ภาพความเสียหายจากการประท้วงทั่วฝรั่งเศสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ตุลาคม 2026) ซึ่งปรากฏบนหน้าสื่อต่างๆ ทั่วโลกตลอดทั้งสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมือง ความไม่พอใจของประชาชน และความเข้มข้นทางการเมืองของประเทศที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ดี เมื่อมองจากอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ก็จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ ผู้คนส่วนหนึ่งเห็นว่าการเผาอาคารเก่าแก่ เผายานพาหนะ หรือแม้แต่การปล้นสะดมร้านค้า ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง กลายเป็นการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคมในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ความรุนแรงดังกล่าวยังถูกโยงเข้ากับกลุ่มผู้อพยพ ชาติพันธุ์ และศาสนา จนกลายเป็นประเด็นที่นำไปใช้หาเสียงและโจมตีทางการเมืองต่อได้

The Momentum พูดคุยกับ จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปัจจุบันเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เพื่อทำความเข้าใจการประท้วงและการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นในฝรั่งเศส ผ่านสายตาของผู้ที่ใช้ชีวิตจริงอยู่ที่นั่น

ช่วยเล่าสถานการณ์ภาพรวมที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสตอนนี้ให้ฟังหน่อย

อย่างที่เรารู้กัน ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์การประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศสยกระดับความรุนแรงมากขึ้น มีการชุมนุมในกว่า 200 โรงเรียนทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ผมเคยคาดการณ์เอาไว้ว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้จะมีความใกล้เคียงกับเหตุการณ์ ‘Mai 68’ หรือการประท้วงของกลุ่มนิสิตนักศึกษาฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤษภาคม 1968 ซึ่งเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ ไม่ต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ของประเทศไทย 

ผลที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ Mai 68 สร้างความเปลี่ยนแปลงหลายด้านให้กับสังคมฝรั่งเศสขนานใหญ่ ไม่ว่าจะทั้งด้านสิทธิเสรีภาพของนิสิตนักศึกษา หรือแนวคิดสตรีนิยม 

ผมทายเอาไว้ แล้วมันก็เกิดเหมือนกันจริงๆ และที่สำคัญมันกำลังจะใหญ่และรุนแรงกว่า Mai 68 เพราะประชาชนมาเข้าร่วมเดินขบวนกันเยอะมาก

ส่วนเหตุผลไม่ใช่เพียงเพราะว่ารับไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ปราบปรามนักเรียนนักศึกษา แต่ประชาชนโดยทั่วไปสะสมความไม่พอใจที่มีต่อรัฐบาลมานานหลายปี และครั้งนี้คือจุดปะทุของความไม่พอใจในเรื่องต่างๆ 

ดังนั้นภาพของเหตุจลาจลและความรุนแรงจึงเกิดขึ้นตามมา และปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนจำนวนมากในหลายประเทศ ซึ่งมองว่าเป็นการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ

คุณมองว่าลักษณะการประท้วงของชาวฝรั่งเศสเป็นแบบไหน

ในการประท้วงเกือบทุกครั้งในฝรั่งเศสตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มักจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่แต่งกายด้วยชุดสีดำ สวมหน้ากากสีดำมาเข้าร่วมด้วยเสมอ และพวกเขาจะคอยทำลายทรัพย์สินร้านอาหาร ธนาคาร และสถานที่ต่างๆ พร้อมปล้นสะดมระหว่างเดินขบวนไปด้วย

เอาเข้าจริง ผมเคยไปเข้าร่วมเดินขบวนด้วยหลายครั้ง จากที่สังเกต พอกลุ่มนี้เดินเข้ามาในขบวนประท้วง กลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงอย่างสันติก็มักจะโห่ร้อง พวกเขาไม่พอใจและไม่อยากให้มาเข้าร่วมด้วย แต่จะทำอะไรได้ มันก็ห้ามไม่ได้อยู่ดี

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาดูแลเรื่องความปลอดภัยก็ต้องยิงแก๊สน้ำตาเพื่อปราบปรามการกระทำนั้น สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน เกิดการตอบโต้กลับ จนทำให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นเหตุจลาจล

จริงๆ รูปแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลกเมื่อเกิดการประท้วง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ฝรั่งเศสเท่านั้น เพียงแต่คนไทยส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นชิน จนเกิดเป็นความรู้สึกไม่พอใจ ผิดหวังกับภาพที่เกิดขึ้น

ทำไมการประท้วงจึงมีรูปแบบเช่นนี้

การต่อสู้ทางการเมืองของฝรั่งเศสมีประเพณีมายาวนาน นับตั้งแต่การปฏิวัติใหญ่ในปี 1789 (French Revolution) แล้ว

ในวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ที่มีการทลายคุกบาสตีย์ (Bastille) พอรุ่งเช้าของวันที่ 15 กรกฎาคม ชาวนาก็ลุกฮือขึ้นทั่วประเทศ เนื่องจากพวกเขาสะสมความไม่พอใจต่อสถาบันกษัตริย์มามากกว่าร้อยปี 

