ท่ามกลางอุตสาหกรรมแฟชั่นที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน จนบางครั้งผู้บริโภคอาจหลงลืมว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นมีที่มาอย่างไร SC GRAND ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสิ่งทอหมุนเวียน (Sustainable Textile) จึงชวนให้ผู้คนหยุดตั้งคำถามกับระบบการผลิตแฟชั่น พร้อมเปิดมุมมองใหม่ต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์ สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมแฟชั่น’ ผ่านการตีความวัสดุสิ่งทอใหม่ ไม่ใช่ในฐานะขยะที่ต้องกำจัด แต่เป็นทรัพยากรที่สะท้อนวงจรการผลิต การใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวม
FWB Showcase จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่อง ‘ผืนผ้า’ ให้ลึกกว่าสิ่งที่มองเห็น โดยพาผู้ชมเดินทางผ่านประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจคุณค่าใหม่ของวัสดุในโลกแฟชั่นร่วมสมัย ตั้งแต่ต้นทางของการผลิตไปจนถึงปลายทางของการใช้งาน เพื่อชวนตั้งคำถามว่า การเลือกใช้เสื้อผ้าในวันนี้สามารถเปลี่ยนอนาคตของอุตสาหกรรมได้อย่างไร

จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด หรือ SC GRAND อธิบายว่า ปัญหาขยะสิ่งทอ (Textile Waste) เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต โดยทั่วไปการผลิตเสื้อผ้าจะมีเศษผ้าเหลือประมาณ 3-5% หรือหากผลิต 100 ตัน จะเกิดเศษผ้าราว 1 แสนกิโลกรัม เทียบเท่าเสื้อผ้าประมาณ 3-4 แสนตัว
ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะสิ่งทอจากกระบวนการผลิตราว 3-5 หมื่นตันต่อปี ซึ่งแม้จะน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา (ประมาณ 1 แสนตัน) และเวียดนาม (ประมาณ 5 แสนตัน) แต่ก็ยังถือเป็นปริมาณมหาศาล
“แค่ขยะสิ่งทอ 3 หมื่นตัน ก็สามารถนำกลับมาผลิตเป็นเสื้อผ้าใหม่ให้คนไทยสวมใส่ได้วันละ 10 ตัว ต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปีโดยที่ทรัพยากรยังไม่หมด แสดงให้เห็นว่าเศษผ้า อาจไม่ใช่จุดจบของการผลิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของระบบแฟชั่นรูปแบบใหม่ที่หมุนเวียนและยั่งยืนมากกว่าเดิม”
จิรโรจน์เล่าถึงจุดประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า ต้องการปรับภาพจำของผู้คนที่มีต่อผ้าของ SC GRAND ให้เปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจถูกมองว่า เป็นผ้าโทนเรียบหรือมีลักษณะนิ่งตามการใช้งานในอุตสาหกรรม สู่การเป็นวัสดุที่สามารถนำเสนอความ Stylish และความเป็นแฟชั่นได้มากขึ้น

ภายในงานจึงออกแบบพื้นที่จัดแสดงให้สะท้อนมิติด้านแฟชั่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะโซนชั้น 2 ที่นำเสนอศักยภาพของผ้าในเชิงดีไซน์ เพื่อให้เห็นว่าผ้าที่ยั่งยืนสามารถก้าวเข้าสู่โลกแฟชั่นร่วมสมัยได้อย่างเต็มตัว
จิรโรจน์อธิบายเพิ่มเติมว่า ผ้าที่นำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ถือเป็นคอลเลกชันพิเศษ ซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันไม่ได้มีการผลิตเพิ่มเติมแล้ว โดยนำออกมาจำหน่ายในจำนวนจำกัด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นแบรนด์ หรือดีไซเนอร์ที่อยากทดลองใช้วัสดุที่ SC GRAND เคยพัฒนาในอดีต สามารถนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ได้ ถือเป็นการปล่อยไอเดีย จากงานวิจัยที่ผ่านมาให้กลับมาเกิดคุณค่าอีกครั้งในรูปแบบของแฟชั่นยุคใหม่

