“Where are you from?”

“Thailand, guru ji”

“Achha! Bhagavan (Lord) Buddha is there; go and see him”

สำหรับท่านที่ติดตามข่าวสารในพระราชสำนัก คงจะเห็นว่า ในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี เป็นผู้แทนพระองค์ไปเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการธรรมนาวา ‘วัง’ เรือหลวงแห่งธรรมสู่แดนพุทธภูมิ ณ ดินแดนแห่งการตรัสรู้ พุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งผมก็ได้ติดตามข่าวสารนี้อยู่บ้าง 

อย่างไรก็ดีที่เกริ่นถึงเจ้าคุณพระนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่จะชวนคุยต่อไปเลยสักนิด เพียงแค่เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับสถานที่สำคัญคือ ‘พุทธคยา’ แดนแห่งการตรัสรู้ พุทธสถานที่สำคัญและมีเรื่องราวมากที่สุด

ทว่าขอเตือนไว้ ณ ตรงนี้เลยว่า ผมจะไม่ได้มาคุยถึงมหาโพธิ์เจดีย์ แต่จะขอพูดถึงนักบวชในศาสนาอื่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักของตำบลพุทธคยา และที่สำคัญ พวกเขาถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ผู้ร้ายตลอดกาล’ โดยชาวพุทธไทย! 

คอลัมน์ Indianiceation คราวนี้จะพูดถึงเรื่อง ‘มหันต์’ กลุ่มนักบวชไศวนิกาย ผู้อ้างสิทธิครอบครองพุทธสถานสำคัญมานับศตวรรษ 

 

เมื่อต้นโพธิ์ถูกทิ้งให้ร่วงหล่น 

เป็นที่รู้จักเมื่อครั้งพุทธกาลว่า อุรุเวลา (Uruvela) ซึ่งปัจจุบันชื่อเสียงเรียงนามของหมู่บ้านโบราณนี้ถูกเรียกขานโดยสำเนียงภาษาฮินดีว่า โบธ คยา (Bodh Gaya) คำเรียกเพี้ยนเสียงจากคำคุ้นหูของชาวไทย ผู้ใฝ่ดีในการพระศาสนา-โพธิคยา ดินแดนแห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศากยมุนีพุทธะ

ร่องรอยหลักฐานที่เก่าที่สุด ณ พุทธสถานนี้คือ ‘วัชรบัลลังก์’ ซึ่งสร้างขึ้นตามอย่างศิลปะเมาริยะ ในรัชกาลพระเจ้าอโศกมหาราช เพื่อเป็นหมุดหมายสำคัญแห่งการระลึกถึงปัญญาคุณแห่งองค์มหาศาสนา ผู้ตรัสรู้ชอบหลักอริยสัจใต้ต้นอัศวัตถะ-ต้นปีปัล ต้นมะเดื่อซึ่งในภายหลังสถาปนาในที่ ‘ต้นไม้แห่งความรู้-ต้นพระศรีมหาโพธิ์’ 

พูดกันตามตรง เราไม่มีทางรู้ได้ว่าข้อมูลที่พระเจ้าอโศกทรงนำมาใช้ในการพิจารณาว่า สถานที่ใดคือที่ใดตามพุทธประวัตินั้นถูกต้อง น่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด แต่เหตุที่เรายอมรับกันเช่นนั้นก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดว่า ก็เพราะเราไม่มีหลักฐานที่เก่าไปกว่าสมัยของพระองค์อีกแล้ว แต่นั่นไม่ใช่เรื่องราวที่เราจะถกเถียงกันในวันนี้ 

ฉะนั้นว่ากันตามภาษาฝรั่ง ‘To make the long story short…’ ต้นพระศรีมหาโพธิ์หลังผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จึงถูกทิ้งร้างลงในราวพุทธศตวรรษที่ 17 อันเป็นผลสืบเนื่องจากการขยายอิทธิพลทางการเมืองของเหล่าราชวงศ์สุลต่านแห่งเดลี (Sultan of Delhi) 

พระธรรมสวามิน (Dharmasvamin) ลามะชาวทิเบต ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุในบันทึกของท่านว่า 

