เมื่อ 20 ปีก่อนที่ดู The Devil Wears Prada ก็ได้แต่ฝันว่า ถ้าโตขึ้น อยากทำงานในออฟฟิศสวยๆ ใส่เสื้อผ้าดีๆ ทำงานบริษัทเลิศๆ แต่เมื่อ The Devil Wears Prada 2 มาถึง เรากลับนั่งดูมันด้วยสายตาของคนที่รู้แล้วว่า เบื้องหลังโต๊ะทำงานเหล่านั้น อาจเต็มไปด้วยความกดดัน และความเหนื่อยล้าที่ไม่มีใครเห็น
การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ The Devil Wears Prada 2 ที่เพิ่งเข้าโรงภาพยนตร์ไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 ภาพยนตร์ภาคต่อที่ต้องรอนานกว่า 20 ปี แต่ยังคงนำตัวละครหลักและนักแสดงชุดเก่ามาเล่าเรื่องราวเดิมบนโลกใบใหม่ จากพลวัตของสื่อและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ก่อนจะพูดถึงภาคต่อ ก็ต้องขอเล่าถึงภาคแรกอย่าง The Devil Wears Prada (2006) ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยโลกการทำงานของอุตสาหกรรมแฟชั่น (Fashion Industry) หรือการเล่าเรื่องราวของอุตสาหกรรมแฟชั่น ผ่านสังคมการทำงานในมุมมองต่างๆ ไม่ว่าจะในฐานะลูกจ้าง หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ความรักในวัยทำงาน หรือแม้แต่การลาออก
The Devil Wears Prada เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนิยาย ของ ลอเรน ไวส์เบอร์เกอร์ (Lauren Weisberger) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2003 โดยอิงจากประสบการณ์จริงที่เธอเคยทำงานเป็นผู้ช่วยของ แอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour) บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก (VOGUE) จึงไม่แปลกนักที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะรายล้อมไปด้วยสีสันของเสื้อผ้า ความงดงามของแฟชั่น และความหรูหราของแบรนด์เนม
แน่นอนว่า ‘แฟชั่น’ เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเสน่ห์และเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คน จนกลายเป็นภาพยนตร์ในตำนานแห่งวัฒนธรรมประชานิยม (Pop Culture) หรือป็อปคัลเจอร์ยุค 2000s แต่แท้จริงแล้วยังมีอีกหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงระดับตำนาน เคมีนักแสดงทั้งในและนอกจอ หรือแม้แต่แก่นของภาพยนตร์ที่พูดถึงวัฒนธรรมการทำงาน (Work Culture)
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ภาพยนตร์ภาค 1 ฉายอยู่นั้น ผู้ชมบางกลุ่ม (รวมถึงผู้เขียน) บ้างอาจเป็นเด็ก บ้างอาจเป็นวัยรุ่น บ้างอาจเป็นวัยทำงาน และบ้างอาจเป็นผู้สูงวัย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กลุ่มผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ส่วนใหญ่ ณ ขณะนั้น อาจยังไม่ได้เข้าใจแก่นแท้ของภาพยนตร์ที่พยายามเล่าถึงวัฒนธรรมการทำงานในมิติต่างๆ เพราะในขณะนั้นก็ยังไม่เข้าสู่วัยทำงาน สิ่งที่เข้าใจก็มีเพียงความฝันในการทำงานที่ตัวเองชอบ มีเจ้านายเก่งๆ ที่ทำให้เราได้พัฒนา และมีเพื่อนร่วมงานที่สนับสนุนกันและกัน ที่สำคัญคือมีแฟนที่สนับสนุนในหน้าที่การงานของเรา (ซึ่งไม่ใช่พระเอกในภาคแรกอย่างแน่นอน)
การกลับมาของ The Devil Wears Prada 2 ในครั้งนี้ เป็นการกลับมาหลังภาพยนตร์ภาคแรกฉายไปนานกว่า 20 ปี แต่ได้รวบรวมนักแสดงจากภาคแรก ซึ่งเป็นตัวละครหลักมาครบทั้ง 4 คน ได้แก่ มิแรนดา พรีสต์ลีย์ (Miranda Priestly) แสดงโดย เมอรีล สตรีป (Meryl Streep) แอนเดรีย แซกส์ (Andrea Sachs) หรือแอนดี้ แสดงโดย แอนน์ แฮทธาเวย์ (Anne Hathaway) เอมิลี่ ชาร์ลตัน (Emily Charlton) แสดงโดย เอมิลี่ บลันท์ (Emily Blunt) และไนเจล คิปลิง (Nigel Kipling) แสดงโดย สแตนลีย์ ทุชชี (Stanley Tucci)
