HIGHLIGHTS:

  • เช้าวันที่ 14 ธันวาคม 2016 (ตามเวลาประเทศไทย) รัฐบาลซีเรียประกาศว่าสงครามกลางเมืองอเลปโปสิ้นสุดลงแล้ว หลังจากสามารถยึดพื้นที่สุดท้ายของกลุ่มกบฏในเมืองอเลปโปได้
  • ฝ่ายรัฐบาลของซีเรียดำเนินการโจมตีกลุ่มกบฏในเมืองอเลปโปอย่างหนักหน่วง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2016 เป็นต้นมา โดยมีรัสเซียเป็นผู้สนับสนุนสำคัญ
  • การโจมตีกลุ่มกบฏของรัฐบาลซีเรียส่งผลให้ประชาชนหลายร้อยคนเสียชีวิต และผู้คนอีกจำนวนมากบาดเจ็บ
  • ระบบสาธารณูปโภคถูกตัดขาด โรงพยาบาลถูกทำลาย และผู้คนในเมืองไม่มีอาหารเพียงพอตลอดช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมที่ผ่านมา
  • โลกตะวันตก รวมถึงองค์การสหประชาชาติออกมาบอกว่า รัฐบาลซีเรีย และรัสเซียต้องออกมารับผิดชอบต่อความโหดร้ายที่เกิดขึ้น
  • ขณะที่ประธานาธิบดีซีเรียโต้กลับว่า ที่ตะวันตกออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อชีวิตประชาชนนั้น แท้จริงแล้วต้องการปกป้องกลุ่มก่อการร้ายมากกว่า
  • แม้รัฐบาลซีเรียจะสามารถยึดพื้นที่สำคัญๆ จากกลุ่มกบฏได้แล้ว แต่ยังมีพื้นที่อื่นๆ ในซีเรียที่กลุ่มกบฏครอบครองได้อยู่
  • มีการวิเคราะห์ว่าสงครามจะเปลี่ยนรูปแบบไป เพราะกลุ่มกบฏอาจเปลี่ยนกลยุทธ์จากการสร้างดินแดน เป็นการก่อความไม่สงบแล้วหนีไป
  • ตัวละครภายนอกอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ที่เข้ามาสนับสนุนกลุ่มกบฏและฝ่ายรัฐบาลด้วยแรงจูงใจที่ต่างกัน คืออีกปัจจัยที่จะกำหนดอนาคตของสงครามซีเรีย โดยมีประชาชนเป็นผู้เผชิญกับความโหดร้ายที่เกิดขึ้น
Photo: Khalil Ashawi, Reuters/profile
     คืนที่ผ่านมา คุณนอนหลับสนิทดีไหม?
     ผู้คนอีกฟากโลก ในเมืองอเลปโป ของซีเรียไม่สามารถหลับตาลงได้
     พวกเขากำลังเผชิญกับสงครามกลางเมือง ที่มีการใช้อาวุธสงครามและความรุนแรงไม่ละเว้นแม้กระทั่งสตรีและเยาวชน  
     เช้ามืดของวันนี้ตามเวลาในไทย (14 ธันวาคม 2016) รัสเซียผู้เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลซีเรียประกาศว่า กองกำลังของรัฐบาลซีเรียสามารถยึดพื้นที่สุดท้ายของกลุ่มกบฏในฝั่งตะวันออกของเมืองอเลปโปได้แล้ว เพื่อกดดันให้กลุ่มกบฏออกจากพื้นที่ ซึ่งกลุ่มกบฏได้ยอมออกจากพื้นที่แล้วด้วย
     การยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มกบฏของรัฐบาลซีเรียครั้งนี้ ‘สำคัญมาก’ จนสำนักข่าวทั่วโลกต้องรายงาน เพราะนี่อาจหมายถึงจุดจบของสงครามกลางเมืองอเลปโป ที่ดำเนินต่อเนื่องมามากกว่า 4  ปี
     แต่การสิ้นสุดของสงครามกลางเมืองครั้งนี้ ที่เป็นผลมาจากรัฐบาลซีเรียดำเนินการโจมตีกลุ่มกบฏในเมืองอเลปโปอย่างหนักหน่วงมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2016 แลกมาด้วยการล้มตายของประชาชนหลายร้อยคน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

