ท่ามกลางความเร่งรีบของเมืองใหญ่ ชีวิตประจำวันดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างปกติ ผู้คนยังคงเดินทาง ทำงาน และใช้ชีวิตตามจังหวะเดิมของโลกที่คุ้นเคย ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายผนังโค้ง ชั้น 5 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ภาพที่ปรากฏกลับพาผู้ชมไปสู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่ความปกติเริ่มสั่นคลอนจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบตัว

โดยผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งไฟป่า น้ำท่วม มลพิษทางอากาศ และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่อีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ส่งผลถึงผู้คนในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพถ่ายต่างๆ ทำหน้าที่บันทึกทั้งความเสียหายของธรรมชาติ และชีวิตของผู้คนที่ต้องเผชิญกับผลกระทบเหล่านั้นโดยตรง

Out and About สัปดาห์นี้ พาผู้ชมเดินเข้าไปสำรวจวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้น ผ่านนิทรรศการภาพถ่าย ‘GEN-F: Living in Fear amid Ecocide’ โดย SEA Junction ร่วมกับ Bangkok Tribune รวบรวมภาพจากหลายพื้นที่ในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสถานที่ ผู้คน และร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อม นิทรรศการนี้ชวนให้เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังค่อยๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน

ระหว่างที่กำลังเดินชมนิทรรศการ ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับ สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ ช่างภาพสารคดีของโครงการ เขาอธิบายแนวคิด ‘Gen-F’ หรือ ‘Generation of Fear’ ว่า เป็นการมองคนทุกวัยเป็นกลุ่มเดียวกันที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเจนไหน ทุกคนต่างอยู่ในโลกที่มีความเสี่ยงและความหวาดกลัวต่ออนาคตของโลก

“ผมอยากจะยกประเด็นสิ่งแวดล้อมขึ้นมาพูด ซึ่งมันก็ไม่ครบหรอก มันยังมีอีกเยอะมาก แต่เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ ผมไม่อยากให้รู้สึกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมมันเป็นเรื่องไกลตัว คือไม่ว่าเราจะเป็น Gen X, Gen Y หรือเจนไหนก็ตาม เรากำลังเผชิญวิกฤตร่วมกัน เพราะฉะนั้นก็เลยตั้งชื่อว่า Gen F หรือ Generation of Fear คือมันมีความรู้สึกบางอย่างที่ลอยอยู่ร่วมกัน อยากให้รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ มันไม่สนใจแล้วว่าคุณจะเป็นเจนไหน ความหมายก็คือ ไม่ว่าใครก็หนีไม่พ้น ทุกคนอยู่ในภาวะเดียวกัน” สายัณห์กล่าว

สายัณห์กล่าวต่อว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในหลายประเด็นสิ่งแวดล้อม และพบว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นร่วมกันของผู้คนคือความกังวล ความไม่มั่นคง และความหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านแววตาและชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ จึงได้นำมาเล่าเรื่องในนิทรรศการ 

เดิมทีโครงการเริ่มจากการพูดถึงปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่เมื่อทำงานลึกขึ้น กลับพบว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมแต่ละเรื่องไม่ได้แยกจากกัน หากเชื่อมโยงกันในระดับโครงสร้าง ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรม การจัดการทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงของโลก ล้วนส่งผลกระทบต่อกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การนำหลายประเด็นมาวางรวมกัน ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้เห็นความรุนแรงของวิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่เพื่อทำให้ผู้ชมตระหนักว่า ทุกปัญหากำลังค่อยๆ เชื่อมโยงเข้าหากัน และส่งผลต่อผู้คนทั้งหมด

“ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราอยู่ที่ไหนก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่อีกต่อไป เราพยายามเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าหากัน เพื่อให้เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย สิ่งที่พยายามทำคือ ใช้ภาพที่ทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ใช่ว่ามันไม่น่าดู แต่เป็นความรู้สึกที่ทำให้คนอึดอัดบางอย่าง อยากให้คนที่เข้ามาดูงานรู้สึกไปด้วยกันว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่ปกติและไม่ควรถูกมองข้าม” สายัณห์กล่าว

ไฟป่าภาคเหนือ

วิกฤตไฟป่าในภาคเหนือไม่ได้ทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านของผืนป่า หากยังหลงเหลือความสูญเสีย ความหวาดกลัว และร่องรอยบาดแผลในชีวิตของผู้คนและสัตว์ป่าเอาไว้เบื้องหลัง ภาพถ่ายในนิทรรศการชุดนี้ บันทึกเหตุการณ์ตลอดฤดูไฟป่าปี 2566 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปีที่รุนแรงที่สุดของภาคเหนือไทย

