“คือว่า… ผมไม่ได้เตรียมตัวเลย เพราะคิดว่าตัวเองแก่เกินกว่าจะได้รางวัลน่ะ”

สเตลลัน สการ์สการ์ด (Stellan Skarsgard)​ กล่าวตอนขึ้นไปรับรางวัลสมทบชายยอดเยี่ยมของเวทีลูกโลกทองคำ จากการรับบทเป็น ‘พ่อไม่ได้เรื่อง’ ในหนังลำดับล่าสุดของ โยอาคิม เทียร์ อย่าง Sentimental Value (2025) ว่าด้วยความสัมพันธ์ในครอบครัวของคนทำหนังที่อยากกลับมาตั้งตัวอีกครั้ง

สการ์สการ์ดเป็นนักแสดงชาวสวีเดนที่หลายคนน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาในหนังอเมริกันเรื่องต่างๆ ทั้งจาก Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest (2006), Thor (2011), Dune (2021) เขายังเป็นพ่อของพี่น้องนักแสดงสกุลสการ์สการ์ดที่เราๆ คุ้นหน้า ทั้งพี่คนโต อเล็กซานเดอร์ ที่มีหนังสุดเสียวเข้าฉายไล่เลี่ยกับพ่อตัวเองอย่าง Pillion (2025), กุสตาฟซึ่งปีก่อนหน้าเพิ่งไปอยู่ในหนัง Black Bag​ (2025) ของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์ และ บิลล์ เจ้าของภาพจำเพนนีไวซ์ผู้ล่าล้างบางเด็กๆ ในเมืองเดอร์รีจากซีรีส์ IT: Welcome to Derry (2025)

“ผมเริ่มงานแสดงตั้งแต่ยังเด็ก ไปรับบทเล็กๆ ในละครเวทีสำหรับนักแสดงสมัครเล่นน่ะ” เขาให้สัมภาษณ์ในปี 1998 “ตอนอายุ 16 ปีก็ได้บทใหญ่ในซีรีส์ Bombi Bitt och jag (1968) ออกฉายในสวีเดน แล้วสมัยนั้นโทรทัศน์ก็มีอยู่ช่องเดียว ผมนี่ยังกับกลายเป็นร็อกสตาร์เลย มีแต่เด็กสาวๆ มากรี๊ดล้อมหน้าล้อมหลัง”

  และแม้จะไปได้สวยกับงานโทรทัศน์ แต่สการ์สการ์ดในวัยหนุ่มก็ยังมุ่งมั่นอยากเอาดีด้านการแสดงละครเวทีด้วย กระทั่งเมื่ออายุครบ 18 ปี เขาได้บทใหญ่ในละครเวทีซึ่งอยู่อีกเมืองหนึ่ง เขาจึงออกจากโรงเรียนและเดินหน้างานแสดงจริงจังด้วยการย้ายเมือง “การจะเป็นนักแสดงในยุโรป คุณต้องแสดงละครเวทีให้เก่งเข้าไว้ จะมาแจ้งเกิดเป็นดาราใหญ่เลยนี่ยากมาก” เขาบอก “เพราะอย่างนั้นนักแสดงทุกคนในสวีเดนถึงต้องแสดงละครเวทีไงล่ะ

  หนังที่ส่งให้สการ์สการ์ดเป็นที่จับตาในวงกว้างคือ The Simple-Minded Murderer (1982) ที่ส่งเขาคว้ารางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน (ได้คู่กับ มิเชล พิกโคลี นักแสดงชาวฝรั่งเศสจาก Une étrange affaire, 1981) ของผู้กำกับ ฮันส์ อัลเฟร็ดสัน ที่ต่อมาก็กลายเป็นคนทำหนังคู่บุญของสการ์สการ์ดอีกคนหนึ่ง โดยสการ์สการ์ดรับบทเป็น สเวน ชายที่เกิดมาพร้อมภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ทำให้เขาพูดไม่ชัด มิหนำซ้ำเขาก็ไม่ใช่คนหัวไวนัก ทำให้ถูกเพื่อนรอบตัวล้อเลียนทั้งชีวิต ในวัยเด็ก เขาถูกเลี้ยงดูโดยเจ้าของโรงงานอำมหิตที่เป็นสมาชิกพรรคนาซีแห่งสวีเดน ซึ่งลดทอนความเป็นมนุษย์ของสเวนทุกทาง และไม่ว่าสเวนจะใฝ่ดีแค่ไหน ให้อภัยคนที่กระทำเขาด้วยความอ่อนโยนเพียงใด แต่ชะตากรรมก็ไม่ค่อยเบาไม้เบามือให้ชีวิตเขาแม้สักนิด

