สงขลาอาจมีสถานที่มากมายให้เราออกเดินทางไปค้นหา แต่สำหรับคนรักหนังสือ บางครั้งจุดหมายสำคัญอาจเป็นเพียงห้องแถวเล็กๆ บนถนนยะหริ่ง สถานที่ที่ไม่มีป้ายชื่อร้าน ไม่มีเวลาเปิด-ปิด และการจะได้พบเจ้าของร้านอาจต้อง ‘พกดวงมาด้วย’

ที่แห่งนี้ไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่คนที่คุ้นเคยต่างเรียกกันว่า ‘ถ้ำหนังสือ’ ร้านซ่อมหนังสือ ทำหน้าที่ไม่ต่างจากคลินิกรักษาโรค ทั้งรับหนังสือที่ผ่านการใช้งาน หรือแม้แต่เล่มที่ดู ‘โคม่า’ มาดูแลและรักษาให้กลับมาเป็นหนังสือเล่มโปรดดังเดิม 

ผู้เขียนซึ่งมาเยือนสงขลาเป็นครั้งแรก จึงไม่อยากพลาดโอกาสทำความรู้จักสถานที่แห่งนี้ อยากรู้ว่าอะไรทำให้ใครบางคนเลือกใช้เวลาเพื่อซ่อมหนังสือเก่า 1 เล่ม เหตุใดหนังสือบางเล่มจึงมีค่ามากพอให้เจ้าของยอมตามหาช่างซ่อม ไปจนถึงคนที่อยู่เบื้องหลังพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ว่า เขามอง ‘หนังสือ’ แตกต่างจากเราอย่างไร

ผ่านการพูดคุยกับ หมั่น-ชาญชัย ยงรติกุล ช่างซ่อมหนังสือแห่งเดียวในจังหวัดสงขลา หรือนักเขียนผู้ใช้นามปากกา ‘หินสีครีม’ ว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการซ่อมบำรุงและดูแลรักษาหนังสือเล่มโปรดของคนอื่นกันแน่ 

จากหนังสือที่เขียน สู่หนังสือที่ต้องซ่อม

ถ้ำหนังสือแห่งนี้ถือเป็นร้านแห่งที่สองของชาญชัย หลังย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ราว 2 ปี ทว่าเส้นทางที่พาเขามาสู่งานทำและซ่อมหนังสือกลับยาวนานเกือบ 20 ปี

ก่อนมาซ่อมหนังสือ หมั่นเป็นนักเขียนและเดินทางมานานกว่า 10 ปี เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และนำมาใช้ในงานเขียน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาเริ่มเห็นว่าการทำตามความฝันเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงมองหางานที่ช่วยเลี้ยงตัวเองและยังเดินหน้าทำงานเขียนต่อไปได้

“ถ้าเรามุ่งไปกับความฝันเพียงอย่างเดียว โดยไม่มองความจริงที่ต้องขับเคลื่อนให้ความฝันเดินต่อไปได้ สุดท้ายความฝันก็อาจไปไม่ถึงไหน เลยคิดว่าเราควรมีงานหรือหน้าที่บางอย่างที่สามารถสร้างรายได้ แต่ก็ยังไม่หนีไปจากงานที่เราทำ ซึ่งก็คืองานสมุด งานซ่อม”

เขาเคยสนใจทั้งดนตรีและศิลปะ จนวันหนึ่งได้กลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนนักเขียน ทำหนังสือทำมือและออกบูทในงานสัปดาห์หนังสือ กระทั่งนำกระดาษที่เหลือจากการทำหนังสือมาทำเป็นสมุดบันทึก และพบว่างานทำมือเหล่านี้สามารถขายได้ จากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาต่อยอดมาเป็นงานซ่อมหนังสือในเวลาต่อมา

