“เราต้องจับให้ได้ ก่อนมันจะลาออก”

1

ปี 2001 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานสอบสวนกลางหรือเอฟบีไอ (FBI) ประชุมกันอย่างเคร่งเครียด ก่อนหน้านี้ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน ทางการสหรัฐอเมริกาจับกุมสายลับ หนอนบ่อนไส้ คนขายชาติ ตัวเป็นอเมริกันแต่ใจมอบให้กับสหภาพโซเวียต คู่ปรับในโลกสงครามเย็น ได้เป็นจำนวนมาก

กลุ่มสปายเหล่านี้ไม่ได้มีความนิยมชมชอบ หรือเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสม์แม้แต่น้อย แต่ทำไปเพราะเห็นแก่เงิน

ทรัพย์สินที่ดินแดนหลังม่านเหล็กปรนเปรอให้ นำไปสู่การค้นพบว่า มีเจ้าหน้าที่ทูตโซเวียตคนใดที่แอบส่งข้อมูลให้อเมริกาบ้าง

เมื่อสายลับสองหน้าส่งหลักฐานให้ โซเวียตก็จัดการด้วยกฎเหล็กของตัวเอง มอสโกไม่ใช้หลักการเดียวกับวอชิงตัน ที่เน้นจับกุมดำเนินคดีและส่งตัวเข้าคุก

แต่ประเทศคอมมิวนิสต์แห่งแรกของโลก ใช้วิธีการประหารอย่างโหดเหี้ยมต่อผู้ทรยศเหล่านั้น ราวชีวิตคนเป็นผักปลา 

เพื่อไม่ให้สายข่าวของตัวเองถูกฆ่า และเพื่อให้งานข่าวกรองดำเนินไปได้ อเมริกาพร้อมด้วยชาติพันธมิตรตะวันตกต่างเบนเป้าจากภัยภายนอกมาสู่ภัยภายใน เล็งค้นหาคนของตัวเอง เน้นปราบปรามหนอนบ่อนไส้ สายลับขายชาติในทันที หน่วยข่าวกรองถูกตรวจเข้ม เจ้าหน้าที่รัฐโดนตรวจสอบ และแน่นอน เอฟบีไอ หน่วยงานที่มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลละเอียดอ่อนเกี่ยวกับความมั่นคงมากที่สุดในสหรัฐฯ ก็ไม่รอดเช่นกัน

รัฐบาลสั่งการให้สำนักงานสอบสวนกลางเร่งกวาดล้างหลังบ้าน ค้นหาหนอนบ่อนไส้ คนขายชาติ เพราะมีหลักฐานเป็นนัยว่า ข้อมูลบางอย่างของหน่วยงานนี้ล่วงรู้ไปถึงโซเวียต

เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบทุกอย่างบนข้อสันนิษฐานว่า คนขายชาติไม่ได้เลื่อมใสคอมมิวนิสม์ แต่ทำไปเพราะเงิน เพื่อให้ตัวเองร่ำรวย พวกเขาใช้มาตรการนี้ตรวจจับสายลับสองหน้า

เมื่อล่วงถึงสหัสวรรษที่ 2 ได้ 1 ปี หลังจากการสอดส่องค้นหาไปได้สักพัก ไม่นานเอฟบีไอก็พบชายคนหนึ่ง ท่ามกลางข้อสงสัยของผู้บริหารสำนักงานสอบสวนกลางระดับสูง มันจะเป็นไปได้เหรอ แต่เมื่อเห็นหลักฐานพวกเขาก็ปะติดปะต่อข้อมูลจนพบความน่าจะเป็น

นั่นทำให้เจ้าหน้าที่ระดับใหญ่โตมาประชุมกัน ชายต้องสงสัยคนนี้กำลังจะเกษียณอายุการรับใช้เอฟบีไอในอีกไม่กี่เดือน พวกเขามีเวลาไม่มาก

และแม้ตอนนี้สหภาพโซเวียตจะล่มสลายกลายเป็นรัสเซีย แต่พิษสงและเขี้ยวเล็บยังน่าหวั่นเกรง แถมยังมีนักการเมืองดาวรุ่งพุ่งแรง ว่าที่พระเจ้าซาร์องค์ใหม่ ซึ่งกำลังจะสะสมความสามารถนาม วลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) เป็นผู้นำอีกด้วย