ต้นเดือนมีนาคม พื้นที่กว่า 1.5 แสนไร่ในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ถูกไฟป่าเผาทำลาย เปลวไฟลุกลามไปตามภูเขาสูงและโขดหินที่กักเก็บความร้อนเอาไว้จนยากต่อการควบคุม อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องเดินฝ่าควันและเปลวไฟเข้าไปดับไฟในพื้นที่ลาดชัน ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดและความเสี่ยงถึงแก่ชีวิต

นิทรรศการยังบันทึกความสูญเสียของผู้คนผ่านภาพของ ‘ป้าเหรียญ ธิมาคำ’ จากหมู่บ้านปงไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สูญเสียลูกชายซึ่งเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวังไฟป่า ระหว่างเข้าดับไฟที่กำลังลุกลามเข้าสู่ชุมชน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ไฟป่าไม่ได้กระทบแค่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังพรากชีวิตของผู้คนที่พยายามปกป้องบ้านของตนเอง

ขณะเดียวกัน ภาพของ ‘บุญรอด’ ลูกหมูป่ากำพร้า ที่ได้รับการช่วยเหลือจากไฟป่าในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ก็สะท้อนผลกระทบต่อสัตว์ป่าและระบบนิเวศ เมื่อผืนป่าถูกเผาทำลาย สิ่งมีชีวิตจำนวนมากต้องตาย อพยพ หรือสูญเสียแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยด้วย

ลมหายใจใต้ท้องฟ้าสีเทา

‘ลมหายใจ’ ซึ่งควรเป็นสิ่งธรรมดาที่สุดของมนุษย์ กำลังกลายเป็นสิ่งเปราะบางท่ามกลางวิกฤตฝุ่นพิษที่ปกคลุมประเทศไทย ภาพถ่ายในนิทรรศการชุดนี้บันทึกช่วงเวลาที่ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีหม่น ซึ่งฝุ่นควันไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของฤดูแล้ง หากแต่เป็นภัยคุกคามที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ชีวิตประจำวัน และอนาคตของผู้คน

ไม่ว่าจะเป็นภาพเจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าที่แทบเลือนหายไปในอากาศสีเทา ภาพเด็กน้อยร่วมยืนประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ หรือแม้กระทั่งพระภิกษุเดินบิณฑบาตท่ามกลางม่านฝุ่นหนาทึบ วิถีชีวิตที่เคยเป็นภาพคุ้นตาถูกบดบังด้วยอากาศเป็นพิษ จนแม้แต่กิจวัตรธรรมดาก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคเหนือเท่านั้น ภาพของกรุงเทพฯ ในช่วงต้นปี 2568 ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน แสดงให้เห็นว่า วิกฤตนี้ได้ขยายตัวสู่เมืองใหญ่ทั่วประเทศ กลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ ที่ผู้คนต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งจากไฟป่า การเผาในภาคเกษตร มลพิษจากภาคอุตสาหกรรม และความแออัดของการจราจร

อุทกภัยในวันที่โลกเปลี่ยนไป

อุทกภัยกลายเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นทุกปี ภาพถ่ายในนิทรรศการชุดนี้ สะท้อนให้เห็นประเทศไทยภายใต้ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งบ้านเรือนที่จมอยู่ใต้น้ำ ชุมชนที่ถูกตัดขาด ผู้คนที่ต้องอพยพออกจากบ้าน และความเสียหายที่ลุกลามไปถึงเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับพายุที่รุนแรงขึ้น ฝนตกหนักต่อเนื่อง และน้ำท่วมที่กินระยะเวลายาวนานกว่าที่เคย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้น รวมถึงความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม กำลังผลักให้ภัยพิบัติเหล่านี้เกิดบ่อยและรุนแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ ปลายปี 2565 ซูเปอร์ไต้ฝุ่นโนรู ทำให้หลายจังหวัดในภาคกลางเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ ขณะที่ปลายปี 2568 ภาคใต้ของไทยก็เผชิญอุทกภัยรุนแรงจากอิทธิพลของลานีญาและมรสุมที่ผิดปกติ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน แต่ยังสะท้อนข้อจำกัดในการรับมือภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสม

สายน้ำที่ปนเปื้อน

แม่น้ำที่เคยเป็นทั้งแหล่งอาหาร เส้นทางสัญจร และศูนย์กลางของวิถีชีวิตผู้คน กำลังค่อยๆ กลายเป็นสายน้ำที่เต็มไปด้วยสารพิษ ภาพถ่ายในนิทรรศการชุดนี้ สะท้อนวิกฤตการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงระบบนิเวศ หากยังลุกลามเข้าสู่ชีวิต สุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสายน้ำที่ได้พึ่งพามาหลายชั่วอายุคน

แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำอีกหลายสายในภาคเหนือ ถูกตรวจพบสารโลหะหนักเกินมาตรฐานความปลอดภัยในปี 2568 โดยมีสาเหตุสำคัญจากการทำเหมืองทองคำและแร่หายากบริเวณต้นน้ำ ซึ่งขาดการควบคุมและปล่อยสารพิษไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่ไทยและลาว ปัญหาดังกล่าวยิ่งซับซ้อนขึ้นจากสถานการณ์การเมืองในเมียนมา การขยายตัวของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และความต้องการทรัพยากรในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางความไม่แน่นอน ชาวบ้านจำนวนมากยังคงพยายามปกป้องแม่น้ำผ่านการรวมตัว การเรียกร้อง และการประกอบพิธีกรรมดั้งเดิมที่สะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การตอบสนองของภาครัฐยังถูกมองว่าไม่เพียงพอ

การพัฒนาที่ไหลทับแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขง สายน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนนับล้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปภายใต้การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตลอดลำน้ำ ภาพถ่ายในนิทรรศการชุดนี้ สะท้อนทั้งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ วิถีชีวิตของชุมชนริมฝั่ง และความไม่แน่นอนที่กำลังคืบเข้ามาพร้อมการพัฒนาในนามของความเจริญ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม่น้ำโขงถูกพัฒนาเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเขื่อนในจีนและโครงการขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง โดยเฉพาะในประเทศลาว แม้โครงการเหล่านี้จะถูกอธิบายว่าเป็นพลังงานหมุนเวียนและเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่ชุมชนริมแม่น้ำ นักวิชาการ และภาคประชาสังคมกลับตั้งคำถามถึงผลกระทบระยะยาวที่กำลังเกิดขึ้นว่า การพัฒนาที่เกิดขึ้นนั้นกำลังแลกมาด้วยอะไร และใครคือผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากที่สุด

ความสูญเสียใต้ซากตึกถล่ม

แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งมีอาคารจำนวนมากได้รับผลกระทบ แต่เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดคือ การถล่มของอาคาร สตง.ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง พังถล่มลงมาระหว่างเกิดเหตุแผ่นดินไหว จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของแรงงานจำนวนมาก

ภาพของกองคอนกรีต ฝุ่น เศษเหล็ก และพื้นที่กู้ภัยกลางเมือง ทำให้เห็นทั้งความโกลาหล ความเปราะบางของเมือง และชีวิตของผู้คนที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคาร ขณะเดียวกัน ภาพของญาติผู้สูญเสียที่เดินทางข้ามพรมแดนมาเพื่อตามหาร่างคนในครอบครัว หรือกลับมาเก็บข้าวของชิ้นสุดท้ายของผู้เสียชีวิต ก็สะท้อนความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่หลังภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว

หลังเหตุการณ์ หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากในการพิสูจน์ตัวตน รับร่างผู้เสียชีวิต และเข้าถึงเงินเยียวยา ท่ามกลางข้อจำกัดด้านสถานะทางกฎหมายและระบบราชการ ขณะที่คำถามเกี่ยวกับมาตรฐานการก่อสร้าง ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ยังคงไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน

ความตายของบรูด้า

ภาพถ่ายในนิทรรศการชุดนี้ พาผู้ชมไปเผชิญหน้ากับการสูญเสีย ผ่านซากของวาฬบรูด้า แม้ปัจจุบันจะยังคงพบได้ในอ่าวไทย แต่การตายจากการชนเรือที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยเฉพาะในวาฬวัยเยาว์ กำลังสร้างความกังวลต่ออนาคตของประชากรวาฬที่เหลืออยู่ไม่มากนัก ขณะเดียวกัน ความหนาแน่นของการจราจรทางทะเลและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้มาตรการปกป้องสัตว์ทะเลยังคงเป็นเรื่องยาก

ร่องรอยสารพิษในพื้นที่อุตสาหกรรม

ภาพของพื้นที่ปนเปื้อนและความเสียหายจากสารอันตราย ทำให้เห็นว่า ปัญหาขยะพิษไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัว หากสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพ วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมของชุมชนโดยตรง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการย้ายฐานธุรกิจรีไซเคิลและกำจัดของเสียจากต่างประเทศ ขณะที่ศักยภาพในการควบคุมและกำกับดูแลยังไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการลักลอบทิ้งขยะพิษและการจัดการที่ไม่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาการทำลายล้างทางนิเวศเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ซึ่งหลายพื้นที่กำลังเผชิญทั้งวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง นิทรรศการ ‘GEN-F: Living in Fear amid Ecocide’ จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แสดงภาพถ่าย หากแต่เป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามต่ออนาคตของโลกและมนุษยชาติ ภาพแต่ละภาพเปรียบเสมือนหลักฐานของความสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้น และเป็นเสียงสะท้อนจากผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวต่อภัยพิบัติ และตระหนักว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

Fact Box

  • นิทรรศการภาพถ่าย GEN-F: Living in Fear amid Ecocide จัดขึ้นโดย SEA Junction ร่วมกับ Bangkok Tribune ระหว่างวันที่ 5-17 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ผนังโค้ง ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
Tags: , , , , , , , , , , , , , ,