หนังสือและงานเขียนจึงเป็นเหมือนสิ่งที่นำทางเขามาสู่งานเหล่านี้

หนังสือแต่ละเล่มผ่านชีวิตมาไม่เหมือนกัน

หากการทำหนังสือคือการเริ่มจากศูนย์แล้วค่อยๆ สร้างขึ้นมา การซ่อมหนังสือกลับตรงกันข้าม หนังสือแต่ละเล่มผ่านชีวิตมาไม่เหมือนกัน บางเล่มโดนแดด บางเล่มเจอความชื้น บางเล่มถูกใช้งานมานับสิบปี ขณะที่บางเล่มอาจถูกเก็บไว้นานจนกระดาษเปราะ

การซ่อมหนังสือจึงต้องเริ่มจากการ ‘วินิจฉัย’ ก่อน เพราะต้องดูว่าหนังสือแต่ละเล่มผ่านอะไรมาบ้าง จากนั้นจึงค่อยดูว่าเสียหายตรงไหน รื้อได้หรือไม่ และจะประกอบกลับอย่างไร

“หนังสือแต่ละเล่มไม่เหมือนกัน แม้โครงสร้างจะคล้ายกัน แต่รายละเอียดของรอยฉีก รอยขาด หรือส่วนที่ชำรุดล้วนแตกต่างกัน การซ่อมจึงต้องใช้ทั้งเวลาและการคิดวิเคราะห์ งานนี้เหมือนการรักษาคนป่วย ต้องรู้ก่อนว่าเขาเจออะไรมาบ้าง จึงจะรู้ว่าควรรักษาอย่างไร”

หนังสือที่มาให้ซ่อมที่ร้าน มีตั้งแต่ชำรุดเล็กน้อยจนถึงเสียหายหนัก บางเล่มกระดาษเปราะจนเปิดไม่ได้ เพียงแตะก็ขาดติดมือ อย่างไรก็ตาม หนังสือในสภาพนี้อาจเกินกว่าการซ่อมทั่วไป หากต้องการรักษาให้กลับมาเหมือนเดิม จำเป็นต้องใช้กระบวนการและวัสดุเฉพาะทาง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ที่ร้านจึงเลือกทำเฉพาะหนังสือที่หายากและมีคุณค่าจริงๆ หรือเป็นหนังสือที่มีความหมายกับเจ้าของ

แม้บางครั้งค่าซ่อมอาจสูงกว่าราคาหนังสือ แต่สำหรับคนรักหนังสือก็คงเลือกที่จะรักษามันไว้

“บางเล่มไม่ได้มีคุณค่าแค่เพราะเป็นหนังสือ แต่มีความทรงจำของเจ้าของอยู่ในนั้น ถ้าเห็นว่าเจ้าของยังรักและผูกพันกับมัน เราก็อยากซ่อมให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง การซ่อมหนังสือถือเป็นการทำความเข้าใจชีวิตของหนังสือแต่ละเล่ม และช่วยพามันกลับไปหาเจ้าของในสภาพที่ดีขึ้น”

ความตั้งใจผ่านสมุดทำมือ ชั้นหนังสือที่คัดจากคนเคยอ่าน

นอกจากหนังสือที่นำมาฝากซ่อมแล้ว บนชั้นวางของร้านยังมีสมุดทำมือหลากขนาดและสีสัน ทั้งปกแข็งและปกอ่อน บางเล่มออกแบบปกลวดลายแปลกตา บางเล่มหุ้มด้วยผ้าย้อมมือ ขณะที่อีกมุมมีโปสการ์ดภาพวาดวางเรียงอยู่

เสน่ห์ของงานเหล่านี้คือไม่มีชิ้นไหนเหมือนกันเลย เพราะแต่ละเล่มผ่านการเลือกวัสดุ ออกแบบ และลงมือทำด้วยมือ จึงมีรายละเอียดเล็กๆ ที่แตกต่างกันไป 

ช่วงแรก ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนในแวดวงหนังสือ ก่อนจะค่อยๆ รู้จักกันมากขึ้นจากการบอกต่อ จนมีทั้งคนในสงขลาและคนจากที่อื่นเข้ามาใช้บริการ โดยสมุดทำมือมากกว่าครึ่งมักถูกซื้อไปเป็นของฝาก