ในปี 2001 การประชุมครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้น โดยเน้นย้ำว่า “เราต้องจับให้ได้ ก่อนมันจะลาออก”

การประชุมได้ข้อสรุปตรงนี้พร้อมเน้นย้ำว่า “จะให้ดีต้องจับมันให้ได้คาหนังคาเขา ขณะกำลังลอบส่งข้อมูลให้พวกโซเวียต”

แผนการเริ่มขึ้นอย่างคร่าวๆ ทุกขั้นตอนต้องละเอียดรอบคอบ เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่เจ้าหน้าที่ธรรมดา แต่เคยดำรงตำแหน่งต่อต้านข่าวกรอง จึงมีทักษะความชำนาญ หากได้กลิ่นผิดปกติแม้เพียงนิด เขาอาจหายตัวไปหรือทำลายหลักฐานขายชาติทั้งหมดได้

การประชุมดำเนินไปอย่างตึงเครียด ก่อนได้ข้อสรุปสั้นๆ ว่า

เราต้องจับ โรเบิร์ต ฮันส์เซน (Robert Hanssen) ให้ได้

2

เอริก โอนีลล์ (Eric O’Neill) อายุเพียง 25 ปี เขาเพิ่งได้เป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ในเดือนมกราคม 2001 มีคำสั่งให้ไปพบที่สำนักงานใหญ่ โอนีลล์กระตือรือร้นอย่างยิ่ง เมื่อพบผู้บริหารระดับสูงก็ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ

“เราจะส่งเอ็งไปทำงานเป็นผู้ช่วยของโรเบิร์ต ฮันส์เซน”

“นั่นเป็นตำแหน่งงานง่ายๆ นี่” เด็กหนุ่มสงสัย เรื่องแค่นี้ทำไมต้องเรียกเขามาพบถึงสำนักงานใหญ่ด้วย

“อย่าบอกใคร นี่เป็นปฏิบัติการพรางตัว จงไปสืบและหาข้อมูล พร้อมหลักฐานที่จะแจ้งว่า ฮันส์เซนเป็นคนขายชาติให้พวกรัสเซียหรือไม่”

ขณะนั้นโอนีลล์ไม่เคยทำงานภาคสนาม เขาเป็นปากกาใหม่เอี่ยมถอดด้ามของเอฟบีไอ เจ้าตัวไม่เคยถามว่า ผู้บังคับบัญชาเห็นอะไรในตัวเขา จึงส่งไปทำงานนี้

แต่เจ้าตัวก็รับคำสั่งและปฏิบัติหน้าที่ในทันที

แท้จริงแล้วฮันส์เซนในเวลานั้นไม่ได้ทำงานให้กับเอฟบีไอแล้ว เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเขาถูกดึงตัวชั่วคราวให้ช่วยหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อกระทรวงต่างประเทศ โดยเป็นตัวแทนดูการปฏิบัติภารกิจต่างแดน ซึ่งผู้บริหารของสำนักงานสอบสวนกลางเห็นว่า ถ้าจะจับไต๋อีกฝ่าย ต้องโยกเขากลับมาอยู่ใกล้ตาใกล้ตีนของเอฟบีไอเสียก่อน

ดังนั้นจึงมีคำสั่งยกเลิกการไปปฏิบัติหน้าที่ ณ กระทรวงต่างประเทศ และให้เจ้าหน้าที่เอฟบีไออีกรายไปทำงานแทน โดยจังหวะที่จะส่งมอบงานกันนั้น ฮันส์เซนจะถูกจับตาจากสำนักงานสอบสวนกลาง เพื่อดูว่าเขามีท่าทีสงสัยหรือมีพิรุธอะไรหรือไม่

ปรากฏว่าฮันส์เซน ชายที่เคยอยู่หน่วยต่อต้านข่าวกรอง ไม่ได้แสดงอะไรผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว

อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ไปทำงานแทนฮันส์เซนพบว่า ชายต้องสงสัยว่าจะขายชาตินี้ เข้าดูข้อมูลของสำนักงานสอบสวนกลางมากเกินไป แถมยังใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลภายในหน่วยงานอย่างผิดสังเกตด้วย