“มันเป็นหนึ่งในบทที่ผมชอบที่สุดเลยนะ” สการ์สการ์ดบอก “ตัวละครสเวนเป็นคนน่ารัก ไม่ใช่คนฉลาดมาก ถูกปฏิบัติด้วยย่ำแย่มาตลอด แต่ก็เป็นคนจิตใจดีและเข้มแข็ง เป็นบทที่น่ารักมากจริงๆ ว่าไปก็อยากรับบทเป็นคนโง่ๆ แบบนี้อีกนะ”

  อีกเรื่องหนึ่งที่ควรพูดถึงคือ The Ox (1991) หนังตัวแทนจากสวีเดนเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม และเข้าชิงรางวัลสายประกวด Un Certain Regard Award จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันเมื่อปี 1981 ของ ซิฟ เซเดอริง นักเขียนชาวสวีเดน-อเมริกัน เล่าถึงช่วงที่เกิดภาวะทุพภิกขภัยในสวีเดนปี 1867 ประชากรขาดแคลนอาหารอย่างหนัก เฮลเกอ ชาวนาที่ยากจนสุดขีดกลัวว่าลูกและเมียของเขาจะตายเพราะขาดอาหาร เขาพลั้งมือสังหารวัวของนายจ้างตัวเอง และเอาเนื้อมาแบ่งปันให้สมาชิกในครอบครัวอยู่รอดท่ามกลางฤดูหนาวอันทารุณ เพื่อจะพบว่าอีกไม่นานหลังจากนั้น เขาถูกจับและต้องโทษหนักหนารุนแรง ส่งผลให้คนในครอบครัวต้องแลกทุกอย่าง ไม่ว่าจะศักดิ์ศรีหรือความเป็นมนุษย์ เพื่อให้เฮลเกอรอดกลับมาอีกครั้ง

The Ox เป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่กำกับโดย สเวน นิกวิสต์ ผู้กำกับภาพชาวสวีเดนที่ผันตัวมากำกับหนังเอง โดยเขาเป็นผู้กำกับภาพคู่บุญของ อิงมาร์ เบิร์กแมน คนทำหนังชั้นครูแห่งสวีเดนด้วย

และสการ์สการ์ดถือเป็นหนึ่งในนักแสดงคู่บุญของ ลาร์ส ฟอน เทียร์ คนทำหนังชาวเดนิช โดยทั้งคู่เริ่มร่วมงานกันครั้งแรกใน Breaking the Waves (1996) สการ์สการ์ดรับบทเป็น ยาน คนงานชาวเดนิชผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า เขาแต่งงานกับ เบส (เอมิลี วัตสัน กับการแสดงหนังยาวเรื่องแรกของเธอในระดับสุดขีดคลั่ง ที่ส่งเธอชิงนำหญิงออสการ์ในปีนั้น) สาวสวยผู้ศรัทธาในศาสนาคริสต์ และเฝ้าอธิษฐานให้ทุกครั้งที่ยานต้องออกเดินทางไปทำงานไกลจากเธอนั้น รีบกลับมาหาเธอโดยเร็วที่สุด

  ไม่นานหลังจากนั้น ยานประสบอุบัติเหตุรุนแรง เขาเป็นอัมพาตทำให้ร่วมรักกับเอมิลีไม่ได้ เขาจึงออกปากให้เธอ ซึ่งเฝ้าโบยตีตัวเองว่าที่เขาได้กลับมาบ้านเร็วกว่ากำหนดจากอุบัติเหตุนั้น เป็นเพราะเธอขออธิษฐาน ไปหาคู่รักคนใหม่ที่จะสนองตอบความต้องการเธอได้