พวกเขาไม่ได้มามือเปล่า แต่มากับการแสดงระดับตำนาน พร้อมรางวัลการันตีจากการเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงและผู้ได้รับรางวัล Academy Awards หรือที่รู้จักกันในชื่อ ออสการ์ (OSCARS) หนึ่งในรางวัลด้านการแสดงที่ทรงเกียรติที่สุด มอบโดย สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ (The Academy of Motion Picture Arts and Sciences: AMPAS) เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่มีความเป็นเลิศด้านการแสดง
เนื้อหาต่อไปนี้อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์
The Devil Wears Prada 2 เป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่ได้รับแรงบันดาลใจ มาจากนิยายภาคต่อของ The Devil Wears Prada ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2013 ในชื่อ Revenge Wears Prada: The Devil Returns แต่ก็เป็นเพียงแรงบันดาลใจเท่านั้น เพราะจากระยะเวลาที่ห่างจากภาคแรกถึง 20 ปี (จากในนิยายที่ห่าง 10 ปี) หรือแม้แต่สายอาชีพของแอนดี้และเอมิลี่ ตลอดจนสถานะของมิแรนด้าและไนเจล ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจและโลก รวมถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมสื่อและแฟชั่นหลังยุคโลกาภิวัตน์และยุคดิจิทัล ตลอดจนการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)
ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเรื่องได้อย่างน่าสนใจ จาก ‘การตกงาน’ ของเหล่านักข่าวและนักเขียน รวมถึงตัวละครหลักอย่าง ‘แอนดี้’ ที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ และถูกเลิกจ้างงานผ่านข้อความโทรศัพท์ ขณะรับรางวัลจากงานเขียนของเธอ สะท้อนพลวัตของอุตสาหกรรมสื่อในยุคที่ความสำคัญของสื่อสิ่งพิมพ์ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานวารสาร งานเขียน หรือแม้แต่บทความที่ผู้อ่านกำลังอ่านอยู่
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของมิแรนด้าและไนเจลก็ประสบปัญหาด้านการสื่อสาร เมื่อพบว่า บทความในนิตยสารของพวกเขา มีแบรนด์ที่สนับสนุนการกดขี่แรงงาน ตลอดจนปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่น โดยเฉพาะนิตยสาร มีความนิยมลดน้อยลง เหลือเพียงแต่คอนเทนต์ออนไลน์ จากงานศิลปะที่รังสรรค์ผ่านเสื้อผ้าหรือตัวหนังสือ ก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นเพียงคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่คนเลื่อนดูระหว่างทำธุระส่วนตัว มากกว่าการเสพสื่อและงานศิลปะเหมือนในอดีต
ทั้งอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และวงการแฟชั่นต่างก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบากท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และการเข้ามาของโซเชียลฯ ทำให้คุณค่าของศิลปะ ความงามและองค์ความรู้ ตกเป็นรองให้กับกระแส ความรวดเร็วและเม็ดเงิน
ภาพยนตร์ได้ถ่ายทอดการสลับขั้วอำนาจระหว่าง ‘ผู้สร้างสื่อ-ผู้เสพสื่อ’
