SEIZE THE MOMENT

HIGHLIGHTS:

  • บริษัท Arconic ได้เผยโฉมคอนเซ็ปต์การออกแบบตึกระฟ้าสุดไซไฟที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยพิบัติในโลกอนาคตโดยเฉพาะ นอกจากความสูงที่ทะยานเหนือฟ้าขึ้นไป 3 ไมล์ ตึกนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถดูดกลืนควันพิษและกรองอากาศได้จากพื้นผิวของอาคาร ด้วยนวัตกรรมวัสดุ EcoClean และเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ
  • ตึกระฟ้าแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญของบริษัทที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโลกอนาคตในปี 2026 ในการ์ตูนเรื่อง The Jetsons หรือ ครอบครัวเจ็ทสัน
  • การออกแบบตึกดูดควันอาจเป็นความหวังใหม่ของจีนที่ต้องเผชิญกับวิกฤตหมอกควันพิษที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนต้องประกาศยกระดับการเตือนภัยเป็นสีแดงในต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา
Photo: arconic.com
     ใครจะคิดว่าการ์ตูนแนวไซไฟ-อวกาศที่โด่งดังในยุค 90s ของบ้านเรา อย่าง The Jetsons หรือ ครอบครัวเจ็ทสัน จะสร้างแรงบันดาลใจให้บริษัทด้านเทคโนโลยี วิศวกรรม และวัสดุศาสตร์ เนรมิตตึกระฟ้าดีไซน์สุดล้ำขึ้นมาได้!?
     บริษัท Arconic ได้เผยโฉมงานออกแบบคอนเซ็ปต์ตึกกระจกสูงที่ตั้งทะยานโพ้นฟ้าขึ้นไปถึง 3 ไมล์ เล่นกับรูปทรงบิดพลิ้วของเรขาคณิตให้ดูล้ำสมัย เท่านั้นไม่พอ Arconic ยังอ้างว่าตึกระฟ้าแห่งนี้สามารถดูดกลืนควันและกรองอากาศบริสุทธิ์ได้ ด้วยความก้าวหน้าทางวัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ผสมกับความบ้าบิ่นอหังการของทีมนักออกแบบ นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร

ความหวังของการออกแบบตึกแห่งโลกอนาคตอยู่ที่วัสดุ
     เชอร์รี แมกเคลียรี (Sherri McCleary) หนึ่งในหัวหน้าฝ่ายวัสดุศาสตร์ได้ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่า Arconic ได้พัฒนาโปรเจกต์นวัตกรรมวัสดุ EcoClean ที่มีส่วนประกอบไทเทเนียมไดออกไซด์สำหรับเคลือบพื้นผิวอาคาร ทำให้อาคารสามารถทำความสะอาดตัวมันเอง กระทั่งดูดกลืนควันพิษและกรองอากาศบริสุทธิ์ได้!
     แมกเคลียรีอธิบายว่า EcoClean จะทำปฏิกิริยากับแสงอาทิตย์ ไอน้ำ และออกซิเจน เพื่อผลิตสารอนุมูลอิสระและดูดซึมสารพิษในอากาศ จากนั้น EcoClean จะขจัดคราบและสิ่งสกปรกออกไปได้ไม่ต่างจากการลอกเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป
     “นวัตกรรมนี้มีประโยชน์ทั้งในแง่ความสวยงาม การซ่อมบำรุง มันจะช่วยลดปริมาณสารพิษในอากาศและทำให้สภาพแวดล้อมของอาคารดียิ่งขึ้น”
     และถ้าหากมองข้ามโฉมหน้าสุดล้ำของตึกระฟ้าไปก่อน จะพบว่านี่คืองานออกแบบสถาปัตยกรรมที่ดูจะสอดรับกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะทีมงานตั้งใจเลียนแบบรูปทรงของธรรมชาติ แต่เน้นความแข็งแรงจากโครงสร้างภายใน เพื่อรับมือกับเฮอร์ริเคนและภัยพิบัติต่างๆ โดยเฉพาะ ทั้งยังนำระบบพลังงานความร้อนมาใช้ทดแทน ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ที่ก้าวหน้า สามารถรังสรรค์โครงสร้างจากวัสดุที่แข็งแรงและมีความยืดหยุ่นมากพอจะต้านทานแรงลมและสภาพอากาศแปรปรวนได้
     “เรากำลังค้นหาวัสดุที่เหมาะกับการพิมพ์ 3 มิติมากที่สุด เพื่อให้นักออกแบบกับสถาปนิกมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้นไปอีก”
     อันที่จริงคอนเซ็ปต์การออกแบบตึกระฟ้าสุดอลังการนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในแคมเปญยักษ์ ‘The Jacksons’ ของ Arconic ที่ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับโลกอนาคตแทบจะทุกด้าน โดยยกฉากหลักของปี 2062 ในการ์ตูน The Jetsons มาเป็นแรงบันดาลใจ เช่น รถเหาะ รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องบิน เทคโนโลยีด้านพลังงาน และการออกแบบภูมิทัศน์เมือง
 