Breaking the Waves ถือเป็นหนังเรื่องแรกของฟอน เทียร์ที่ทำหลังจากเขาขบวนการทำหนัง Dogme 95 ที่เน้นความดิบ ความสดของการทำหนังโดยปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ไม่ว่าจะการจัดไฟ, การเคลื่อนกล้องหรือดนตรีประกอบ กระนั้น Breaking the Waves ก็แหกเงื่อนไขของขบวนการไม่น้อยทีเดียว ไม่ว่าจะการเซ็ตฉากขึ้นมาใหม่หรือใส่ดนตรีทีหลัง แต่มันก็เป็นหนึ่งในหนังที่ฟอน เทียร์ชวนสำรวจบาดแผลระหว่างมนุษย์กับความปรารถนาและความศรัทธาอย่างหนักหน่วง และถือเป็นหนึ่งในไตรภาค Golden Heart อันเลื่องชื่อของเขา ซึ่งอีก 2 เรื่องคือ The Idiots (1998) และ Dancer in the Dark (2000) โดยเรื่องหลังนี้ สการ์สการ์ดร่วมแสดงในบทคุณหมอด้วย

“ในฐานะนักแสดง คุณควบคุมอะไรเองไม่ได้จริงหรอก เพราะถึงที่สุด สิ่งที่คุณแสดงไปก็จะถูกหยิบไปตัดต่ออยู่ดี” สการ์สการ์ดบอก “แต่ถึงยังงั้น คุณก็จะยังคิดไปอยู่แหละว่า คุณควบคุมอะไรสักอย่างได้ระหว่างที่แสดงหนัง แต่การทำงานกับลาร์สมันไม่ใช่แบบนั้นเลย ไอ้ภาพลวงตาที่ว่าเราคุมอะไรได้น่ะหายไปในพริบตา คุณจะรู้เลยว่าคุณคุมอะไรเกี่ยวกับตัวละครที่กำลังแสดงไม่ได้สักนิด

“ลาร์สชอบเรียกการทำงานของเขาว่า เป็นการกำกับแบบลองสุ่มไปเรื่อยๆ เหมือนเราแสดงในฉากอะไรสักอย่างแล้วปล่อยไหลไปเรื่อยๆ ดูว่าจะสุดได้ที่ตรงไหน เพราะงั้นเลยแสดงฉากเดิมๆ ได้หลายแบบและหลายรอบ แล้วเขาจะตัดแต่ละเทก เอาไปประกอบเองทีหลัง”

สการ์สการ์ดยังไปแสดงใน Insomnia (1997) หนังนีโอ-นัวร์จากนอร์เวย์ ชิงรางวัลกล้องทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ของ เอริก สเคียลด์เบียร์ก และในภายหลังถูกหยิบมารีเมกโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน หนังเล่าถึงคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 17 ปี ในเมืองทรอมโซ ประเทศนอร์เวย์ โยนาส (สการ์สการ์ด) เป็นนักสืบชาวสวีเดนที่ย้ายมานอร์เวย์ เพราะเคยมีคดีร่วมรักกับพยานในประเทศตัวเอง เขาถูกส่งให้มาสืบคดีในทรอมโซ ซึ่งเป็นเมืองที่แทบไม่มีเวลากลางคืน และในปีเดียวกันนั้น สการ์สการ์ดยังปรากฏตัวใน Good Will Hunting (1997) หนังรางวัลบทยอดเยี่ยมของออสการ์ แจ้งเกิดสองหนุ่ม แม็ตต์ ดามอน และเบน เอฟเฟล็ก ที่นอกจากแสดงนำแล้วยังช่วยกันเขียนบทด้วย โดยเขารับบทเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่เห็นแววอัจฉริยะของภารโรงหนุ่ม (ดามอน)