พื้นที่ภายในตึก CIRCULAR ถูกออกแบบให้เป็นเส้นทางประสบการณ์ผ่าน 3 ระดับความรู้สึก เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ แฟชั่น และสิ่งแวดล้อมที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
Attraction: เปิดด้วย ‘Circle of Waste’ พื้นที่ที่ถ่ายทอดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและปัญหาขยะสิ่งทอ ชวนผู้ชมตระหนักถึงที่มาและการเดินทางของทุกเส้นใย ก่อนก้าวสู่ความเข้าใจในมิติถัดไป
Desire: คือพื้นที่ที่ความยั่งยืนผสานเข้ากับแฟชั่น ผ่านผลงาน Collaboration ระหว่าง SC GRAND กับพันธมิตรแบรนด์ ที่นำผ้ารักษ์โลกมาตีความใหม่ให้เชื่อมโยงทั้งความงาม อารมณ์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
Unveiled: ถ่ายทอดผ่าน Bedroom Installation ห้องส่วนตัวที่เปิดให้ผู้ชมเข้าไปสัมผัสเนื้อผ้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงความรู้สึกระหว่างคนกับวัสดุอย่างแท้จริง
ไฮไลต์ของงานคือการรวมตัวของแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์กว่า 15 แบรนด์ เช่น Indigoskin, CIRCULAR, Mango Mojito, Selvedgework, Manii, Venus Flytrap และ Bromantic ฯลฯ ที่ร่วมตีความผ้าของ SC GRAND ในสไตล์เฉพาะตัว

ณัฐพัชร์ สุวรรณธนภาคย์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Bromantic เล่าถึงเหตุผลที่เลือกใช้ผ้าจาก SC GRAND มาตัดเสื้อเชิ้ตว่า ต้องการเนื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกแคชวลแต่ยังคงความ Formal จึงเลือกใช้โทนสีสุภาพอย่างสีกรมท่า พร้อมเพิ่มลายเพื่อให้สวมใส่ได้หลากหลายโอกาส จุดเด่นของผ้าคือ จุดเล็กๆ ที่เกิดจากกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้ผ้าไม่เรียบจนเกินไป ขณะเดียวกันเนื้อสัมผัสยังนุ่มลื่น สวมใส่สบาย ไม่แข็งกระด้างอย่างที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับผ้ารีไซเคิล
ในมุมของผู้บริโภค เขาเล่าว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ชื่นชอบเพราะใส่สบายและมีราคาที่เข้าถึงได้ โดยลูกค้ามักไม่ได้ตั้งใจมองหาผ้ารีไซเคิลตั้งแต่แรก แต่จะเลือกจากดีไซน์ ลาย และสีที่ถูกใจก่อน จากนั้นแบรนด์จึงค่อยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เป็นผ้ารีไซเคิลจากโรงงานไทย พร้อมแสดงแท็กที่สื่อสารผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนไปพร้อมกับประสบการณ์การซื้อ
ณัฐพัชร์มองว่า ความยั่งยืนในแฟชั่นผู้ชายเชื่อมโยงกับแนวคิด ‘Cost per Wear’ หรือความคุ้มค่าต่อการใช้งาน เพราะเสื้อผ้าผู้ชายมักมีราคาสูงกว่า การตัดแบบ Made-to-order จึงช่วยให้เสื้อผ้าใส่ได้นาน ปรับแก้ไซซ์ได้ และใช้งานได้ยาวนาน ซึ่งถือเป็น Sustainable Use โดยธรรมชาติ อีกทั้งกระแสเสื้อผ้ามือสองและการสื่อสารจากอินฟลูเอนเซอร์ ยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
และถ้าใครที่สงสัยว่า ผ้ารีไซเคิลนั้นจะไปได้ไกลขนาดไหน สามารถมาหาคำตอบกันได้ที่นิทรรศการ ‘FWB: Fashion With Benefits’ ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม 2569 ณ ตึก CIRCULAR สยามสแควร์ ซอย 2
Tags: FWB Showcase, Business, SC Grand, FWB, Fashion With Benefits, นวัตกรรมสิ่งทอ