“สิ่งที่ทำให้งานคราฟต์เหล่านี้มีคุณค่า อาจเป็นเพราะความรู้สึกที่คนทำใส่ลงไปในงาน ระหว่างทำเราต้องมีสมาธิและอยู่กับงานอย่างเต็มที่ พองานเสร็จ มันก็จะมีความรู้สึกบางอย่างติดออกไปด้วย เป็นงานคราฟต์ที่มีพลังงานที่ดี คนได้รับก็รู้สึกดี เลยกลายเป็นของที่คนอยากซื้อไปฝากและส่งต่อความประทับใจ”

นอกจากนั้น ที่นี่ยังมีหนังสืออีกจำนวนไม่น้อยให้เลือกดู ส่วนใหญ่เป็นงานกวีและวรรณกรรมที่ชาญชัยรู้จักและเคยอ่านมาก่อน รวมถึงมีงานเขียนของเขาวางอยู่ด้วย นอกจากนี้ ยังมีหนังสือบางส่วนมาจากสำนักพิมพ์ และเพื่อนนักเขียนนำมาฝากขาย

หนังสือแต่ละเล่มผ่านการคัดเลือกจากคนที่อยู่ในแวดวงหนังสือ โดยเลือกเล่มที่น่าสนใจและอยากส่งต่อให้คนอื่นได้อ่าน ทำให้หนังสือในร้านมีความหลากหลายและมีที่มาที่แตกต่างกันไป

เดินดูไปเรื่อยๆ อาจเจอหนังสือที่ไม่คุ้นชื่อ หรืองานของนักเขียนที่ไม่เคยอ่าน ให้ความรู้สึกคล้ายกำลังค้นหนังสือจากชั้นส่วนตัวของใครสักคน มากกว่าการเดินเลือกซื้อหนังสือในร้านอื่นๆ 

และถ้าหยิบเล่มไหนขึ้นมาแล้วเกิดสงสัยว่า ‘เล่มนี้เป็นอย่างไร’ ก็สามารถถามเจ้าของร้านได้ เพราะเขารู้จักหนังสือทุกเล่มเป็นอย่างดี

กว่าจะมาเป็นสมุดและหนังสือ 1 เล่ม

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ การได้เห็นกระบวนการทำงานของช่างซ่อมหนังสือ บรรยากาศจึงแตกต่างจากร้านหนังสือหรือร้านขายสมุดทั่วไป 

โดยปกติเราคุ้นเคยกับการเห็นหนังสือในสภาพสมบูรณ์แล้ว แต่ที่นี่ทำให้ได้เห็นหนังสือในอีกมุมหนึ่ง ตั้งแต่โครงสร้างภายในไปจนถึงขั้นตอนต่างๆ กว่าจะกลายเป็นหนังสือ 1 เล่ม ตั้งแต่การพับกระดาษ การเย็บกี่ทีละชุด ไปจนถึงประกอบเข้ากับปกอย่างประณีต

ชาญชัยเล่าว่า งานลักษณะนี้ต้องอยู่กับสิ่งที่ทำตรงหน้าอย่างเต็มที่ ทุกขั้นตอนต้องใช้เวลาและสมาธิ เพราะหากใจวอกแวกหรือคิดเรื่องอื่น งานก็อาจผิดพลาดได้

กว่าจะทำได้อย่างทุกวันนี้ เขาเองก็เรียนรู้จากการลองผิดลองถูก โดยช่วงแรกเริ่มจากการทำหนังสือทำมือแบบง่ายๆ ก่อนจะพัฒนามาสู่ปกแข็ง และถึงขั้นเคยรื้อหนังสือเก่าของปู่เพื่อศึกษาดูโครงสร้างด้านในว่า หนังสือถูกเย็บและประกอบขึ้นอย่างไร จากนั้นจึงนำสิ่งที่เห็นมาทดลองทำด้วยตัวเอง 

เขาใช้เวลาฝึกเย็บอยู่นานราวครึ่งปี แม้งานในช่วงแรกอาจยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่หนังสือทุกเล่มกลายเป็นบทเรียนที่ทำให้ค่อยๆ ปรับวิธีเย็บให้แน่นและละเอียดขึ้น จนพัฒนาเป็นรูปแบบการเย็บที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ร้านที่เปิด-ปิดตามจังหวะของเมืองเก่า