หนังสุดเฮี้ยนอีกเรื่องที่สการ์สการ์ดร่วมงานกับฟอน เทียร์คือ Dogville (2003) หนังชิงรางวัลปาล์มทองคำ (และส่งน้องหมาโมเสสในเรื่อง คว้ารางวัลนักแสดงหมายอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์) หนังแบ่งออกเป็น 9 องก์ เล่าเรื่องราวของ เกรซ (นิโคล คิดแมน ผู้มอบการแสดงระดับมหันตภัยทางอารมณ์) หญิงสาวที่หลบหนีกลุ่มอาชญากรมาอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งของอเมริกา โดยชาวบ้านอนุญาตให้เธอพักอาศัยอยู่ในเมืองต่อได้เมื่อเธอทำตัวให้เป็นประโยชน์ เกรซจึงพยายามพิสูจน์ตัวเองทุกทาง ด้วยการช่วยเหลือชาวบ้านสารพัดอย่าง กระทั่งเธอเป็นที่รักของชาวบ้านจริงๆ

แต่ชีวิตของเกรซก็ไม่สงบสุข ตำรวจเริ่มติดป้ายประกาศตามหาเธอ ซึ่งทำให้ชาวเมืองระแคะระคายว่า เธออาจไปก่อเรื่องเลวร้ายมา แต่พวกเขาก็ยังปกป้องเธออยู่ ด้วยการให้เธอทำความดีแลกกับการใช้ชีวิตในหมู่บ้านแห่งนี้ต่อไป เกรซจึงต้องทำงานมหาศาลจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง ผู้คนเริ่มเหยียดหยามเธอ เพราะรู้สึกว่าเธอไม่มีทางต่อรองพวกเขาได้ มิหนำซ้ำ ผู้ชายในหมู่บ้านก็เริ่มข่มเหง คุกคามทางเพศเกรซ หนึ่งในนั้นคือ ชัก (สการ์สการ์ด) ชายที่ดูจะเป็นคนดีมีศีลธรรม และทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็นำไปสู่โศกนาฏกรรมอันรุนแรงในท้ายที่สุด

ไม่เพียงแต่หนังจะสำรวจความรุนแรงและศีลธรรมของมนุษย์ Dogville ยังโดดเด่นในแง่การถ่ายทำที่ฟอน เทียร์ถ่ายในโรงละคร หนังจึงมีลักษณะเล่าแบบละครเวที ที่ความเรียบง่ายของฉากและการตัดทอนเทคนิคแบบภาพยนตร์เกือบทั้งหมด ยิ่งขับเน้นความดิบจริงของการแสดงมากขึ้น

“มันก็ไม่เหมือนหนังเรื่องก่อนๆ ที่ผมเคยแสดงหรอก” สการ์สการ์ดบอก “แต่ผมรู้จักลาร์สดี มันแค่ยากสำหรับนักแสดงคนอื่นๆ ที่ไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน ควบคุมอะไรในส่วนของตัวเองไม่ได้ แต่ทุกฉากที่ต้องแสดงมีสิ่งให้ต้องทำมากมาย แล้วก็ต้องลองอะไรใหม่อยู่เรื่อยๆ

“มันก็ยากอยู่แหละ ตอนแรกหลายคนก็กังวลนะ แต่พอเข้าใจเงื่อนไขแล้ว ทุกคนก็พูดเหมือนกันหมดว่า ‘เดี๋ยวลาร์สก็เอาไปแก้ไขเองแหละ ลองแสดงไปก่อนแล้วดูว่ามันจะออกมาเป็นยังไง’ อะไรแบบนั้น” เขาว่า “ตอนอ่านบทครั้งแรก ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งอ่านงานศิลปะชิ้นงามจบเลย เอาไปตีพิมพ์เป็นหนังสือยังได้ แต่พอมาทำเป็นหนังนี่ ลาร์สใส่รายละเอียดต่างๆ เพิ่มเข้าไปอีก”