พวกเขาไม่ได้มีอาวุธอะไรมาก มีแค่ไฟ จึงทำได้เพียงจุดไฟเผา เผาทั้งปราสาท ทั้งยุ้งฉาง และเริ่มต้นใช้ความรุนแรงเพื่อต่อสู้ทางการเมือง

อีกครั้งที่ใหญ่และรุนแรงไม่แพ้กัน คือเหตุการณ์ ‘ปารีสคอมมูน’ (Paris Commune) ที่รัฐบาลสังคมนิยมของชนชั้นแรงงานเข้าควบคุมปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส ก่อนจะถูกกองทัพรัฐบาลปราบปรามอย่างรุนแรงในปลายเดือนพฤษภาคม 1871

ในตอนนั้น ชนชั้นแรงงานของฝรั่งเศสก็เดินหน้า ‘เผาบ้านเผาเมือง’ ชนิดที่ว่าไฟที่ลุกโชนทั่วเมืองมีมากกว่าเหตุการณ์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอีก

ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่าผมสนับสนุนความรุนแรง แต่มันคือลักษณะของการต่อสู้ทางการเมืองของชาวฝรั่งเศสที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ทุกการต่อสู้มักจะจบด้วยการเผาบ้านเมืองเสมอ

ลักษณะแบบนี้เปรียบเสมือนประเพณีที่ตกทอดมา แต่จะมองว่าดีหรือไม่ดี เรายังถกเถียงกันได้

มีคำกล่าวหาที่บอกว่า “เหตุจลาจลครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้อพยพ กลุ่มคนผิวดำ หรือแม้แต่กลุ่มศาสนาสุดโต่ง” คุณมองเรื่องนี้อย่างไร

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชาวฝรั่งเศสมีท่าทีที่เป็นลบต่อกลุ่มผู้อพยพอยู่แล้ว ประกอบกับปัจจัยด้านการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวคือทุกวันนี้โลกเอียงขวา ไม่ว่าจะพรรคขวาจัดหรือพรรคขวากลางก็ชนะไปเกือบทั้งโลกแล้ว และที่พวกเขาชนะได้ เพราะใช้ประเด็นเรื่องผู้อพยพมาเป็นนโยบายหลักสำหรับการหาเสียง ทีนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็มักโทษกลุ่มผู้อพยพเอาไว้ก่อนเสมอ เพื่อสร้างฐานคะแนนเสียงของตนเองอย่างต่อเนื่อง

แต่ความเป็นจริง ผู้ประท้วงที่ลงมาเดินขบวนคือชาวฝรั่งเศสโดยส่วนใหญ่ แทบจะ 80% เลย ส่วนกลุ่มผู้อพยพและกลุ่มคนผิวดำมักจะไม่ค่อยเข้าร่วมด้วยอยู่แล้ว เพราะพวกเขาไม่ค่อยกล้า เว้นแต่ว่าจะมีคนได้สัญชาติฝรั่งเศสแล้ว

เช่นเดียวกับกลุ่มคนชุดดำที่ก่อเหตุรุนแรง โดยส่วนมากก็คือหนุ่มสาวชาวฝรั่งเศสเช่นกัน

แล้วอะไรคือเส้นแบ่งระหว่างความรุนแรงกับการต่อสู้ทางการเมือง

ในทัศนะของผม ความรุนแรงไม่ต่างจากสงคราม มีทั้งเป็นธรรมและไม่เป็นธรรม อย่างกรณีที่รัสเซียบุกยูเครน นี่ถือเป็นสงครามที่ไม่เป็นธรรม แต่เมื่อยูเครนตอบโต้กลับเพื่อปกป้องอธิปไตยของตนเองแบบนี้ก็ถูกมองว่าเป็นธรรมได้

เช่นเดียวกับความรุนแรง เมื่อเราตอบโต้การปราบปรามของเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันตัวเอง ก็ถือเป็นความรุนแรงที่เป็นธรรม 

อันที่จริงคำพูดที่บอกว่า “เมื่อถูกตบแก้มขวา จงยื่นแก้มซ้ายให้ด้วย” มันคงไม่เกิดขึ้นในชีวิตจริง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นมีการต่อสู้” “ที่ใดมีการปราบปราม ที่นั่นมีการต่อต้านการปราบปราม”

แต่ในบางครั้ง คนไทยคงจะลืมไปว่าตัวเองก็เคยใช้ความรุนแรงในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเหมือนกัน เช่น การบุกเข้ายึดทำเนียบ กระทรวง ทบวง กรม เป็นเวลาหลายเดือน แม้จะไม่มีการปล้นสะดม แต่นี่ก็ถือเป็นความรุนแรงแล้วหรือเปล่า

ผมพูดแบบนี้ ผมไม่ได้นิยมความรุนแรงนะ เพียงแต่ผมยอมรับความรุนแรงที่เป็นธรรม ความรุนแรงที่ป้องกันตัวเอง หรือแม้แต่ความรุนแรงเพื่อตอบโต้การปราบปรามของเจ้าหน้าที่รัฐ