แต่เพราะตำแหน่งที่ไปทำ ณ กระทรวงต่างประเทศ เอื้อให้ฮันส์เซนเข้าถึงข้อมูลความมั่นคงตรงนี้ เพราะอ้างได้ว่าใช้ประกอบการตัดสินใจในภารกิจต่างแดนของกระทรวง

เมื่อดึงตัวกลับมาแล้วจะให้นั่งตบยุงก็ใช่ที่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเอฟบีไอจึงตัดสินใจสร้างงานปลอมเพื่อฮันส์เซนโดยเฉพาะ และแจ้งว่าจากนี้เป้าหมายจะได้ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยปฏิบัติการพิเศษเกี่ยวกับเทคโนโลยี เน้นเรื่องงานคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชายคนนี้ถนัดมาก

“งานนี้จะให้นายทำสัก 2 ปี แล้วก็จะเลื่อนขั้นให้ใหญ่โตต่อไป”

เดือนมกราคม 2001 ฮันส์เซนย้ายไปที่สำนักงานเอฟบีไอใหม่ พร้อมพบกับผู้ช่วยโอนีลล์ ภายในห้องของเป้าหมายมีทั้งกล้องวงจรปิดและไมโครโฟนที่แอบติดเต็มไปหมด แถมยังซ่อนเนียนมิดชิด เพราะดูเหมือนฮันส์เซนจะไม่มีความสงสัยอะไรแม้แต่น้อยว่า บัดนี้เขาถูกสอดแนมแล้ว 

แถมการจับจ้องยังไม่ได้มีแค่ในห้องทำงานเท่านั้น แต่เริ่มนับตั้งแต่เขาก้าวเท้าออกจากบ้าน มาที่ทำงาน คุยกับโอนีลล์ ออกจากเอฟบีไอ กลับถึงที่พัก ทุกย่างก้าวมีเจ้าหน้าที่สอดส่องตลอดเวลา

เมื่อตรวจตรากันเข้มแบบนี้ ทางการจึงมั่นใจว่า ช้าหรือเร็ว หลักฐานจะต้องปรากฏอย่างแน่นอน

ก่อนจะเริ่มภารกิจ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการได้ศึกษาชีวิตพฤติกรรมเขาอย่างถี่ถ้วน วิเคราะห์การทำงานจนพบว่า เป้าหมายมีความใฝ่ฝันอยากเป็นสายลับในนิยาย ที่สร้างเป็นหนังดังอย่าง เจมส์ บอนด์ พยัคฆ์ร้าย 007 ของอังกฤษ

แต่เพราะไม่ได้รับการส่งเสริม แทนที่จะได้เป็นฮีโร่กลับกลายเป็นเจ้าหน้าที่ธรรมดา และนั่นอาจมีส่วนให้เขาขายชาติก็เป็นได้

ความน่าจะเป็นนี้เป็นการคาดการณ์เบื้องต้น แต่ถ้าจะรู้อย่างละเอียดก็ต้องรอคอยอย่างอดทน ระหว่างนั้นโอนีลล์เก็บหลักฐานที่พบในกระเป๋าของฮันส์เซน บันทึกการสนทนา โดยทั้งสองต่างสนิทสนมกัน ฮันส์เซนทำตัวเป็นอาจารย์คอยสอนถ่ายทอดความรู้เอฟบีไอให้กับโอนีลล์

จนมีหลายครั้งที่เด็กหนุ่มสงสัยว่า เจ้านายของเขาจะขายชาติได้อย่างไร 

กระนั้นยิ่งตรวจค้นสอดส่องไปลึกขึ้นเรื่อยๆ โอนีลล์ก็มั่นใจว่า ฮันส์เซนมีพฤติกรรมน่าสงสัยเอามากๆ และเข้าข่ายสายลับสองหน้าจริงๆ แต่จะจับให้ได้นั้น มันต้องค่อยๆ ของค่อยๆ ใช้หลักฐานชิ้นเล็กชิ้นน้อยประกอบกันเป็นรูปเป็นร่าง เพื่อให้กลายเป็นภาพใหญ่อย่างชัดแจ้ง

และแล้วการทำงานก็สัมฤทธิผล

กินเวลาแค่ 1 เดือน หลังย้ายคนขายชาติมานั่งตำแหน่งงานหลอกๆ กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2001 ฮันส์เซนก็สิ้นลาย

