เคยสงสัยกันไหมว่า ตัวตนของเราเป็นแบบไหน หลายคนเมื่อสงสัยแล้ว สิ่งที่พวกเขาจะทำต่อจากนั้น คือการท่องอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าเว็บไซต์ไปทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ เพื่อดูว่าตัวเองมีบุคลิกภาพแบบไหน ไม่ว่าจะเป็น INTJ, INTP หรือ ENFP

แต่จริงๆ แล้ว ตัวตนของเราสามารถบ่งบอกได้จากการทำแบบทดสอบว่าเรามีพฤติกรรมแบบไหนจริงๆ หรือ แล้วตัวตนของเรามีอิสระมากขนาดไหนในการกำหนดมันขึ้นมา ในยุคที่เราเกิดมาก็กลายเป็นใครสักคนที่สังคมให้นิยามว่าเราเป็นใคร

ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยในคาเฟ่ที่ซ่อนตัวอยู่ย่านเจริญกรุงอย่าง CAMELOT Café โดยกลุ่ม No ref left club ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนที่ชอบอ่านงานวิชาการและทฤษฎี และอยากจะย่อยให้คนเข้าใจผ่านการจัดวงเสวนาเล็กๆ โดยไม่มีคำตอบตายตัวว่า ตัวตนของเราเป็นแบบไหน หรือชี้สิ่งที่ถูกหรือผิดภายในวงเสวนา แต่เป็นการทำให้เห็นว่า ตัวตนของคนหนึ่งคนเกิดขึ้นมาจากอะไรบ้าง และเกี่ยวโยงกับชนชั้นทางสังคมและการเมืองอย่างไร

The Momentum เก็บตกประเด็นจากเลกเชอร์บาร์ที่จัดขึ้นโดยกลุ่ม No ref left club เพื่อเติมข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบสร้างตัวตนของมนุษย์และการเชื่อมโยงกับชนชั้นและการเมือง

ตัวตนของเราสร้างขึ้นมาจากอะไร

No ref left club เริ่มต้นวงสนทนาด้วยคำถามว่า “อะไรบ้างที่มาประกอบสร้างเป็นตัวตนของคนหนึ่งคน” ซึ่งเป็นได้ทั้งหัวข้อของประเด็นที่พูดคุย และสัญญาณที่บอกผู้เข้าร่วมทุกคนและย้ำเตือนว่าวันนี้เราจะพูดคุยอะไรกัน รวมไปถึงเป็นคำถามที่ต้องการให้ผู้เข้าร่วมมีส่วนร่วมในการตอบ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะหลังสิ้นเสียงคำถามจาก ชนาภา ตรีพงษ์กรุณา นักจิตวิทยาคลินิก ผู้เข้าร่วมเป็นวิทยากรพิเศษให้กับกลุ่ม No ref left club คำตอบก็เริ่มทยอยส่งจากกลุ่มผู้ฟังด้านหลังมายังวิทยากร

ในความเป็นจริง ตัวตนของคนหนึ่งคนประกอบสร้างขึ้นจากหลากหลายปัจจัย ทั้งร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู เชื้อชาติ ประสบการณ์ ผู้คนรอบตัว ซึ่งที่กล่าวมาก็อาจเป็นเพียงปัจจัยก้อนหนึ่ง ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด ยังมีนับร้อยนับพันปัจจัยที่ตัวตนของเราได้รับอิทธิพลและซึมซับเข้ามาเป็นเราในทุกวันนี้

ทว่าตัวตนของมนุษย์ล้วนประกอบสร้างจากหลายปัจจัยมากเกินกว่าจะนับด้วยนิ้วมือและนิ้วเท้า ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาจนผู้คนสามารถค้นหาลักษณะนิสัยของตัวเองได้ผ่านการทำแบบสำรวจตัวเองร้อยกว่าข้อ ปัจจัยทั้งหลายที่มีอิทธิพลกับตัวตนของมนุษย์ก็ถูกลดทอนความสำคัญลงไป เหลือเพียงนิสัยหรือพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ชอบทำงานกลุ่มหรือเดี่ยว ชอบรับฟังหรือชอบนำเสนอ