จาก ‘สเวตเตอร์สีฟ้า-สีเซอรูเลียน’ หรือการที่ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเสื้อผ้าของผู้คนในสังคม ที่แท้จริงแล้วถูกกำหนดโดยคนไม่กี่คนในห้องทำงานของนิตยสารแฟชั่นชื่อดังระดับโลก แต่ 20 ปีต่อมา นิตยสารที่ว่านี้กลับขายได้เพียงแค่ 10 เล่ม และกลายเป็นคอนเทนต์คั่นเวลาที่คนดูหรืออ่านระหว่างเข้าห้องน้ำเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์แนวทางใหม่ ที่ทำให้ผู้คนได้กำหนดทิศทางความเป็นไปต่างๆ ทั้งเนื้อหาและรูปแบบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แท้จริงแล้ว ผู้ชมอาจไม่ได้สนใจในเนื้อหาหรือสิ่งที่นำเสนอเลยเสียด้วยซ้ำ ขอแค่เป็นสิ่งที่อยู่ในกระแสสังคมหลัก หรืออยู่ในความสนใจของชนชั้นนำเท่านั้น
สิ่งนี้อาจสะท้อนถึง ‘เส้นแบ่งของคุณภาพและผลลัพธ์’ หรืองานดีมีคุณภาพแต่ไม่มีคนอ่าน (ฟังแล้วก็แอบเจ็บจี๊ด) เพราะไม่ว่าผู้สร้างสรรค์ผลงานจะพยายามทำงานมากเพียงใด หรือผลงานที่ออกมาจะดีขนาดไหน… แต่ถ้าท้ายที่สุดแล้ว ‘ยอดเอนเกจ’ ถูกใช้เป็นตัวตัดสิน ‘คุณภาพ’ อาจไม่ใช่มาตรวัดคุณค่าอีกต่อไป หากแต่เป็น ‘กระแส’ เสียมากกว่า ที่จะเป็นตัวชี้วัดคุณค่าของผลงานนั้นๆ แทน และนั่นอาจทำให้คุณค่าของการสร้างสรรค์เหลือเพียงยอดวิว
สถานการณ์ลักษณะนี้ เรียกว่า ‘Digital Disruption’
Digital Disruption หรือการเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัล คือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ อันส่งผลให้ธุรกิจเดิมที่ปรับตัวไม่ทันต้องหยุดชะงัก ล้มเลิก หรือเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง อย่างนิตยสารที่ต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการขายเล่ม มาเป็นคอนเทนต์ออนไลน์ หรือเน้นไปที่การสร้างรูปเล่มดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดหรือแม้แต่การที่บรรณาธิการถูกท้าทายจากโลกที่หมุนอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้งานสร้างสรรค์จากฝีมือมนุษย์ถูกบีบด้วยงบประมาณและเวลา ทำให้หลายคนถูกเลิกจ้างหรือลดค่าจ้าง ตลอดจนการนำ AI เข้ามาทำงานเชิงสร้างสรรค์แทนที่มนุษย์
แต่สิ่งที่น่าเศร้ากว่าการกำหนดทิศทางของผู้คน และการเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัล คือการกำหนดทิศทางโดย ‘นายทุน’ หรือ ‘ระบบทุนนิยม’ ที่เข้ามาจัดการระบบนิเวศอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Ecosystem) ทั้งแฟชั่นและสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านการกำหนดโครงสร้างองค์กรใหม่ ตัดลดสวัสดิการ การควบรวมกิจการ และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คือการสนับสนุนการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ในการทำงานสร้างสรรค์ ที่พยายามจะทดแทนการสร้างสรรค์ผลงานโดยมนุษย์
แม้แพลตฟอร์มดิจิทัลจะเปิดพื้นที่ให้เสียงใหม่จำนวนมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่สื่อดิจิทัลกำลังกลืนกินจิตวิญญาณของผู้ชม ระบบดังกล่าว ผลักให้คุณค่าของงานถูกวัดผ่านความเร็วและยอดรับชม ซึ่งทำได้แต่หวังว่า ผู้ที่ทำงานศิลปะไม่ว่าจะแขนงใดก็ตามจะยังทำงานต่อไปด้วย ‘ใจรัก’ เพื่อจุดประกายไฟแห่งความสร้างสรรค์นี้ต่อไป
ทั้งนี้ ภาพยนตร์ยังหยิบประเด็นเล็กๆ น้อยๆ มาทำให้ผู้ชมรู้สึกดีกับโลกยุคปัจจุบันผ่านประเด็น ‘การตื่นรู้’ (Woke) กล่าวคือ การทลายกรอบและมาตรฐานความงาม (Beauty Standard) ที่เคยเข้มข้นในอุตสาหกรรมแฟชั่น ผ่านการพูดถึงแนวคิดหรือการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ส่งเสริมให้ยอมรับในรูปร่างของตัวเอง (Body Positivity) ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ก็มีฉากห้ามปรามมิแรนด้า เมื่อเธอพยายามวิจารณ์รูปลักษณ์ผู้อื่น (Body Shaming)
