โลกโซเชียลมีเดีย คือแดนสุขาวดีที่มีเวทีและป้ายไฟขนาดใหญ่ พร้อมที่จะนำพาให้ใครก็ตามได้ขึ้นไปฉายแสง ทว่าในขณะเดียวกัน ถัดไปไม่ไกลก็มีลานประหารถูกจัดวางอยู่ข้างเคียง เมื่อใดก็ตามที่คุณหรือฉันสะดุดล้มหรือก้าวพลาด ผู้ชมนับร้อยที่จ้องมองคุณด้วยสายตาสรรเสริญจะแปรเปลี่ยนเป็นเพชฌฆาตแล้วหันมาประหัตประหารอย่างโหดเหี้ยม

ไม่มีอะไรจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ตได้ดีไปกว่าคลิปวิดีโอ ‘PASULOL กุ่ย นาย ฮอล และชีวิตติดหน่วง [The Afternoon Show with Nuang]’ ในช่องยูทูบ PASULOL ภาพของ ‘ชาวเน็ต’ ที่พร้อมจะฉีกทึ้งดึงร่าง ‘ภัยสังคม’ ตามอุดมคติของตนเอง จากการหลงคิดว่า กำลังรับบทผู้ผดุงความยุติธรรมฉบับดิจิทัล 

ทว่าความพยายามในการขัดเกลาสังคมด้วยคำก่นด่าและความป่าเถื่อน จะสามารถยกระดับคุณภาพสังคมของพวกเราให้สูงส่งขึ้นได้จริงหรือ จึงเกิดเป็นคำถามที่ว่า ‘พฤติกรรมของผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางประเภทที่มักคอมเมนต์ด่าทอ ล่าแม่มด หรือโพสต์สร้างความเกลียดชังบนอินเทอร์เน็ต มีสาเหตุหรือแรงจูงใจมาจากสิ่งใด’ ซึ่งดูเหมือนว่าหลักคิดทางจิตวิทยาน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด

สิ่งที่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือ แนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘ใบอนุญาตทางศีลธรรม’ (Moral licensing) เป็นหลักคิดในการอธิบายถึงรูปแบบที่ผู้คนรู้สึกว่า ตนเองมีเหตุผลในการเลือกทำสิ่งที่ ‘แย่’ เมื่อได้ทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่า ‘ดี’ ไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริหารคนหนึ่งเพิ่งเซ็นอนุมัติรับพนักงานที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) เข้ามาร่วมงาน ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ในวงสนทนา เขาเล่ามุกตลกเหยียดเพศหรือเหยียดเชื้อชาติออกมาอย่างหน้าตาเฉย

ขณะที่บางคนรับงานอาสาสมัครช่วยเหลือผู้สูงอายุหรือผู้ยากไร้ ภายนอกดูเป็นคนใจบุญสุนทาน บริจาคเงินช่วยเหลือสังคมเป็นล้านๆ แต่ในอีกแง่หนึ่งกลับเป็นคนที่ไม่แคร์ความรู้สึกของคนในครอบครัว พูดจาทำร้ายจิตใจคนใกล้ชิด และแสดงพฤติกรรมรุนแรงออกมาอย่างเปิดเผย กล่าวคือ เมื่อรู้สึกว่าตนเองได้สวมบทบาทเป็นคนดีและมีคุณธรรมแล้ว ก็จะระมัดระวังเรื่องการแสดงออกของตนเองน้อยลง

บนโลกออฟไลน์ การจะเป็นคนดีอาจต้องใช้ความพยายามและการเสียสละ แต่บนโลกโซเชียลฯ การสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองเป็นคนดีนั้น ทำง่ายเพียงปลายนิ้ว การกดแชร์โพสต์รณรงค์ การติดแฮชแท็กผดุงความยุติธรรม การพิมพ์คอมเมนต์เพื่อประกาศจุดยืนว่าตนอยู่ฝั่งความถูกต้อง หรือการร่วมวงวิจารณ์ประเด็นสังคมที่กำลังเป็นกระแส สิ่งเหล่านี้เพียงพอแล้วที่จะ ‘หลอก’ สมองว่า ตนเอง ‘เป็นคนดี’ และพร้อมที่จะประทับตราใบอนุญาตทางศีลธรรมให้ตัวเองสามารถหันไปทำเรื่องโหดร้ายกับใครต่อไปก็ได้ โดยไร้ซึ่งความรู้สึกผิด