อย่างไรก็ตาม คำตอบที่ได้จากการทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ เช่น MBTI กลับเป็นคำตอบที่ทำให้คนหลายคนรู้สึกแปลกใจ เพราะคำตอบที่ได้ มีบางอย่าง หรือแทบทุกอย่างที่ผู้ทำแบบทดสอบรู้สึกว่า มันเหมือนกับตัวตนของพวกเขาจริงๆ

ถึงจุดนี้ วงเสวนา No ref left club ได้ให้มุมมองอีกมุมหนึ่งว่า ความรู้สึกที่ว่า ทำไมการฟังหมอดูที่มาในรูปแบบของเว็บไซต์ทำนายดวงชะตา แบบทดสอบบุคลิกภาพ หรือการนั่งหูผึ่งอยู่กับคำพยากรณ์บางอย่างของคนคนหนึ่ง จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่า ‘แม่น’ อาจเกิดจากปรากฏการณ์บาร์นัม (Barnum Effect) ที่คนเรามักรู้สึกว่า ข้อความที่กว้างๆ คลุมเครือ ดันตรงกับเราเป็นพิเศษ ทั้งที่จริงแล้ว ข้อความนั้นใช้ได้กับคนจำนวนมาก

แต่การทำแบบทดสอบบุคลิกภาพก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ ชนาภามองว่า แบบทดสอบทำให้เราหันกลับมามองตัวเองและตั้งคำถามว่า ผลทดสอบที่ออกมาใช่เราจริงหรือไม่ แต่ก็ไม่ควรนำแบบทดสอบนั้นไปจำกัดตัวตนของตนเอง เพราะปัญหาจะเกิดขึ้นทันที เมื่อนำผลทดสอบมากำหนดว่า ฉันคือคนแบบนี้ ดังนั้นฉันจะไม่ทำแบบนั้น นำมาสู่การจำกัดนิยามตัวตนของตัวเอง ที่อาจทำให้เราขาดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะทำให้เราค้นพบตัวตนอีกด้านหนึ่งด้วย

มนุษย์ควรได้สำรวจ ทดลอง เรียนรู้ และค่อยๆ ปรับตัวตนของตัวเอง สิ่งที่วิทยากรต้องการจะสื่อสารคือ การค้นหา ‘Identity’ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต ในวันนี้คุณอาจจะรู้จักตัวเองในแบบหนึ่งแล้ว อีกหลายปีต่อไปคุณอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้

ที่สำคัญ การเปลี่ยนตัวตนไม่ได้หมายความว่าตัวตนเก่าๆ ของเราเป็นของปลอม เพียงแต่ตอนนั้นมันจริงสำหรับเราเท่านั้นเอง

จากตัวตนของคนไม่กี่คน สู่ค่านิยมของคนหมู่มาก

นานมากแล้วที่นักปรัชญาทั้งหลายมักนำเอาเรื่องจริงแท้ของความงามมาถกกันผ่านทัศนคติของตนเอง และแม้จนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับคำถามที่ว่า “อะไรคือความงามที่แท้จริง” แต่สำหรับปัจเจกชน พวกเขาย่อมมีคำตอบเป็นของตัวเอง และมองเห็นได้จาก ‘รสนิยม’ ประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเสพผลงานศิลปะ การจับจ่ายใช้สอย การกิน และไลฟ์สไตล์

แต่คำถามคือ รสนิยมพวกนี้ที่เรามองว่า ‘ใช่ นี่แหละคือเรา’ มันตั้งต้นมาจากเราจริงๆ หรือเปล่า