โดนจับจนได้

3

ข้อมูลที่เอฟบีไอค้นพบก็คือ ฮันส์เซนนัดหมายกับสปายรัสเซียที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ซึ่งช่วงเวลานั้นเจ้าหน้าที่ค้นพบวิธีการส่งมอบข้อมูลระหว่างฮันส์เซนกับสายลับจากมอสโก ซึ่งเป็นคนของสถานทูตรัสเซีย โดยจะมีการแจ้งจุดนัดพบแล้วส่งเอกสารบางอย่างให้เพื่อแลกกับเงิน

เจ้าหน้าที่ล่วงรู้ทุกอย่าง เพราะโอนีลล์ค้นกระเป๋าและตรวจอุปกรณ์หัวหน้าเขาทุกอย่าง จนรู้รายละเอียด เมื่อฮันส์เซนนำเอกสารห่อด้วยถุงพลาสติกไปที่จุดนัดพบ แล้ววางของทิ้งไว้เพื่อให้สายลับรัสเซียมาเก็บ พอเจ้าตัวเดินกลับไปที่ลานจอดรถ เตรียมตัวจะเปิดประตูยานพาหนะ เพื่อออกจากสถานที่ตรงนี้ เขาก็เจอเจ้าหน้าที่จำนวนมากมาย บุกเข้าคุมตัว ใส่กุญแจมือไพล่หลัง สิ้นอิสรภาพในบัดดล

นี่กลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะเอฟบีไอมีหลักฐานว่า ฮันส์เซนทำงานรับใช้รัสเซียมานานกว่า 20 ปี นับเป็นหนอนบ่อนไส้ในสำนักงานสอบสวนกลางที่คอยส่งความลับให้กับมอสโก นับตั้งแต่เป็นเมืองหลวงโซเวียต จนมาเป็นของรัสเซีย จากคอมมิวนิสต์สู่เผด็จการ

โดยเขารับสินน้ำใจจากดินแดนหลังม่านเหล็กไป 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยกัน

กระนั้นที่น่าแปลกใจคือ ฮันส์เซนไม่เคยศรัทธาในลัทธิคอมมิวนิสต์ เขาเป็นคนคลั่งศาสนาคริสต์เอามากๆ แล้วอะไรทำให้ชายคนนี้ตัดสินใจขายชาติให้ประเทศที่ไม่ต้องการให้ใครนับถือศาสนา

ทุกอย่างย้อนกลับไปที่ความหลัง และความใฝ่ฝันที่เขาอยากเป็นเจมส์ บอนด์นั่นเอง

4

สมัยที่ฮันส์เซนทำงานอยู่หน่วยต่อต้านข่าวกรอง ชั้น 4 ของสำนักงานใหญ่เอฟบีไอ เพื่อนๆ ต่างรู้กันดีว่า หากมีช่วงเวลาว่าง เขาจะไปโบสถ์เสมอ และทุกวันอาทิตย์เจ้าตัวจะพาภรรยาและลูกทั้ง 6 ไปโบสถ์เช่นกัน

“เขาเป็นคนเก่งนะ แต่…”

นี่คือคำนิยามที่อดีตหัวหน้าของฮันส์เซนบอกกับนักข่าว The New York Times

ฮันส์เซนทำงานได้อย่างดีเยี่ยม แต่เมื่อถึงเวลาต้องพรีเซนต์งานต่อหน้าเพื่อนลูกน้อง-ผู้บังคับบัญชา เขากลับพูดตะกุกตะกัก ยืนหลังค่อม ไม่สง่าผ่าเผย ซึ่งในยุค 1980s ที่ฮันส์เซนเริ่มเข้าทำงาน เอฟบีไอยังสืบทอดธรรมเนียมประเพณีโบราณที่เจ้าหน้าที่ต้องมีมาด มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เงอะงะแบบนี้

นี่จึงเป็นสาเหตุให้ฮันส์เซนแป้ก ไม่เติบโต หรือถูกส่งไปทำงานภาคสนาม ซึ่งเขาใฝ่ฝันอย่างมาก เจ้าตัวกินแห้ว ต้องไปนั่งทำงานนั่งโต๊ะ เน้นพวกคอมพิวเตอร์ แม้จะทำงานต่อต้านข่าวกรอง แต่ไม่ได้เป็นสายลับปฏิบัติการ