หากขยายประเด็นนี้ จะเห็นถึง ‘อำนาจ’ ภายในที่ทำงาน หรือโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง จากการที่ตัวละคร ซึ่งเป็นเลขา หรืออยู่ในสถานะลูกน้อง ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับคำสั่งและแบกรับแรงกดดันเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่กลับสามารถตักเตือนหัวหน้าอย่างมิแรนด้าได้
ภาพข้างต้น อาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อยในเชิงบทภาพยนตร์ แต่แท้จริงแล้ว สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของวัฒนธรรมการทำงานในยุคปัจจุบัน จากโลกที่อำนาจไหลลงจากบนลงล่าง สู่โลกที่ความเป็นผู้นำไม่อาจตั้งอยู่บนความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว แม้หัวหน้าในวันนี้ยังมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่ก็ไม่อาจอยู่เหนือคำวิจารณ์ และความรับผิดชอบต่อผู้คนรอบตัวได้
The Devil Wears Prada 2 มากกว่าการเรื่องเล่าในโลกแฟชั่น แต่คือการบอกเล่าโลกการทำงานที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
ตั้งแต่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กระแสโลกาภิวัตน์ และวัฒนธรรมการทำงาน
ในวันนี้ ใครหลายคนอาจไม่ได้ดูหนังผ่านสายตาของเด็กคนหนึ่ง ที่ใฝ่ฝันอยากมีงานในวงการหรูหราอีกต่อไป เหลือเพียงแต่แรงงานในชีวิตจริงที่รู้แล้วว่า เบื้องหลังเสื้อผ้าสุดหรู โต๊ะทำงานแสนเก๋ และชื่อตำแหน่งสุดปังนั้น มันเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ความเหนื่อยล้า และเงินเดือนอันน้อยนิด ที่ชวนให้เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรากำลังทำงานเพื่อความฝันของตัวเอง หรือเพื่อใครกันแน่
ในท้ายที่สุดก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า The Devil Wears Prada 2 ได้มอบทั้งรอยยิ้มและหยดน้ำตา จากทั้งความสุข ความคิดถึง และความผูกพันต่อเรื่องราวที่เคยเติบโตมาพร้อมกับเรา ไม่ต่างจากชีวิตจริงของผู้คนในวันนี้ ที่ต้องอยู่ท่ามกลางความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ควบคู่ไปกับการตามหาความสุขเล็กๆ ในแต่ละวัน ดังเช่นการเดินทางจาก The Devil Wears Prada สู่ The Devil Wears Prada 2 ที่ตัวละครทุกคนล้วนเติบโต เปลี่ยนแปลง และเรียนรู้จากกาลเวลา
และเมื่อเราโตขึ้น เราจึงเข้าใจตัวละครต่างๆ มากขึ้น จากประสบการณ์ทำงานและประสบการณ์ชีวิต หรือแท้จริงแล้วเราอาจเคยเป็นทุกตัวละครมาแล้ว
ทั้งคนที่เคยโดนเจ้านายกดดัน
คนที่เคยถูกแทนที่
คนที่ซื่อสัตย์แต่ถูกมองข้าม
หรือแม้แต่คนที่เคยกดดันเพื่อนร่วมงาน
ซึ่งในวันนี้ก็พบว่า เราเคยเป็นทุกตัวละครมาแล้ว ทั้งในเรื่องราวของเราเอง และคนอื่น
ดังนั้น อาจไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าใครถูกหรือผิดในโลกการทำงาน หากแต่มองให้เห็นว่า ทุกบทบาทล้วนเกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างของโลกแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และเรายังคงต้องทำงานต่อไปด้วยความหวังว่า ‘งานสร้างสรรค์’ และ ‘แรงงานของมนุษย์’ จะยังมีคุณค่า ในแบบที่ไม่ถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขหรือยอดเอนเกจ ที่ผู้คนจะไม่ยอมรับความ ‘ไม่ปกติ’ ที่ไม่ควรเป็นปกติอีกต่อไป ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง
ที่มา :
https://ellethailand.com/5-reasons-to-watch-the-devil-wear-prada-2/
https://www.sumupth.com/revenge-wears-prada-the-devil-returns-recap/