เป็นประเด็นที่น่าสนใจที่คำถามนี้ถูกนำมาเป็นหนึ่งในหัวข้อของเลกเชอร์บาร์โดยกลุ่ม No ref left club ด้วย และเป็นการขยับการพูดถึงตัวตนจากแบบปัจเจกสู่มหาชน ผ่านการรีเสิร์ชและการสังเคราะห์ข้อมูลของ ชญตา ศรีพาณิชย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง No ref left club ที่เริ่มต้นด้วยสไลด์งานวิชาการ The Aesthetic Self. The Importance of Aesthetic Taste in Music and Art for Our Perceived Identity งานวิจัยที่บอกเราว่า ตัวตนของมนุษย์มีส่วนผสมอื่นนอกจากเพศ เชื้อชาติ บุคลิก ความสัมพันธ์ หรือร่างกาย แต่อาจจะมีสิ่งที่เราชอบ เช่น เพลงและศิลปะ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกที่บอกว่าเราเป็นใครได้ด้วย

และการเสพรสนิยมแบบใดแบบหนึ่งก็อาจมาจากมุมมองที่ว่า ‘เรามองตัวเองแบบไหน’

ชญตาพาเราไปสำรวจหนังสือ The Theory of the Leisure Class ของ ธอร์สไตน์ เวบเลน (Thorstein Veblen) นักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมวิทยา ที่ตีพิมพ์ในปี 1899 ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมของชนชั้นนำในสังคม โดยเฉพาะการบริโภคและไลฟ์สไตล์อู้ฟู่ที่ไม่ได้ตอบสนองเพียงความสะดวกสบาย แต่ยังใช้แสดงฐานะและศักดิ์ศรีทางสังคม และพยายามอวดสถานะผ่านการบริโภค (Conspicuous Consumption) ซื้อของแพงๆ ใช้ของหรูหราเพื่อให้คนรอบตัวเห็นว่าเราเป็นใคร

ขณะเดียวกัน ในกลุ่มคนรวยด้วยกันเอง ยังมีการแบ่งชนชั้นความรวยผ่านรสนิยมการบริโภค และการอนุญาตจากคนรวยที่ได้รับการยอมรับในสังคมมากกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคที่มีชนชั้นแรงงานที่มีชีวิตแตกต่างจากคนรวยแบบสุดขั้ว

ซึ่งแน่นอนว่า ชนชั้นสูงไม่ได้อยากลองใช้ชีวิตแบบคนยากไร้หรือชนชั้นแรงงาน และวิธีป่าวประกาศว่าพวกเขา ‘แตกต่าง’ และเป็นอีกชนชั้นหนึ่ง คือการบริโภคในสิ่งที่คนจนทำไม่ได้ กลายเป็นรสนิยมไฮแฟชั่นที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนไม่กี่คนในกลุ่มชนชั้นสูง

และเมื่อชนชั้นต่ำกว่าเลียนแบบได้มากขึ้น รสนิยมของชนชั้นสูงก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพื่อทำให้เห็นความแตกต่างอีกครั้ง เป็นการไหลของรสนิยมในลักษณะวัฏจักร จากรสนิยมของชนชั้นสูงที่พยายามสร้างความแตกต่างเพื่อแบ่งชนชั้น ไหลจากบนลงล่าง และจากนั้นชนชั้นสูงก็เปลี่ยนรสนิยมตัวเองใหม่

สำหรับปัจจุบันนี้ การป่าวประกาศว่าตัวเองร่ำรวยและแตกต่างจากชนชั้นกลางและชนชั้นรากหญ้าในสังคม อาจไม่ใช่การสวมสร้อยเพชรหรือใช้เครื่องเรือนราคาหลักล้านแบบแต่ก่อนแล้ว ทว่าเป็นการสร้างภาพของกิจกรรมที่คนจำนวนมากไม่สามารถจับต้องได้ เช่น การออกกำลังกายในช่วงเวลาที่หลายคนกำลังถูกใช้แรงงาน การกินอาหารเพื่อสุขภาพราคาสูงลิ่ว เป็นการแสดงสถานะผ่านการบอกว่า ฉันดูแลตัวเอง มีเวลาพักมากพอให้เข้าคลาสออกกำลังกาย มีของดีๆ กิน เป็นชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ

ในขณะที่แรงงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตสินค้าและบริการที่คนชนชั้นสูงใช้ กลับกลายเป็นผู้ที่ต้องวิ่งตามรสนิยมที่คนอื่นกำหนดเอาไว้ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เกิดการแยกเขาแยกเรา และยากที่จะรวมกัน ประเด็นเรื่องชนชั้นจึงกลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่ถูกผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมไปโดยปริยาย

ในเซกชันนี้ของ No ref left club ทำให้ผู้เขียนเองขบคิดว่า ทุกวันนี้ที่เราชอบของสวยหรู อยากมีนาฬิกาสุขภาพ และอยากกินอาหารคลีนเพื่อสุขภาพ อาจเป็นผลมาจากรสนิยมของคนบางกลุ่มที่อาจมีอิทธิพลทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งการบริโภคสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆ ถูกทำให้กลายเป็นภาพแทนของชีวิตที่ดี และท้ายที่สุด คนอย่างเราอาจเดินตามโดยไม่รู้ตัว

เมื่อ ‘ตัวตนของฉัน’ ขยายเป็น ‘ตัวตนของพวกเรา’

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลในตัวของมันเอง การสร้างตัวตนของมนุษย์เราก็มีเหตุผลเช่นกัน นั่นคือการสร้างตัวตนเพื่อความอยู่รอด เพื่อปกป้องจิตใจ ควบคุมและความมั่นคง และตอบสนองความหมายของชีวิต

และเมื่อตัวตนของคนหนึ่งคนดันเหมือนกับคนจำนวนมาก จากชนชั้นและรสนิยมของบุคคล จึงขยับไปสู่การรวมกลุ่มของคนที่มีอะไรคล้ายกัน และมีพฤติกรรมซ้ำๆ กัน จนกลายเป็นตัวตนประจำกลุ่ม เช่น ความคล้ายกันในเรื่องชนชั้น การศึกษา ความคิดทางการเมือง งานอดิเรก เพลงที่ฟัง แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ หรือแม้แต่วิธีพูด

นรินทร์ จีนเชื่อม ผู้ร่วมก่อตั้ง No ref left club ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายในประเด็นนี้ เชื่อมโยงให้เห็นว่า การรวมกลุ่มของคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ในที่สุดก็ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความเป็นพวกเดียวกัน และการทำกิจกรรมหรือมีพฤติกรรมซ้ำๆ เช่น การร้องเพลงประจำทีม การจับมือกันก่อนแข่งขันกีฬา ธีมแต่งตัวไปคอนเสิร์ต หรือแม้แต่การดื่มสังสรรค์กับเพื่อนที่ร้านเดิมๆ ทุกวันศุกร์ สิ่งนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐาน และสร้างคุณลักษณะเฉพาะที่บอกว่า เราเป็นคนแบบไหน และเป็นคนของกลุ่มไหน

เมื่อมนุษย์เริ่มขยับจากการให้ความหมายว่าตัวเองเป็นแบบไหน ไปสู่การให้นิยามว่า พวกเราเป็นแบบไหน คำถามก็คือ แล้วใครคือพวกเขา ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่ม ใครบ้างที่อยู่นอกกลุ่ม และใครเป็นคนกำหนดกติกา คำถามเหล่านี้เองที่ทำให้ตัวตนของมนุษย์เริ่มถูกนำไปเชื่อมโยงกับอำนาจและการเมืองอย่างการสร้างชาติ ทั้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการทหาร

นรินทร์ยกตัวอย่างของการสร้าง ‘ความเป็นไทย’ โดยอธิบายว่า อัตลักษณ์จำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในกรอบของความเป็นคนไทยหรือความเป็นไทย ถูกลดทอนจนเหลือภาพจำความเป็นไทยเพียงไม่กี่แบบ เช่น ภาคกลางถูกให้ความหมายว่าเป็นกรุงเทพฯ ภาคเหนือก็เท่ากับเชียงใหม่ ทั้งที่จริง พื้นที่แต่ละภูมิภาคก็มีความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์และอัตลักษณ์