“เหล่าพระได้ร่วมกันก่ออิฐปิดห้องประดิษฐานพระพุทธรูปประธานเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวก ‘ตุรุศกะ’ (Turushkas) เข้าไปทำลาย แต่เป็นที่โชคดีว่า วัชระบัลลังก์นั้นไม่เป็นที่น่าสนใจ จึงรอดภัยการทำลาย… ท้ายที่สุดแล้ว เห็นจะมีเพียงพระศรีลังกาเท่านั้นที่สามารถเข้ามาใช้สถานที่แห่งนี้ได้ดังปกติ ลามะแลพระอื่นๆ แลเห็นจะไม่เป็นที่สามารถ…”

ความพยายามบูรณะวัดพระมหาโพธิ์นั้นสืบเนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินพระพม่าหลายรัชกาลได้ส่งคณะเข้ามาบูรณะ แต่สุดท้ายวัดก็ถูกทิ้ง แล้วชาวฮินดูเข้ามาใช้ประโยชน์ กล่าวคือเมื่อราวปี 2133 นักบวชไศวนิกายกลุ่มหนึ่ง นำโดย มหันต์ โคไสนะ ฆมันทิ คีร์ (Mahant Gossain Ghamandi Gir) ผู้สืบสายปฏิบัติ (สัมประทายะ/ Sampradaya) ของท่านอาทิศังกราจารย์ ได้มาสถาปนา ‘มัฐฐะ’ (Matha) หรือพูดอย่างง่ายคือ ‘สำนัก’ ของตนขึ้น นับว่าเป็นกลุ่มนักบวชฮินดูกลุ่มแรกที่ได้เข้ามาใช้พื้นที่โดยรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์อย่างแท้จริง 

อย่างที่ผมเคยเขียนเล่าไว้แล้วเมื่อครั้งชวนสนทนาในบทความ เทศกาลบูชาผีบรรพชน’ และ ‘วันสารท’ ข้อสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม ของอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า พื้นที่ตำบลคยานั้นมีความเชื่อกันว่า ครั้งหนึ่งพระวิษณุได้ปราบอสูรตนหนึ่งชื่อ คยาสูร ด้วยการเหยียบให้จมดิน สุดท้ายก่อนที่คยาอสูรจะบรรลุถึงโมกษะ (การหลุดพ้น) ได้ให้คำมั่นว่า หากใครมาบูชาบรรพชนของเขาบนร่างของตน บุญทั้งหลายที่ทำย่อมนำพาให้บรรพชนถึงโมกษะเช่นเดียวกับตน 

เทวตำนานซึ่งปรากฏในคัมภีร์ปุราณะนี้ นอกจากจะส่งผลให้ชาวฮินดูจำนวนมากนิยมเดินทางไปยังบริเวณพระมหาโพธิเจดีย์ เพื่อประกอบพิธีศราทธบูชา หรือการบูชาดวงวิญญาณบรรพชน ด้วยก้อนข้าวและอาหารอื่นๆ โดยเชื่อว่า ตรงนั้นเป็นจุดที่พระวิษณุเคยทรงประทับพระบาทเอาไว้เหนือร่างของคยาสูรแล้ว ยังสะท้อนถึงมุมมองที่ข้ามเส้นแบ่งทางศาสนาของชาวอินเดียโดยทั่วไป ต่อความสำคัญของพื้นที่บริเวณพระมหาโพธิ์เจดีย์ที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งก็เป็นที่น่าเชื่อได้ว่า คงจะยาวนานมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยเหตุผลที่ว่า การบูชาต้นอัศวัตถะนั้นมีมาก่อนพุทธศาสนาเสียเป็นพันๆ ปี หรือแม้แต่นางสุชาดาเองก็ยังเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าเป็นยักษ์ (เทวดาอารักษ์ต้นไม้) จึงนำข้าวกวนน้ำนมมาถวาย ฉะนั้นการจะบอกว่า พุทธคยาเป็นของชาวพุทธมาแต่เก๊าเหง้าก็ดูจะแปลกไปสักหน่อย 

ทางเข้าอารามมหันต์ (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

‘มหันต์’ คือใคร?