ความฝันที่อยากเป็นเจมส์ บอนด์ แหลกสลาย เมื่อเขาเลิกงานในวันหนึ่งก็ถูกทาบทามโดยเจ้าหน้าที่สายลับของโซเวียต เมื่อบ้านเกิดไม่เห็นค่า แผ่นดินนี้กลับเห็นศักยภาพในตัวคุณ

มาทำงานให้กับเราไหม

ฮันส์เซนทำงานให้เอฟบีไอแค่ไม่ถึง 5 ปี เขาก็ได้งานเพิ่ม เป็นสายลับสองหน้าให้โซเวียตสืบเนื่องต่อถึงรัสเซียยาวนานเกือบ 20 ปีเลยทีเดียวที่เขาขายชาติ

แม้เจ้าตัวจะชิงชังลัทธิคอมมิวนิสม์เพราะความเคร่งศาสนา แต่เมื่ออีกฝ่ายเห็นค่า เขาก็ยอมส่งข้อมูลลับให้ โดยแลกกับเงินมหาศาล 

แตกต่างจากหนอนบ่อนไส้ คนขายชาติรายอื่นๆ ที่เอาเงินปรนเปรอตัวเอง ฮันส์เซนกลับซื้อบ้านราคาไม่แพง ย่านชานเมือง ชอบไปโบสถ์ ไม่ดื่มเหล้า ไม่บ้าผู้หญิง ไม่หลงใหลในกามารมณ์ พวกนี้เจ้าตัวไม่ยุ่ง แต่เขาเอาเงินและเพชรที่ได้มา แปรเปลี่ยนเป็นทุนให้กับลูกๆ ของเขาทั้ง 6 คนได้เรียนโรงเรียนเอกชนแพงๆ มีชื่อเสียง การันตีว่าให้การศึกษาได้อย่างเต็มที่

เขาขายชาติเพื่อให้ลูกได้มีชีวิตที่ดีนั่นเอง

น่าเสียดายหัวใจเศร้า ที่เจ้าตัวถูกจับเสียก่อน

เจ้าหน้าที่ซึ่งเคยร่วมงานกับฮันส์เซนต่างช็อก เพราะไม่คิดว่าคนเคร่งศาสนาจะยอมส่งข้อมูลให้กับประเทศที่เกลียดศาสนา ทุกอย่างมันย้อนแย้งอย่างมาก แต่พอรู้ว่าทำไปเพื่อเงินและเพื่อลูก ทุกคนก็เริ่มเข้าใจ

สัจธรรมอย่างหนึ่งของวงการสายลับสองหน้าก็คือ การขายชาตินั้นเริ่มจากจุดเล็กๆ เช่นความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่เห็นตัวเองที่ถูกละเลยความสามารถจากองค์กร จนเมื่อมีศัตรูเห็นและยื่นคุณค่าให้ มันทำให้ฮันส์เซนลังเล แต่เพราะอยากมีตัวตนในโลกข่าวกรอง และแรงขับดันที่อยากเป็นสายลับทำงานภาคสนาม จึงทำให้เขายอมทรยศเอฟบีไอ เอาข้อมูลมาส่งมอบให้โซเวียตจนถึงรัสเซีย เพราะต้องการความตื่นเต้น ที่ทำให้เขากลายเป็นสายลับขึ้นมาจริงๆ

แต่สุดท้ายทุกอย่างก็จบสิ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม 2002 หลังถูกขังมาเป็นปี พร้อมถูกตั้ง 15 ข้อหา ฐานเป็นสายลับสองหน้า ศาลก็มีคำพิพากษาให้ฮันส์เซนต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยไม่มีสิทธิขอลดหย่อนผ่อนโทษแต่อย่างใด

สาเหตุที่เจ้าตัวโดนหนัก ไม่เพียงเพราะขายชาติอย่างยาวนานเท่านั้น แต่เพราะเขายังส่งมอบรายชื่อสายลับโซเวียตที่ขายชาติให้กับสายลับคอมมิวนิสต์ จนนำไปสู่การประหารทิ้งแบบโหดเหี้ยมเป็นจำนวนหลายราย