Photo: Omar Sobhani, Reuters/profile
     ข้อความทวิตเตอร์จากชาวซีเรียที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าวบีบีซีมีทั้ง “โอ้พระเจ้า ปลุกให้พวกเราตื่นจากฝันร้ายนี้ที #Aleppo กำลังเลือนหายไป มากกว่า 50,000 คน กำลังถูกฆ่า และส่วนใหญ่คือผู้หญิงและเด็ก”
     หรือข้อความจากแม่ของ บานา อลาเบด (Bana Alabed) สาวน้อยชาวซีเรียที่เคยได้รับหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ จาก เจ. เค. โรว์ลิ่ง ที่ทวิตข้อความว่า “นี่คือข้อความสุดท้าย - ฉันรู้สึกเศร้ามากที่ในโลกนี้ไม่มีใครช่วยเหลือเราเลย พวกเราจะไม่อพยพไปไหน ฉันและลูกสาวของฉัน ลาก่อน” และอีกหลายข้อความที่ชาวซีเรียบางส่วนออกมาทวิตข้อความสั่งลาเมืองอเลปโปผ่านแฮชแท็ก #Aleppo
     ตลอด 4 ปี เราคนไทยได้เห็นข่าวสงครามในซีเรีย หรือความรุนแรงในอเลปโปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นข่าวที่เราเห็นบ่อยแต่ก็ไกลตัว หรือบางคนสนใจแต่ว่าเรื่องราวก็ซับซ้อนจนทำให้หมดความสนใจไป
     The Momentum จึงมาสรุปให้ฟังว่า อะไรเกิดขึ้นบ้างในเมืองอเลปโป? อเลปโปดำเนินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? และหลังจากวันนี้ อนาคตของสงครามซีเรียจะมีแนวโน้มไปในทางไหน?

Photo: Abdalrhman Ismail, Reuters/profile
เกิดอะไรขึ้นในเมืองอเลปโปของซีเรีย กลุ่มกบฏแพ้ต่อฝ่ายรัฐบาลได้อย่างไร
     เมืองอเลปโปตั้งอยู่ทางเหนือของประเทศซีเรีย ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด และเป็นศูนย์กลางทางการเงินและอุตสาหกรรม จนกระทั่งกลายเป็นสนามรบระหว่างรัฐบาลซีเรียกับกลุ่มกบฏที่ต้องการล้มอำนาจของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ในเดือนกรกฎาคม 2012 จนเมืองอเลปโปมีสภาพแบ่งครึ่ง คือกลุ่มกบฏควบคุมพื้นที่ฝั่งตะวันออกของเมือง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลควบคุมพื้นที่ฝั่งตะวันตก
     แต่อเลปโปไม่ได้เป็นสนามรบแค่ระหว่างฝ่ายรัฐบาลซีเรียและกลุ่มกบฏเท่านั้น หากยังกลายเป็นสนามรบที่มีตัวละครสำคัญจากทั่วโลกเข้ามาพัวพัน จนทำให้สงครามมีความซับซ้อนกว่าแค่สงครามกลางเมืองในประเทศ
     ฝ่ายรัฐบาลซีเรียมีรัสเซียสนับสนุนกองกำลังโจมตีทางอากาศ และมีกองกำลังภาคพื้นดินจาก อิหร่าน อิรัก อัฟกานิสถาน เลบานอน และปากีสถานเข้ามาช่วย
     ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลซีเรียนั้นประกอบไปด้วยกลุ่มกบฏหลายกลุ่ม ซึ่งสำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เหล่ากลุ่มกบฏนั้นได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากฝ่ายที่ต้องการล้มอำนาจของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย และตุรกีหนุนหลัง
     เดือนสิงหาคม 2016 กลุ่มกบฏเริ่มเสียพื้นที่ฝั่งตะวันออกของเมืองอเลปโปที่เคยยึดครองได้ ให้กับฝ่ายรัฐบาลอย่างสำคัญ รัฐบาลซีเรียใช้กลยุทธ์ยึดถนนเส้นเดียวที่ตัดระหว่างโลกภายนอก กับพื้นที่ตะวันออกของกลุ่มกบฏ ทำให้ประชาชนกว่า 270,000 คน ที่ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ ถูกล้อมอยู่ในเมืองไปด้วย

Photo: Omar Sobhani, Reuters/profile
     จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลซีเรียสามารถยึดพื้นที่ฝั่งตะวันออกคืนจากกลุ่มกบฏได้ถึงหนึ่งในสาม และยังเพิ่มกองกำลังอย่างหนักหน่วงเข้าไปในพื้นที่ รวมถึงการโจมตีทางอากาศ ทำให้กลุ่มกบฏถูกบีบอยู่ในพื้นที่จำกัด
     ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ฝ่ายรัฐบาลสามารถยึดพื้นที่คืนได้ถึง 90% และเมื่อคืนที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาลประกาศว่า สามารถยึดพื้นที่สุดท้ายของกลุ่มกบฏในเมืองอเลปโปได้แล้ว
 

ฉันอยู่ในสงครามซีเรียมาตลอด 5 ปี แต่ไม่มีครั้งไหนเหมือนเหตุการณ์นี้…
ประชาชนบางคนพิการ บางส่วนป่วยทางจิต และที่เหลือคืออยู่กับความสิ้นหวัง
เพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน…
ไม่มียา ไม่มีเครื่องทำความอุ่น ไม่มีเชื้อเพลิงในการทำอาหาร