หลังจากพูดคุยกันไปพักใหญ่ เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนอดสงสัยไม่ได้คือเวลาเปิด-ปิดของถ้ำหนังสือ เพราะวันแรกที่มาถึงสงขลา ผู้เขียนตั้งใจจะแวะไปทักทายคุณหมั่น แต่กลับไม่พบ และเมื่อค้นหาใน Google Maps ก็ไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน 

เหตุผลที่ไม่มีเวลาเปิด-ปิดตายตัว เพราะวิถีชีวิตและงานซ่อมหนังสือของชาญชัยไม่สามารถยึดติดกับเวลาได้เป๊ะๆ บางวันเขาอาจมีธุระหรือออกไปทำงานข้างนอก ทำให้ไม่สามารถอยู่เฝ้าร้านได้ตลอด แต่หากวันไหนอยู่ร้านก็พร้อมต้อนรับคนที่แวะมา

ดังนั้นหากตั้งใจมาเยือนจริงๆ การนัดหมายล่วงหน้าจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด จะได้ไม่คลาดกัน 

“ถ้าคุณแวะมา อาจจะเจอ หรือบางทีอาจจะไม่เจอก็ได้ ซึ่งเป็นปกติ พอผมอยู่มา 12 ปี ผมรู้ว่าบริบทเมืองเป็นแบบไหน ถ้าเปิดร้านแล้วเฝ้าร้านทั้งวันทุกวัน ผมว่าไม่รอด 

“แต่มันก็จะมีช่วงของมันอยู่ เราต้องอ่านให้ออกว่าคนจะมาช่วงไหน ช่วงไหนที่เราควรผ่อน ช่วงไหนที่เราควรเตรียมรับ แล้วจัดเวลาและแรงของเราให้เหมาะกับจังหวะนั้น อย่างเสาร์-อาทิตย์หรือช่วงเทศกาล เราก็เปิดตั้งแต่เช้าไปถึงค่ำ แต่ช่วงไหนที่มันเงียบ ไม่มีอะไรเลย เราก็ปิดร้าน แล้วไปอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ หรือไปทำอย่างอื่นแทน”

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ปักหลักอยู่ที่เมืองเก่าแห่งนี้ เขามองว่าสงขลาเป็นทั้ง ‘เมืองอยู่อาศัย’ และ ‘เมืองสร้างสรรค์’ ผู้คนยังสืบต่อกิจการและวิถีของตัวเอง ขณะเดียวกันก็มีคนรุ่นใหม่เข้ามาสร้างกิจกรรมและงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เป็นเมืองเก่าที่มีชีวิตขับเคลื่อนอยู่

“เมืองนี้เหมาะกับการใช้ชีวิตและสร้างงาน เพราะเป็นเมืองที่มีจังหวะค่อนข้างช้า โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่เงียบ ทำให้มีพื้นที่สำหรับอ่าน เขียน และอยู่กับตัวเอง”

หากมาเที่ยวเมืองเก่าสงขลา ผู้เขียนอยากชวนให้ลองแวะเข้ามาที่ ‘ถ้ำหนังสือ’ เดินดูหนังสือ เลือกสมุดทำมือสักเล่มไว้จดบันทึก หรือซื้อกลับไปเป็นของฝาก สัมผัสบรรยากาศของร้านเล็กๆ แห่งนี้ด้วยตัวเอง

เพราะบางทีการได้เดินทางมาถึงสถานที่ที่ต้อง ‘พกดวงมาด้วย’ อาจทำให้คุณพบความประทับใจบางอย่างก็ได้

Fact Box

ร้านซ่อมหนังสือ สมุดทำมือ

เลขที่ 13 ถนนยะหริ่ง ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา 90000

เปิดให้บริการ ทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น (หากมีธุระควรโทรนัดหมายล่วงหน้า)

โทร.: 082-429-9196

https://maps.app.goo.gl/Voy9A9LdMyf8RGdr

9

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , ,