พูดกันอย่างตรงไปตรงมา โลกใบนี้คือสนามแข่งขันที่ไร้เส้นชัย พวกเราทุกคนเติบโตมาด้วยการถูกเปรียบเทียบ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ด้วยกฎที่พวกเราไม่ได้ลิขิตไว้ คุณและฉันต่างเคยพิสูจน์ตัวเองกันมานับครั้งไม่ถ้วน ด้วยเป้าหมายที่ต่างกันไป ผ่านข้อสอบในชั้นเรียน การจัดอันดับในมหาวิทยาลัย การเป็นคนโปรดของเจ้านาย หรือแม้กระทั่งการถูกยอมรับจากครอบครัว 

โลกที่หมุนเร็วและวัฒนธรรมการยอมรับคนที่บิดเบี้ยว ผลักดันให้พวกเราเร่งสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองยังมีคุณค่าอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งก็หลงลืมความสุขหรือความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองไป และมาตรฐานความภาคภูมิใจที่ถูกยกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเอื้อมไม่ถึง 

กระทั่งต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ทุ่มเทแรงกายแรงใจเท่าไร หรือประสบความสำเร็จจนคนรอบข้างยอมรับ ตัวเราเองกลับยังรู้สึกว่างเปล่า รู้สึกว่าตัวเอง ‘ทำได้ไม่ดีพอ’ หรือ ‘ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย’ ภาวะที่ความรู้สึกขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิงนี้ ในแวดวงจิตวิทยาและการทำงานสมัยใหม่นิยามว่าคือ ‘Productivity Dysmorphia’ หรือภาวะบกพร่องในการมองเห็นศักยภาพของตนเอง

แอนนา โคเดรีย-ราโด (Anna Codrea-Rado) นักเขียนและนักจัดรายการพอดแคสต์สายธุรกิจ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม เสนอคำว่า Productivity Dysmorphia เป็นครั้งแรกบนโพสต์ในแอ็กเคานต์โซเชียลมีเดียของเธอ เพื่ออธิบายภาวะที่คนทำงานส่วนใหญ่มักเผชิญกับความขัดแย้งในตัวเอง ทั้งความรู้สึกสงสัยในศักยภาพ (Imposter Syndrome) ภาวะหมดไฟ (Burnout) และความรู้สึกวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งล้วนหล่อหลอมและหลอกล่อให้เรารู้สึกไม่มั่นใจในตนเอง อีกทั้งยังขาดความเชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำ 

โคเดรีย-ราโดนิยามว่า Productivity Dysmorphia คือ การรับรู้ที่ผิดเพี้ยนระหว่างผลงานที่เราทำสำเร็จกับความรู้สึกที่เรามีต่อผลงานนั้น ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับ Body Dysmorphia Disorder (โรคหลงผิดในรูปร่างตัวเอง) แต่เปลี่ยนจากการหมกมุ่นเรื่องรูปร่าง มาเป็นการประเมินคุณค่าในผลงานและประสิทธิภาพของตนเอง กล่าวคือ ต่อให้คุณจะติ๊กเครื่องหมายถูกจนครบทุกข้อใน To-Do List ของวันนั้น สมองก็ยังสั่งการให้คุณรู้สึกผิดและเชื่อว่าคุณยังดีไม่พอ

อีกทั้งแอนนายังกล่าวว่า มวลความรู้สึกเหล่านี้คือด้านตรงข้ามของความทะเยอทะยาน การแสวงหาผลลัพธ์ที่ดีในการทำงาน ช่วยกระตุ้นให้เรากระตือรือร้นที่จะพัฒนาตัวเองมากขึ้น ทว่าขณะเดียวกันมันก็พรากความสามารถในการชื่นชมความสำเร็จเล็กๆ ระหว่างทางของเราไป

หากมองในมุมจิตวิทยาและสังคมวิทยา ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของตัวบุคคล แต่ถูกหล่อหลอมจากโครงสร้างสังคมแบบทุนนิยม ที่เลือกวัดคุณค่าของมนุษย์จาก ‘สิ่งที่สร้าง’ ไม่ใช่ ‘ร่าง(ตัวตน)ที่เป็น’ เมื่อเราเผลอผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับผลลัพธ์หรือปริมาณงานที่ทำ การหยุดพักหรือความผิดพลาดเล็กน้อยที่เกิดขึ้น จึงแปรเปลี่ยนเป็นโทษมหันต์ภายในใจ 

นอกจากนี้ การเสพติดความโปรดักทีฟยังกระตุ้นโดพามีน (Dopamine) ในสมองแบบสั้นๆ ทำให้เราต้องวิ่งตามหาความสำเร็จที่ใหญ่กว่าเดิมอยู่เสมอ เพื่อรักษาความรู้สึกว่าตัวเองยังมีค่าไว้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมบางคนรู้สึกว่าตัวเองทำดีแทบตาย แต่กลับไม่รู้สึกภูมิใจเลยสักนิด 

นอกเหนือจากปัจจัยด้านค่านิยมของคนในสังคมแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนบ่มเพาะให้เรากลายเป็นคนที่ไม่ยอมรับความสำเร็จของตัวเอง เช่น ประสบการณ์ในวัยเด็ก หรือการสั่งสอนของครอบครัว 

ถึงแม้เราจะทราบที่มาของปัญหา ทว่าการแก้ไขภาวะ Productivity Dysmorphia ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนั่นหมายถึงการขุดรากถอนโคนชุดความคิดหรือประสบการณ์ในอดีตที่ถูกฝังลึกไว้ในใจ สิ่งที่พอจะทำได้คือการปรับวิธีคิดของตัวเอง เราต้องฝึกที่จะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่า ‘ความล้มเหลวในโปรเจกต์’ ไม่ได้แปลว่า ‘เราคือคนที่ล้มเหลว’ และการปล่อยให้ตัวเองผิดพลาดบ้างในบางวัน ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของเราลงไปแม้แต่น้อย

ในโลกที่เร่งเร้าให้เราต้องวิ่งแข่งอยู่ตลอดเวลา การยอมรับว่าตัวเอง ‘ทำได้ดีพอแล้ว’ จึงกลายเป็นการฝืนต่อระบบทางสังคมที่สร้างแรงกดดันให้กับเราอย่างมหาศาล แม้ช่วงแรกอาจจะปรับตัวยาก ทว่าหากทำได้ มันจะมีประโยชน์ต่อหัวใจและจิตวิญญาณมาก เพราะทางออกของความบิดเบี้ยวนี้ คือการอนุญาตให้ตัวเองได้ ‘หยุดพัก’ โดยปราศจากความรู้สึกผิดบาป เราต้องทวงคืนนิยามของการพักผ่อนให้กลับมาเป็น ‘สิทธิขั้นพื้นฐาน’ ไม่ใช่ ‘รางวัล’ ที่จะได้รับก็ต่อเมื่อเราทำงานหนักจนร่างกายและจิตใจแหลกสลาย อีกทั้งเราอาจต้องปรับมุมมองกันใหม่ แทนที่จะเฝ้ารอความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว เราต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะโอบกอดและเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จเล็กๆ ในแต่ละวัน 

สุดท้ายแล้ว ต่อให้โลกใบนี้อาจเป็นลู่วิ่งที่ไม่มีเส้นชัย แต่เรามีสิทธิที่จะเลือกได้ว่า จะยอมวิ่งจนหมดลมหายใจเพื่อคำชมที่ไม่มีอยู่จริง หรือจะลองหยุดพัก และทบทวนหยาดเหงื่อแรงใจของตัวเองดู เพราะคุณค่าที่แท้จริงของคุณ ไม่เคยถูกกำหนดด้วยสิ่งที่คุณ ‘สร้าง’ แต่มันคือการรักษาความเป็น ‘มนุษย์’ เอาไว้ ในโลกที่พยายามจะประกอบร่างคุณให้กลายเป็นเครื่องจักรอยู่ตลอดเวลา

ที่มา:

https://www.inc.com/jessica-stillman/productivity-dysmorphia-psychology-success-anna-cordrea-rado.html

https://www.nccaa.net/post/identifying-and-overcoming-productivity-dysmorphia

Tags: , , , ,