คำว่า ‘มหันต์’ นี้มีความหมายโดยกว้างหนึ่งว่า ‘เจ้าอาวาส’ หรือ ‘เจ้าสำนัก’ เป็นตำแหน่งหัวหน้านักบวชประจำสายปฏิบัติหนึ่งๆ โดยสายปฏิบัติของ ท่านมหันต์ โคไสนะ ฆมันทิ คีร์ นั้นสังกัดอยู่ใน ‘คิริ สัมประทายะ’ หนึ่งใน ‘ทศนามิ สัมปทายะ’ (Dashanami) คือ 10 สำนักซึ่งเชื่อกันว่า ท่านอาทิศังกราจารย์ได้สถาปนาขึ้นเพื่อปกป้องศาสนา ทว่าในทางวิชาการเราไม่คิดแบบนั้น เพราะสำนักทั้งสิบนี้มีอายุการสถาปนาหลายร้อยปีหลังท่านอาทิศังกราจารย์เข้ามุขติไปแล้ว 

ศาสตราจารย์ด้านศาสนาเปรียบเทียบ ประจำสถาบัน Iliff School of Theology เจคอบ เอ็น. คินนาร์ท (Jacob N. Kinnard) อธิบายถึงกลุ่มคิริ สัมประทายะว่า นักบวชกลุ่มนี้ดูจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับกลุ่มสัมประทายะอื่นๆ มากนัก และดูเหมือนว่าจะมีการปกครองภายในที่หลวมๆ แต่หลังจากสามารถสถาปนาสำนักของตน ณ พุทธคยาได้แล้ว สายปฏิบัติที่ไม่โด่งดังนักนี้ (ตามการบอกเล่าจัดอยู่ในลำดับที่ 36 จากทั้งสิ้น 52 สายปฏิบัติภายใต้ขนบอย่างไศวนิกาย) กลายมาเป็นหนึ่งในกลุ่มก้อนทางศาสนาที่ได้รับการพูดถึงมากขึ้น ด้วยเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ พุทธคยา (ตามมุมมองของชาวฮินดู) นับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญบนร่างกายของคยาสูร

 

ทางเข้าอารามมหันต์ (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

วังมหันต์ 

ปัจจุบัน คิริ สัมประทายะ ปกครองโดย กฤษณะ ทยัล คีร์ (Krishna Dayal Gir) มหันต์ท่านที่ 12 มีศูนย์กลางอยู่ ณ อารามใหญ่ไม่ไกลจากบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์มากนัก (ราว 700 เมตร จากประตูทางออกด้านข้างของมหาโพธิ์เจดีย์) หากค้นหาดูใน Google คือ Sri Shankaracharya Math, Bodhgaya แต่พูดชื่อนี้ไปในหมู่คนไทยแทบไม่มีใครรู้จัก แม้แต่พระสงฆ์ผู้จำพรรษา ณ วัดไทยต่างๆ รอบต้นโพธิ์ ก็ยากจะหาท่านที่ทราบถึงชื่อนี้ เพราะชื่อเสียงที่คนไทยนิยมเรียกกันคือ ‘วังมหันต์’ 

อนึ่งสิ่งก่อสร้างที่คนไทยเรียกว่า ‘วัง’ หลังนี้ สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 22 ไม่นานหลังจากคิริ สัมประทายะสถาปนาขึ้นอย่างมั่นคงที่พุทธคยาแล้ว ด้วยความที่อาคารนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถาน ที่พำนักของเจ้าสายปฏิบัติ ต่อจากนี้ผมจะใช้คำว่า ‘อาราม’ แทนคำว่า วัง เพื่อให้ผู้อ่านเห็นถึงรูปแบบการใช้งานของสถานที่

ล้อมด้วยกำแพงสูงเทียบได้กับตึก 2 ชั้น อารามมหันต์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา หนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญตามพุทธประวัติ ภายในกำแพงใหญ่สูงตระหง่าน ปรากฏอาคารสีขาวรูปทรงคล้ายอาคารทรงป้อมในยุคอาณานิคม เรียบไม่มีลวดลายประดับอะไร มีเพียงแต่ประตูทางเข้าไปภายในอารามเท่านั้นที่ทำมาจากหินทราย สลักลวดลายพันธุ์พฤกษาแน่นขนัด บริเวณทับหลังทรงครึ่งวงกลมปรากฏเทวรูปเทพเจ้าจำนวนหนึ่ง ฝั่งตรงข้ามเป็นประตูใหญ่มุ่งตรงลงสู่ท่าน้ำ 