ฮันส์เซนรับว่าเขาส่งมอบเอกสารความลับทางราชการให้กับมอสโกจริง แต่ไม่เคยบอกว่าทำไปเพราะอะไร แถมยิ่งขุดคุ้ยแบบละเอียด ก็พบว่าชายคนนี้เคยติดกล้องถ่ายภาพเมียตอนมีอะไรกับเขา แล้วแอบติดภาพเปลือย แล้วเอาภาพไปให้เพื่อนสนิทดู สร้างความน่าขยะแขยงเป็นอย่างมาก

คนขายชาติติดคุกยาวนาน 21 ปี ในวันที่ 5 มิถุนายน 2023 เขาก็จากโลกนี้ไปด้วยวัย 79 ปี ท่ามกลางความด่างพร้อยของเอฟบีไอ ชื่อของฮันส์เซนถูกจารึกในฐานะศัตรูของอเมริกา ได้รับการประณามหยามเหยียดไปทั่วสารทิศ

กระนั้นสำหรับโอนีลล์ที่แม้จะได้รับความดีความชอบในเรื่องนี้ แต่เขาก็ทำงานให้เอฟบีไอได้ไม่นาน เจ้าตัวก็ลาออกไปทำงานด้านกฎหมาย ก่อตั้งบริษัทตัวเองขึ้นมา แม้จะมีเสียงชื่นชมว่าทำงานได้ดีเยี่ยม แต่ลึกๆ โอนีลล์ซึ่งเคยร่วมงานกับฮันส์เซนก็ยังคงสำนึกที่ได้รับวิชาความรู้จากชายคนนี้ไปมากมายทีเดียว

แม้ทั้งสองได้ร่วมงานกันแค่ 1 เดือนกว่าๆ แต่โอนีลล์เล่ากับนักข่าวว่า ฮันส์เซนได้ให้อิทธิพลบางอย่างแก่เขาจนถึงปัจจุบัน “แม้เขาจะขายชาติ แต่อีกมุมเขาก็สอนผมด้วย”

อย่างไรก็ดี เพราะหน้าที่และคำสั่ง ทำให้โอนีลล์ส่งข้อมูลและค้นพบพฤติกรรมของฮันส์เซน นำไปสู่การจับกุม โดยทั้งสองได้เผชิญหน้ากันครั้งสุดท้ายที่ลานจอดรถ ขณะอดีตหัวหน้ากำลังถูกใส่กุญแจมือ เอฟบีไอหนุ่มยังเปิดปากถามว่า ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย ทำไมต้องทรยศบ้านเกิด

แต่ฮันส์เซนไม่เคยตอบคำถามนี้เลย 

ชั่วชีวิต

ถึงวันนี้แม้อาจารย์จะเป็นคนเลวในสายตาของมาตุภูมิ แต่โอนีลล์ไม่เคยให้ร้ายอดีตหัวหน้า อดีตเป้าหมายแม้แต่นิดเดียว โดยยังมีความพิศวงในใจของลูกศิษย์คนนี้ตลอดมา ชีวิตโรเบิร์ตก็ไม่ได้แย่ ไม่ได้เลวร้าย ใยเขาถึงเลือกเดินเส้นทางสายนี้

นี่คงเป็นคำถามที่ได้แต่สงสัย แต่คงไม่มีวันได้รับคำตอบ

โอนีลล์บอกสิ่งที่ยังอยู่ในใจเขากับนักข่าว ในวันที่ฮันส์เซนตายว่า 

“ผมอยากถามเขาอีกครั้งเหมือนกันนะ ถ้ามีโอกาสแม้เพียงนิด ก็อยากรู้ว่า เขาขายชาติ เพื่ออะไร”

 

ข้อมูลอ้างอิง

https://nypost.com/2023/06/06/fbi-agent-eric-oneill-who-took-down-russian-spy-robert-hanssen-says-h/

https://www.reuters.com/article/us-fbi-idUSN2334656420070224/

https://www.cbsnews.com/news/a-spys-strange-sexual-life/

https://www.nytimes.com/2001/02/25/us/us-charges-present-a-paradox-the-pious-spy.html

https://www.independent.co.uk/news/world/americas/crime/spycatcher-eric-o-neill-robert-hanssen-fbi-b2352466.html

https://www.fbi.gov/history/famous-cases/robert-hanssen

Tags: , , , , ,