ในฐานะนักต่อสู้ทางการเมือง คุณคิดว่าวิธีการต่อสู้ทางการเมืองแบบไหนที่มีประสิทธิภาพ และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง

การต่อสู้ทางการเมืองมันมีหลักอยู่แล้ว ประการแรกคือการชุมนุมเรียกร้องโดยปราศจากอาวุธ ซึ่งถือเป็นสิทธิเสรีภาพที่ทำได้ และถ้ายึดหลักนี้อย่างเคร่งครัด คงไม่มีเหตุการณ์แบบที่เราเห็นเกิดขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ว่าระบอบใดๆ มักไม่ชอบการชุมนุมหรือการประท้วงต่อต้าน พวกเขาก็ต้องหาวิธีเข้ามาปราบปราม เช่นเดียวกันประชาชนที่ต้องหาทางสู้กลับ ดังนั้นถ้ารัฐบาลไม่ปราบปราม ความรุนแรงก็คงไม่เกิดขึ้น

ประการที่ 2 เมื่อการเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ต้องหาวิธีอื่นๆ อย่างการใช้ความรุนแรง เพื่อกดดันรัฐบาลต่อไป

ประชาชนที่ออกมาเดินขบวนประท้วง ไม่ว่าจะที่ไหนๆ บนโลกใบนี้ ไม่มีใครชอบความรุนแรง ไม่มีใครอยากแบกรับปัญหา แต่ที่พวกเขาต้องทำ เพราะพวกเขาประสบปัญหา

เมื่อรัฐบาลแก้ไขไม่ได้ ก็จะนำไปสู่หลักการที่ 3 นั่นก็คือการปฏิวัติ ซึ่งไม่สามารถทำอย่างละมุนละม่อมได้ นี่ไม่ใช่งานเลี้ยง คุณจะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นอีกประเด็น แต่การปฏิวัติไม่สามารถทำได้อย่างนุ่มนวลอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ทุกวันนี้การต่อสู้ทางการเมืองหรือการปฏิวัติของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ยากขึ้น ไม่ต่างจากรัฐบาลที่ก็จะปกครองประเทศได้ยากมากขึ้น เพราะมีหลายปัจจัยเข้ามากระทบ จึงไม่แปลกใจที่กระแสขวาจัดเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะส่วนใหญ่เชื่อว่าอำนาจและความเด็ดขาดจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ 

อีกประการที่สำคัญไม่แพ้กันคือ โลกเราไร้อุดมการณ์มากขึ้นทุกวัน แม้แต่พรรคฝ่ายซ้ายในยุโรปก็ไม่ได้มีอุดมการณ์สังคมนิยมอย่างชัดเจน จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงลำบากมากขึ้น 

ความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโลกเคยเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย แต่ศตวรรษที่ 21 กระแสความคิดพวกนี้กลับอ่อนลง คงต้องรอดูว่าอีก 74 ปีก่อนสิ้นศตวรรษนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกได้อย่างแท้จริงไหม

สุดท้ายนี้ คุณมองผลลัพธ์ของการประท้วงในครั้งนี้อย่างไร

พูดอย่างตรงไปตรงมา คงจะเป็นเรื่องยากที่จะโค่นล้มรัฐบาลได้ ประการแรก เป็นเพราะระบอบการเมืองการปกครองของฝรั่งเศสหยั่งรากลึกและมั่นคงแล้ว

ประการที่ 2 เนื่องจากสังคมในฝรั่งเศสแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและไม่ได้สนับสนุนกลุ่มนักเรียนในตอนนี้ และทั้ง 2 ฝ่ายนี้ก็กำลังต่อสู้กันอยู่ ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2027 อย่างแน่นอน

ผมขอยกตัวอย่างกรณีของพรรคฝรั่งเศสไม่ยอมจำนน (La France Insoumise: LFI) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย ที่ไปเข้าร่วมการประท้วงกับนักเรียนนักศึกษาด้วย ไม่เพียงเท่านั้น สส.ของพรรคหลายคนยังเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อปกป้องผู้ประท้วงที่เป็นเยาวชน

พรรคฝรั่งเศสไม่ยอมจำนนจึงถูกกล่าวหาว่าปลุกปั่นเยาวชนให้ก่อความวุ่นวาย ซึ่งก็น่าจะกระทบต่อคะแนนความนิยมของพรรค

นอกจากนี้ผมยังมองว่า การประท้วงยังคงมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะเศรษฐกิจก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข การบริหารของรัฐบาลก็ไม่มีประสิทธิภาพพอ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังคงไม่นิ่ง อีกทั้งความสนใจของชาวโลกที่กำลังมองมาก็จะดันให้เกิดการประท้วงในครั้งถัดไปอย่างแน่นอน

Tags: , , , , , , , , , , , ,