  สการ์สการ์ดยังร่วมงานกับฟอน เทียร์ใน Melancholia (2011) หนังเรื่องแรกของไตรภาคความซึมเศร้า (Depression Trilogy) ของฟอน เทียร์ ที่ส่งเขาชิงรางวัลปาล์มทองคำอีกครั้ง ตัวหนังว่าด้วยวันสิ้นโลก (!!) ผ่านสายตาของ จัสติน (คริสเต็น ดันส์ต ซึ่งคว้ารางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์) เจ้าสาวที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับคนรัก แต่เธอเห็นอนาคตชัดเจนว่า โลกกำลังจะถูกอุกกาบาตยักษ์พุ่งชน แล้วอย่างนั้น การแต่งงานของเธอจะมีความหมายอะไร โดยหนังสำรวจการรับมือกับความตายของมนุษย์ที่อยู่ในงานแต่ง รวมทั้งฉายภาพภาวะซึมเศร้าซึ่งกัดกินภายในตัวละครเงียบเชียบ อย่างไรก็ดี สองพ่อลูกสการ์สการ์ดอย่างสเตลลันกับอเล็กซานเดอร์ได้อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน เมื่อคนพ่อรับบทเป็นเจ้านายของจัสติน และคนลูกรับบทเป็นเจ้าบ่าวของเธอ

สการ์สการ์ดยังแสดงใน Nymphomaniac Vol. I (2013) หนังสุดฉาวของฟอน เทียร์ที่ฉาวระเบิดระเบ้อของจริง เพราะเล่าเรื่องหญิงสาวที่เชื่อว่าตัวเองมีภาวะเสพติดเซ็กซ์ โจ (ชาร์ลอตต์ เกนส์เบิร์ก และการแสดงสุดเสียว แรงและเหวอ) สาวร่านนางหนึ่งที่หิ้ว เซลิกมัน (สการ์สการ์ด) ชายสูงวัยแปลกหน้ามาจากข้างทาง หลังเจอเขาถูกซ้อมหมดสภาพ และเธอก็ตั้งต้นเล่าประสบการณ์เสียวของเธอให้เขาฟัง โดยระหว่างนั้น โจและคนดูได้ทราบพร้อมกันว่า เซลิกมันเป็นชายเคร่งศาสนาและถือครองพรหมจรรย์ บทสนทนาระหว่างเธอกับเขา จึงกระโจนไปมาระหว่างความเชื่อของเขากับเจตจำนงเสรีของเธอ

ตามประสาหนังของฟอน เทียร์ที่มักตั้งคำถามกับเซ็กซ์ ความรุนแรง และศาสนา ตัวละครของสการ์สการ์ดจึงเป็นมากกว่า ‘ชายแก่ที่นั่งฟังเรื่องเสียวจากหญิงสาว’ และนำไปสู่สิ่งที่ท้าทายทั้งข้อกฎหมายและศีลธรรมในช่วงท้ายที่สุด

“ก่อนลาร์สจะเขียนบท เขาบอกผมว่า ‘สเตลลัน หนังเรื่องต่อไปของผมน่ะเป็นหนังโป๊นะ คุณรับบทนำ คุณจะไม่ได้เอาใครในเรื่องหรอก แต่คุณต้องโชว์ไอ้จู๋ตัวเองนะ แบบจู๋ห้อยๆ น่ะ’” สการ์สการ์ดเล่า “แล้วผมก็บอกว่า ‘ได้เลยลาร์ส ไม่มีปัญหา’

“เขาเป็นหนึ่งในคนเขียนบทที่เก่งที่สุดในโลก ผมเลยคิดว่าไม่ควรไปกวนใจอะไรเขาเรื่องการเขียนบทมาก ผมว่าเขาเหมือนคนเล่านิทานแบบว่า ‘ลุงลาร์สกำลังจะเล่าตำนานปรัมปราให้หลานๆ ฟัง’ เป็นฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สันแบบติดเรต”