แม่น้ำเนรัญชรา (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

การเข้าไปในอารามของคิริ สัมประทายะนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเขาเปิดให้เข้าชมได้ฟรี (แต่ใครจะให้สินน้ำใจลุง รปภ.สักเล็กน้อยพอเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาก็ตามแต่สะดวก) เพียงแค่ลงชื่อเข้าชม และถอดรองเท้าให้เรียบร้อย เมื่อเข้าไปแล้ว พื้นที่ตรงกลางของอารามจะเป็นลานโล่ง มีอาคารหลังเล็กก่ออิฐถือปูน ทาด้วยสีขาวไม่ประดับลวดลายตั้งอยู่ตรงกลาง ภายในประดิษฐานรูปเคารพจำนวนหนึ่ง พร้อมแท่นปูด้วยหนังเสือ สำหรับท่านมหันต์ใช้ในยามเทศนาและพบปะสาธุชน 

ประติมากรรมมารีจีพระโพธิสัตว์ ประดิษฐานในอาคารหลังกลาง (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

เทวรูปที่ว่านั้นดูไปก็แปลกตา เพราะแท้จริงแล้ว ประติมากรรมจำนวนมากที่นำมาบูชา ณ อารามแห่งนี้เป็นรูปเคารพพระโพธิสัตว์ ศิลปะปาละ ซึ่งบางองค์อาจมีอายุเก่าไปถึงศิลปะปาละตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ 14) โดยภายในอาคารหลักหลังนี้มีการประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์ขนาดใหญ่อยู่รูปหนึ่ง เมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่าเป็นพระโพธิสัตว์มารีจี พระโพธิสัตว์หญิงผู้ดูแลรักษาดวงอาทิตย์ พระนางเป็นหนึ่งในพระโพธิสัตว์เพศหญิงที่ได้รับความนิยมมากในช่วงราชวงศ์ปาละ แต่ประติมากรรมชิ้นนี้นับว่าวิเศษ เพราะขนาดนั้นใหญ่และมีการแกะสลักที่ละเอียดสวยงาม 

นอกจากอาคารหลังกลางแล้ว พื้นที่โดยรอบลานจะแบ่งเป็นห้องๆ จำนวนมาก ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป ซึ่งแผนผังแบบนี้สามารถพบเห็นได้ในอินเดียมานานแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มวัดถ้ำ (ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 3-4) รวมไปถึงมัฐฐะต่างๆ ในไศวนิกายก็นิยมสร้างด้วยฝั่งอาคารเช่นว่า คือ มีอาคารสำหรับให้คุรุใหญ่ออกเทศนา ล้อมด้วยห้องพักขนาดเล็ก ด้วยเหตุที่ว่า คุรุใหญ่นั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของพระศิวะบนโลก ท่านเหล่านี้ได้จดจำคำสอนของพระศิวะ (คัมภีร์อาคมะ) ต่อๆ กันมา การปรากฏตัวของท่านจึงสำคัญ อาคารที่อยู่ตรงกลางจึงโดดเด่นออกมาจากส่วนอื่น แต่อาคารประเภทนี้มักเปิดโล่งเพื่อให้ทุกคนสามารถมองเห็นตัวคุรุใหญ่ได้ 

อย่างไรก็ดี การจะบอกว่า แผนผังอารามมหันต์นั้นสร้างตามคตินี้โดยตรง ก็ดูจะด่วนสรุปเกินไป เพราะว่าอาคารเกือบทั้งหมดแสดงอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตก-มุสลิมอย่างชัดเจน การวางผังแบบนี้จึงอาจเป็นเพียงการสร้างอาคารที่มีลาน (Courtyard) ก็ได้ 

อาคารหลังกลาง (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

แท่นประทับของมหันต์ (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

มิตรผู้เป็นอื่น (?) ณ แดนพุทธภูมิ

แม้ดูเก่าและขาดการดูแลอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วภายในอารามนับว่าสะอาดและร่มรื่นมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ผู้เข้าชมไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปเยี่ยมชมบริเวณชั้น 2 และ 3 ของอาคาร เพราะทางอารามสงวนไว้เป็นที่พำนักของท่านมหันต์ โดยส่วนตัวก็เสียดายเพราะการได้พบผู้นำของสายปฏิบัติหนึ่งๆ นั้นดูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น สำหรับความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการใช้งานสถาปัตยกรรม ซึ่งอาจนำไปเทียบเคียงกับหลักฐานทางโบราณคดีได้ 