เมื่อใครสักคนหลุดออกจากกรอบไป เช่น พูดภาษาไทยไม่ชัด อ่านภาษาไทยไม่ออก เขียนภาษาไทยไม่ได้ ก็มีโอกาสที่พวกเขาจะกลายเป็น ‘คนอื่น’ ไม่ใช่คนไทย แม้จะเกิดในประเทศไทยก็ตาม และอาจถูกลดชนชั้นผ่านสายตาและคำพูด เหมือนครั้งหนึ่งที่เราต่างใช้คำดูหมิ่นคนเชื้อสายจีนต่อลูกหลานพวกเขาที่เกิดในไทยด้วยคำว่า ‘เจ๊ก’ และมองว่าไม่ใช่ ‘ไทย’ แม้จะเกิดในไทย

ขณะเดียวกัน คนเพียงไม่กี่กลุ่มก็อาจจะเป็นผู้ที่สร้างบรรทัดฐานของความเป็นชาติ กำหนดทั้งค่านิยม ชุมชน ครอบครัว ความสัมพันธ์ และวิธีการที่มนุษย์อยู่ร่วมกัน เช่น กรณีของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria) แห่งสหราชอาณาจักร ที่สวมชุดขาวในวันอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอัลเบิร์ต (Prince Albert) และใส่ชุดดำเพื่อไว้อาลัยพระสวามี กระทั่งการแต่งชุดขาวในงานแต่งงานและชุดดำในงานศพกลายมาเป็นอีกบรรทัดฐานหนึ่งของการแต่งตัวไปงานเหล่านี้ในยุคปัจจุบัน

สิ่งนี้กลายเป็นคุณค่าที่ส่งต่อมาและทำให้คนหมู่มากมองว่า มันเป็น ‘ต้นแบบ’ ของการกระทำที่เราควรเอาเยี่ยงอย่าง

แล้วเรามีอิสระในการกำหนดตัวตนของตัวเองไหม

แล้วเรานิยามตัวตนของตัวเอง สร้างอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาโดยอยู่เหนืออิทธิพลต่างๆ ได้หรือเปล่า ที่กล่าวมาทั้งหมด เลกเชอร์บาร์ของ No ref left club ไม่ได้ให้คำตอบใดแบบตายตัว หากแต่ให้มุมมองหลากหลาย ซึ่งผู้เขียนตีความได้ว่า ตัวตนของเราอาจจะมีบางอย่างที่เราเลือกเองได้ และบางอย่างคนอื่นกำหนดให้แล้ว

มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการสำรวจ เลือก และเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอด ทว่าในทุกๆ การเลือกของเรานั้น ล้วนอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อม ภาษา ครอบครัว ชนชั้น ตลาด รสนิยม ประวัติศาสตร์และรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเองและค้นหาตัวตนเป็นกระบวนการที่เราต้องเรียนรู้และค้นหามันไปตลอดชีวิต ที่สำคัญตัวตนของเรานั้นลื่นไหลไปตามโครงสร้างของชนชั้นและสังคม

สิ่งสำคัญคือ การสร้างตัวตนทั้งแบบปัจเจกหรือแบบกลุ่มไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากแต่สังคมเองก็ต้องเรียนรู้ด้วยว่า ในสังคมหนึ่งนั้นมีความหลากหลายมากเกินกว่าจะใช้เงื่อนไขเพียงไม่กี่เงื่อนไขมากำหนดว่า คนกลุ่มใดคือพวกเดียวกับเรา และคนกลุ่มไหนไม่ใช่พวกเดียวกันกับเรา

เพราะเมื่อใดก็ตามที่เกิดการแบ่งพรรคพวกของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยเล็กๆ เช่น คนในชุมชนสู่หน่วยใหญ่ๆ อย่างคนในระดับประเทศและระดับโลก ตัวตนของคนกลุ่มหนึ่งอาจถูกลดทอนคุณค่า และอาจหมายถึงความหลากหลายของคนในสังคมที่สูญหายไป เพราะผู้คนต่างพยายามที่จะสร้างตัวตนให้เป็นแบบเดียวกันทั้งหมด

อ้างอิง:

https://www.frontiersin.org/journals/psychology/articles/10.3389/fpsyg.2020.577703/full

Tags: , , , , , , , , , ,