Photo: www.studioroosegaarde.net
ตึกดูดควัน ความหวังในม่านหมอกควันพิษของจีน
     แม้ว่าในปัจจุบัน ตึกระฟ้าของ Arconic ยังเป็นแค่คอนเซ็ปต์ แต่ก็นับว่าเป็นไอเดียที่เจ๋งจนเราอดเชียร์ให้สร้างเสร็จไวๆ ไปด้วยไม่ได้ ที่สำคัญ นี่อาจเป็นความหวังใหม่ของจีนที่กำลังเผชิญวิกฤตหมอกควันพิษอย่างรุนแรง จนต้องประกาศยกระดับเตือนภัยหมอกควันเป็นระดับสีแดงมากถึง 32 เมือง ซึ่งนับว่ารุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ทางกรุงปักกิ่งประกาศปิดโรงเรียนหลายแห่ง งดการใช้รถยนต์ และให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ในอาคาร
     อันที่จริงจีนติดอันดับประเทศที่ประสบปัญหามลภาวะติดต่อกันมายาวนาน โรงงานอุตสาหกรรมที่เคยขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความมั่งคั่งอย่างบ้าคลั่ง ได้ย้อนกลับมาทำลายสุขภาพของแรงงานชาวจีนในวันนี้ จนถึงขั้นมีการบัญญัติคำศัพท์ใหม่ว่า ‘Airpocalypse’ ขึ้นในปี 2013 หลังจากพบว่ามีชาวจีนจำนวนมากที่เสียชีวิตจากสภาพอากาศเป็นพิษ จากการรายงานโดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษในจีนเฉลี่ย 400,000 คน/ปี และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 5.5 ล้านคนทั่วโลก/ปี จากปัญหามลพิษเช่นกัน
     นี่คือบทเรียนใหญ่ที่ทำให้จีนต้องหันมาประกาศทุ่มงบประมาณกับพลังงานหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูสภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของประชากร รวมถึงลดการใช้ถ่านหินลงในที่สุด
     อย่างไรก็ดี สถานการณ์หมอกควันพิษในจีนอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหญ่ที่น่าสะพรึงกว่านั้น รายงานจาก Nature ในปี 2015 ระบุว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ในศตวรรษที่ 21 มาจากมลภาวะทางอากาศที่คร่าชีวิตคนไปถึง 3 ล้านคนต่อปี และคาดว่าจำนวนดังกล่าวจะเพิ่มเป็นทวีคูณภายในปี 2050
     ก่อนหน้านี้ ดาน รูสการ์ด (Daan Roosegaarde) ผู้ก่อตั้งสตูดิโอรูสการ์ด สตูดิโอออกแบบชื่อดังจากเนเธอร์แลนด์ ได้พัฒนาโปรเจกต์ Smog Free Tower หรือเครื่องดูดฝุ่นยักษ์สูง 7 เมตร ที่สามารถดูดควันพิษได้ ร่วมกับทีมนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญในปี 2013 โดยอ้างว่าเจ้าเครื่องนี้สามารถดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน และฝุ่นละอองขนาด 10 ไมครอนได้มากกว่า 75% และจะปล่อยอากาศสะอาดออกมาแทนแบบ 360 องศา
     ในงาน Beijing Design Week 2016 ดาน รูสการ์ด และทีมงานได้เปิดตัว The Smog Free Project โดยนำ Smog Free Tower ไปจัดแสดงในพื้นที่เอาต์ดอร์แล้วนำฝุ่นที่ดักกรองได้ไปออกแบบเครื่องประดับ Smog Free Jewelry แน่นอนว่าโปรเจกต์ดึงดูดความสนใจจากชาวจีนได้ทันที โดยเฉพาะรัฐบาลจีน ตลอดระยะเวลาการจัดแสดงทั้ง 41 วัน ทางทีมงานสตูดิโอรูสการ์ดได้สรุปว่า Smog Free Tower ได้ดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไม่ต่ำกว่าพันล้านอนุภาค และกำลังสานต่อโปรเจกต์นี้ในสเกลที่ใหญ่ขึ้นร่วมกับรัฐบาลจีนโดยตรง
     นี่คือแนวโน้มการออกแบบที่เราจะพบเห็นกันมากขึ้นนับจากนี้ไป จนกลายเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต หรือแม้แต่การเอาชีวิตรอดในศตวรรษหน้า
     ก็ได้แต่หวังว่าโลกอนาคตที่ปกคลุมไปด้วยหมอกควันและทะเลทรายแบบในหนังดิสโทเปียจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
อ้างอิง:
     - www.businessinsider.com/3d-printed-skyscraper-self-cleaning-material-eats-smog-2017-1
     - www.arconic.com
     - www.wired.co.uk/article/smog-free-tower-china
     - fortune.com/2017/01/10/china-red-alert-pollution-pm2-5
     - www.studioroosegaarde.net