อย่างไรก็ดี บท ‘พ่อห่วยๆ’ ใน Sentimental Value ไม่ใช่บทแรกที่ส่งเขาคว้าลูกโลกทองคำ ก่อนหน้านี้ เขาเคยได้รางวัลสมทบชายยอดเยี่ยม สาขาซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่ออกฉายทางโทรทัศน์มาแล้วจาก Chernobyl (2019) มินิซีรีส์ที่เล่าถึงภัยพิบัติครั้งสำคัญในปี 1986 เมื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบีลของสหภาพโซเวียตระเบิด ยังผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บมหาศาล โดบซีรีส์เล่าถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุภัยพิบัติดังกล่าว ทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัย ประชาชนที่ใช้ชีวิตในเขตเชอร์โนบีล และเหล่านักการเมืองกับนักวิชาการที่ต้องพยายามกอบกู้สถานการณ์ พร้อมกันกับที่ก็ต้องรับมือกับแรงปะทะของสงครามเย็นจากฝั่งสหรัฐฯ ด้วย

สการ์สการ์ดรับบทเป็น บอริส เชอร์บินา รองประธานคณะรัฐมนตรีสหภาพโซเวียต ที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบสาเหตุของภัยพิบัติ ยังผลให้เขาก้าวเท้าเข้าไปสู่มิติทางการเมืองและความขัดแย้งระหว่างประเทศ และต้องคัดง้างระหว่างสามัญสำนึกในใจ ระหว่างการเปิดเปลือยเรื่องราวข้อผิดพลาดจากฝั่งโซเวียตให้สาธารณะชนรับรู้ หรือเงียบเพื่อให้การแข่งขันกับโลกฝั่งเสรีนิยมยังดำเนินต่อไปได้โดยทัดเทียม (อย่างไรก็ดี ในเรื่องนี้ยังเป็นอีกเรื่องที่เขาได้ร่วมแสดงกับเอมิลี วัตสัน ซึ่งรับบทเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงที่พยายามหาสาเหตุการระเบิด)

“ผมว่าบทมันเขียนมาดีมากๆ เลยนะ ไม่ได้ฟูมฟายกับเรื่องที่เกิดด้วย แต่มันพูดถึงความเป็นจริงในเหตุการณ์นั้น และข้อเท็จจริงผ่านสายตาผู้คนซึ่งอยู่ร่วมเหตุการณ์ มันไม่ได้พยายามใส่สีตีไข่อะไรในเรื่อง” สการ์สการ์ดบอก “แต่อีกอย่างคือผมอยากทำงานกับวัตสันอีกครั้ง เพราะไม่ได้ร่วมงานกับเธอเลยตั้งแต่ Breaking the Waves ซึ่งก็สัก 20 ปีได้แล้วมั้ง แถมผมยังอยากร่วมงานกับ จาเร็ด แฮร์ริส (รับบทเป็นนักเคมีที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาหาสาเหตุภัยพิบัติ) ที่เป็นนักแสดงที่เก่งมากๆ ด้วยอีกต่างหาก”

อันที่จริง ชื่อของสการ์สการ์ด (ว่าไปแล้วก็ไม่ว่าจะพ่อหรือลูกๆ) แทบไม่เคยห่างหายไปจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน หากแต่การปรากฏตัวใน Sentimental Value ทำให้เขาถูกพูดถึงเป็นวงกว้างอีกครั้ง โดยเขากล่าวถึงตัวหนังบนเวทีลูกโลกทองคำ ขณะรับรางวัลไว้อย่างจับใจว่า “หนังเรื่องนี้เป็นหนังเล็กๆ จากนอร์เวย์ ที่เราไม่ได้มีเงินไปทำโฆษณาหรือผลักดันให้มันมาได้ไกลนัก ผมหวังว่าพวกคุณจะได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ซึ่งดูจะกลายเป็นสิ่งใกล้ภาวะสูญพันธุ์ไปแล้ว

“นั่นเพราะในโรงภาพยนตร์ เมื่อไปดับลง และคุณเอนตัวไปบนเก้าอี้ ปล่อยให้ชีพจรเต้นพร้อมกันกับคนอื่นๆ ที่ดูหนังร่วมกับคุณ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์จริงๆ

  “เพราะภาพยนตร์ ก็ควรดูในโรงภาพยนตร์ครับ”

Tags: , , , , , , , , ,