ในบทวิเคราะห์อภิมาน A Meta-Analytic Review of Moral Licensing ที่เผยแพร่ผ่านทางวารสาร Personality and Social Psychology Bulletin (PSPB) ในปี 2015 ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติจาก 96 งานวิจัยที่ทดลองกับคนกว่า 7,000 คน เพื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคมอย่าง Moral licensing พบว่า ทันทีที่คนเรารู้สึกว่าตนเองได้สั่งสมความดีหรือมีประวัติทางศีลธรรมที่สะอาด โอกาสที่พวกเขาจะแสดงพฤติกรรมเห็นแก่ตัว อคติ หรือก้าวร้าวในเวลาต่อมา จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มันแย่ไปกว่านั้นคือ ผู้ทำการวิจัยพบว่า มนุษย์ไม่จำเป็นต้องลงมือทำความดีจริงๆ ก็ได้ เพียงแค่ถูกกระตุ้นให้นึกถึงลักษณะนิสัยที่ดีของตัวเอง เช่น ฉันเป็นคนยุติธรรม ฉันเป็นคนไม่เหยียดเพศ ฉันเป็นคนหัวก้าวหน้าทางการเมือง สมองก็จะออกใบอนุญาตให้พวกเขากล้าทำเรื่องแย่ๆ นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมหลายครั้ง ไม่จำเป็นต้องออกไปเก็บขยะบนหาดทรายหรือกวาดลานวัด ก็สามารถคิดว่าตนเองเป็นคนดีได้ เพราะเพียงแค่คิดไปเอง ประกอบกับแสร้งทำเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้สมองเชื่อแล้วว่าเราเป็นคนดี 

ไม่ใช่แค่การทำความดีหรือการโพสต์เท่ๆ เท่านั้นที่ Moral Licensing เซ็นอนุมัติผ่านให้เรา แต่คำชมเล็กๆ น้อยๆ หรือการสรรเสริญเกินจริงของคนรอบข้าง ก็มีผลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรมเช่นกัน เนื่องจากคำชมสามารถสร้างเกราะป้องกันที่ทำให้เรารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าหรือสูงส่ง ในบางครั้งมันอาจช่วยเติมเต็มความมั่นใจ แต่หากมากไปมันก็ไม่ต่างอะไรกับสารอาหารหล่อเลี้ยงอีโก (Ego) ของเราเอง สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่วิจารณ์อะไรไม่ได้ หรือไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพราะคิดว่าตัวเองดีเลิศแล้ว 

สุดท้ายการทำความดีหรือมีบุญคุณต่อสิ่งใด ก็ไม่ได้ทำให้เรามีสิทธิ์ไปตำหนิหรือทำร้ายคนอื่น ที่สำคัญคือโลกไม่ได้ต้องการคนดีเด่นอะไร ขอแค่คนที่ประนีประนอม พร้อมเข้าใจ และมีเมตตาต่อโลกก็เท่านั้น ไม่ควรมองว่าการที่ตนเองเป็นคนดีคือสิทธิพิเศษ แต่ให้มองว่ามันเป็นสิ่งที่ควรพึงกระทำอยู่แล้ว อย่าลืมสร้างแรงเสียดทานทางความคิด ก่อนที่จะพิมพ์ด่าทอหรือร่วมวงล่าแม่มด ให้เราชะลอการตัดสินใจเหล่านั้น ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองสั้นๆ ว่า “ทำไปทำไม” เพื่อให้เราได้ฉุกคิดมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม Moral Licensing เปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความน่ากลัวที่สุดในสังคมปัจจุบันอาจไม่ใช่ความชั่วร้ายที่เปิดเผยตัว แต่คือความโหดร้ายที่ถูกเคลือบด้วยเปลือกของความถูกต้อง เพราะเครดิตความดีไม่ใช่ใบเบิกทางในทุกเรื่อง ต้องขับเคลื่อนตัวเองด้วยตรรกะและเหตุผล ไม่ใช่อีโกหรือความหลงผิดจากการกระทำง่ายๆ ของตัวเอง 

ที่มา:

https://medium.com/@drmozellemartin/moral-licensing-when-a-good-deed-becomes-permission-for-harm-d331548fc482

https://www.businessinsider.com/what-moral-licensing-means-2017-11

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25716992/

Tags: , , , , , , , , , ,