยโฟลแมนสัมภาษณ์ โบอาซ เพื่อนคนหนึ่งที่เล่าว่า หลังๆ เขาฝันร้ายว่ามีหมาบ้า 26 ตัวออกไล่ล่าเขาในเทลอาวีฟ พร้อมกับทำลายข้าวของไปตลอดทั้งทาง ภายหลังเขาอธิบายว่า สงครามเลบานอนในปี 1982 ทหารทุกนายในหน่วยที่โบอาซประจำการรู้ดีว่าสังหารคนไม่ได้ เพื่อนๆ จึงมอบหมายหน้าที่ให้เขาสังหารหมาในหมู่บ้านที่พวกเขาไปบุกรุกแทน เพื่อไม่ให้หมาพวกนั้นเห่าปลุกผู้คนในหมู่บ้าน และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม โบอาซจำหมาทั้ง 26 ตัวที่เขาสังหารได้ขึ้นใจ
เรื่องที่น่าประหลาดใจคือ ตลอดเวลาที่ฟังเรื่องจากโบอาซ โฟลแมนกลับจดจำรายละเอียดอย่างอื่นที่เกิดขึ้นในกองกำลังอิสราเอลไม่ได้เลย และนี่เองที่เป็นหัวใจสำคัญของ Waltz with Bashir เมื่อโฟลแมนตัดสินใจสำรวจความรู้สึกผิดและภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) ของทหารอิสราเอล เมื่อความรู้สึกผิดต่อการสังหารหมู่ชาวบ้านทำให้สภาวะจิตใจของหลายคนบิดเบี้ยว และเลือกจะ ‘แปลงสาร’ ความทรงจำด้วยการทำให้ลืม หรือแม้กระทั่งทำให้เหตุการณ์พร่าเลือน และไม่ว่าจะอย่างไร Waltz with Bashir ก็เป็นหนึ่งในหนังที่ฉายให้เห็นผลกระทบของสงครามที่รุนแรงเกินกว่าจะเห็นด้วยตาเปล่า
“ผมเข้าใจได้ถ้าจะมีผู้ชายที่ดูหนังแล้วมาบอกเล่าความเลวร้ายของสงครามให้ผมฟัง แต่ที่ไม่คาดคิดคือ มีผู้หญิงหลายคนที่ดู Waltz with Bashir แล้วพบว่า มันเป็นหนังเรื่องแรกที่แสดงให้พวกเธอเห็นความรุนแรงของสงคราม” โฟลแมนบอก “ไม่ใช่ว่าพวกเธอไม่เคยดูหนังสงครามมาก่อนหรอก แต่พวกเธอไม่เคยเข้าใจประสบการณ์ของการอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น นี่อาจเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้พวกเธอเข้าใจสามี ลูกชายของตัวเอง และเด็กๆ ที่วันหนึ่งอาจถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร”
5 Broken Cameras (2011) สารคดีร่วมทุนสร้าง 4 สัญชาติ (อิสราเอล ดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์) เข้าชิงออสการ์สาขาสารคดียอดเยี่ยม จับจ้องไปยังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในเขตเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลพยายามเข้ายึดครอง หนังกำกับโดย เอมัด เบอร์นัต (Emad Burnat) คนทำสารคดีและชาวไร่ชาวปาเลสไตน์ และกาย ดาวิดี (Guy Davidi) คนทำหนังชาวอิสราเอล โดยเบอร์นัตถ่ายฟุตเทจเกือบทั้งหมด เขาซื้อกล้องตัวแรกในปี 2005 เพื่อบันทึกภาพลูกชายคนเล็กของเขาที่กำลังลืมตาดูโลก ขณะเดียวกัน กล้องตัวนี้ก็เป็นเครื่องมือที่เขาใช้บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ตลอดจนดาวิดีที่ร่วมเดินขบวนต่อต้านการรุกรานของอิสราเอลในหมู่บ้านของเบอร์นัต ในเวลาต่อมาทั้งคู่ก็ตัดสินใจร่วมทำโปรเจกต์หนังด้วยกัน เพื่อสำรวจความรุนแรงที่รัฐอิสราเอลกระทำต่อผู้คนในเขตเวสต์แบงก์ รวมทั้งครอบครัวของเบอร์นัต
ฟุตเทจส่วนใหญ่ที่ปรากฏเป็นการถ่ายทำอย่างง่ายๆ และตรงไปตรงมาของเบอร์นัต ทั้งความงุนงงและขุ่นเคืองเมื่อเห็นชาวอิสราเอลทำลายสวนมะกอกของผู้คนในหมู่บ้าน โดยอ้างว่าพื้นที่ส่วนนั้นทับซ้อนอาณานิคมยิวของพวกเขา (!!) ทั้งยังสร้างกำแพงแบ่งเขตแดนที่กินพื้นที่คนในหมู่บ้านกว่า 60% ในปีต่อๆ มา ความรุนแรงยิ่งปรากฏตัวชัดขึ้น เมื่อกองทัพและตำรวจอิสราเอลเริ่มใช้กำลังกับชาวบ้านและนักเคลื่อนไหวที่ออกมารณรงค์ต่อต้านการบุกรุกครั้งนี้ พร้อมกันนั้น เขาก็บันทึกการเติบโตของลูกชายไปด้วย ในด้านหนึ่ง 5 Broken Cameras จึงบอกเล่าช่วงวัยและการเติบโตของเด็กชายคนหนึ่งท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน และกล้องที่เสียหายไป 5 ตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นพังเพราะโดนกระป๋องแก๊สน้ำตาอัดใส่
“ก่อนปี 2005 ผมไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรนัก” เบอร์นัตเล่า “กระทั่งเมื่อผู้คนในหมู่บ้านเริ่มแสดงออกว่าต่อต้านการสร้างกำแพงแบ่งเขตแดน ผมก็ตัดสินใจว่าควรจะใช้กล้องบันทึกภาพเหล่านั้นไว้ และนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ผมก็บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ไว้มากมาย ทั้งการต่อสู้ การประท้วง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ รวมถึงชีวิตประจำวันในหมู่บ้าน ชีวิตของผมและลูกๆ
“กล้องพังเพราะกระป๋องแก๊สน้ำตาและกระสุนเยอะมาก มีกล้องตัวหนึ่งช่วยชีวิตผมไว้ด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นคือตอนที่ทหารยิงกระสุนมาทางผม 2 นัด ผมเลยยังเก็บกล้องตัวนั้นไว้เพื่อจดจำมันน่ะ กระสุนยังฝังอยู่ในกล้องอยู่เลย ส่วนกล้องตัวอื่นๆ ก็โดนกระป๋องแก๊สน้ำตาอัดใส่ ไม่ก็ถูกพวกทหารหรือพวกที่มารุกรานที่ดินเราฟาดเอา”
Tags: ภาพยนตร์, Documentary, ปาเลสไตน์, People Also Watch, No Other Land, Waltz with Bashir, NAZA, 5 Broken Cameras