กระนั้นระหว่างเดินสำรวจไปมาตามห้อง นักบวชกลุ่มหนึ่งซึ่งนั่งคุยกันอยู่บริเวณลานกลางของอารามได้เอ่ยทักทาย พร้อมถามถึงประเทศที่เราจากมาก เมื่อนักบวชกลุ่มนั้นทราบว่า ประเทศไทย พวกเขาก็ชี้ไปยังปีกด้านในของอาคารพร้อมพูดว่า พระพุทธเจ้าของเธออยู่ที่นั่น ไปพบท่านสิ 

เมื่อเดินไปถึง ณ ปีกอาคารดังกล่าวอย่างว่าง่าย พระพุทธรูป ศิลปะปาละจำนวนมากได้ถูกนำมาประดิษฐานเอาไว้ ประหนึ่ง Site Museum ทุกองค์ยังทิ้งร่องรอยของการบูชาเอาไว้อย่างชัด มีการปิดทอง มีตู้รับบริจาคติดป้ายภาษาไทยที่แปลอย่างผิดๆ ถูก ไม่ไกลกันนัก ยังมีอีกห้องหนึ่ง ภายในเต็มไปด้วยรูปพระโพธิสัตว์ทั้งชายและหญิง รวมไปถึงเทวรูปพระศิวะ พระวิษณุ และเทพเจ้าองค์อื่นๆ ทั้งสิ้นล้วนมีรูปแบบจำแนกได้ในศิลปะปาละ 

อาคารด้านหลังอาคารหลัก ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะปาละ จำนวนมาก (ที่มาภาพ: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)

ไม่ว่า มหันต์จะถูกเขียนถึงอย่างไรในเอกสารพุทธศาสนา ภาษาไทย และภาษาอื่นๆ แต่ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับตัวนั้นแตกต่างออกไปมาก พวกเขาถูกโจมตีอย่างหนักจากชาวพุทธในฐานะผู้ทำลายมหาโพธิ์เจดีย์ ยึดครองแต่ไม่ดู เบียดขับชาวพุทธจากสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ แต่การที่ในปัจจุบันเขาเปิดอารามของเขาให้ชาวพุทธสามารถเข้าไปบูชาพระพุทธรูป ซึ่งหลงเหลืออยู่ภายในได้อย่างไม่เสียสตางค์ สิ่งนี้สะท้อนอะไรกลับมาที่ชาวพุทธหรือไม่

ผมเคยได้ฟังหลวงพี่รูปหนึ่งเล่าว่า ท่านเคยพบมหันต์ท่านปัจจุบัน ณ อารามแห่งนี้ โดยหลวงพี่ท่านบอกกับท่านมหันต์ว่า “เราเป็นเพื่อนกัน” และคำตอบที่หลวงพี่ท่านนั้นได้ว่ากลับมาคือ “ใช่ เราเป็นเพื่อนกัน พุทธและฮินดู” 

ปัจจุบัน มหันต์วางตัวเป็นเพื่อนของชาวพุทธ พุทธคยายังคงดำรงสถานะอันพิสดารในใจชาวฮินดูและพุทธทั่วโลก แต่ทำไมกัน พุทธศาสนา ‘ไทย’ จึงกล่าวรังเกียจคนเหล่านี้ พุทธศาสนาที่ชาวไทยอ้างนักหนาว่า เป็นศาสนาที่ปฏิเสธระบบวรรณะโดยสิ้นเชิง กลับเป็นผู้เล่นในเกมแห่งการแบ่งเขาแบ่งเรา ก็นั่นแหละครับ เพียงแค่คำพูดสั้นๆ “ไปพบท่านสิ” สำหรับผม มันช่างมีความหมาย เสมือนเพื่อนผู้ชี้ทางไปสู่ความรู้ที่เราไม่มีได้พบหากปราศจากเขา

ที่มาข้อมูล

Asher, Frederick (2008). Bodh Gaya. Oxford University Press.

Jacob N. Kinnard, “Bodh Gaya, India”. In: William M. Johnston, ed. (2013). Encyclopedia of Monasticism. Hoboken: Taylor and Francis

Sarao, KTS (2020). The History of Mahabodhi Temple at Bodh Gaya. Springer Nature.

Tags: , , , , , , , , , ,