Photo: Abdalrhman Ismail, Reuters/profile
การล้มตายของประชาชนระหว่างการยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มกบฏ
     จากการที่ฝ่ายรัฐบาลเข้าไปล้อมพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกลุ่มกบฏ ทำให้ประชาชนที่ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ถูกล้อมไปด้วย ซึ่งรัฐบาลซีเรียยืนยันว่า ช่วงกลางเดือนตุลาคม 2016 รัฐบาลได้หยุดการโจมตีเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและกลุ่มกบฏที่ไม่ต้องการสู้รบต่อออกจากพื้นที่ แต่กลุ่มกบฏส่วนใหญ่ยังยืนยันจะสู้รบกับกลุ่มรัฐบาล รวมถึงประชาชนบางส่วนที่ไม่กล้าออกจากพื้นที่เพราะกลัวการถูกใช้ความรุนแรงจากรัฐบาล แต่องค์การสหประชาชาติรายงานว่า กลุ่มกบฏต่างหากที่เป็นฝ่ายห้ามประชาชนออกจากพื้นที่
     มีประชาชนมากกว่า 100,000 คนติดอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของเมืองอเลปโป โดยประมาณ 1,500 คนเป็นกลุ่มกบฏ และสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนอยู่ในขั้น ‘เลวร้าย’ และ ‘วิกฤติ’
     การโจมตีของฝ่ายรัฐบาลที่หนักหน่วงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2016 เป็นต้นมา ทำให้ประชาชนขาดอาหาร สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานถูกทำลายจนสิ้นซาก เลวร้ายที่สุดคือโรงพยาบาลทุกโรงไม่สามารถปฏิบัติการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้ เพราะได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศของฝ่ายรัฐบาล
     ความตอนหนึ่งของจดหมายที่เขียนโดยแพทย์ของสภากาชาดสากลถึงบีบีซีระบุว่า “ฉันอยู่ในสงครามซีเรียมาตลอด 5 ปี แต่ไม่มีครั้งไหนเหมือนเหตุการณ์นี้…ประชาชนบางคนพิการ บางส่วนป่วยทางจิต และที่เหลือคืออยู่กับความสิ้นหวัง เพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน…ไม่มียา ไม่มีเครื่องทำความอุ่น ไม่มีเชื้อเพลิงในการทำอาหาร... การอพยพของประชาชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก บางคนมีอาการป่วยทางจิต พวกเขาไม่อยากออกจากพื้นที่ พวกเขาสับสน และไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในพื้นที่สงคราม…เด็กๆ กลายเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ของพวกเขาถูกระเบิดสังหาร พวกเขาไม่เหลืออะไร ไม่เหลือใคร คุณจะพูดอะไรกับพวกเขา? คุณจะทำอะไรได้บ้าง?... พวกเขาต้องมาชดใช้กับสงครามที่พวกเขาไม่ได้ก่อ และไม่มีฝ่ายใดเข้ามาปกป้องพวกเขา… นี่ไม่เกี่ยวกับใครเป็นคนถูก หรือใครเป็นคนผิด ใครเป็นผู้ชนะ ใครคือผู้แพ้ นี่เกี่ยวกับประชาชนที่มีเลื้อดเนื้อ มนุษย์ที่บาดเจ็บ ล้มตาย และกลายเป็นเด็กพิการในทุกๆ วัน วันนี้ฉันรู้สึกเศร้ามาก ได้โปรด การทำสงครามครั้งนี้ต้องมีขีดจำกัด”

Photo: Omar Sobhani, Reuters/profile
Photo: Abdalrhman Ismail, Reuters/profile
     ขณะที่ บิลัล อับดุล คารีม (Bilal Abdul Kareem) ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา อธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอเลปโปว่าเป็น ‘สถานการณ์ที่สิ้นหวัง’ พื้นที่ที่ถูกล้อมให้บีบเล็กลงเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนต่างวิ่งเข้ามาหาที่หลบภัยในพื้นที่เพียงแค่ 10 ตารางกิโลเมตร พวกเขาต้องหลบซ่อนตัวตลอดเวลา เพราะการโจมตีทางอากาศนั้นไม่เว้นใครหน้าไหน โรงพยาบาลที่ถูกโจมตีจนหมด ทำให้หมอและพยาบาลต้องตั้งคลินิกเฉพาะกิจในพื้นที่ใต้ดินขึ้นมา แต่คลินิกก็กลายเป็นสถานที่อันตรายอีก เมื่อไหร่ที่สถานที่ใดๆ คนมารวมตัวกันเยอะ สถานที่นั้นจะกลายเป็นเป้าโจมตีทันที
     และแม้ว่ารัฐบาลซีเรียจะเปิดช่องทางให้ประชาชนออกจากพื้นที่ แต่ บิลัล อับดุล คารีม กล่าวว่า “พรุ่งนี้ก็อาจจะสายเกินไปสำหรับพวกเขา” เพราะพวกเขาไม่อาจหลีกหนีความจริงที่ว่าในตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของพวกเขาได้สังหารประชาชนไปกว่าครึ่งล้านคน ความจริงนี้ทำให้พวกเขาไม่ไว้ใจรัฐบาล และยอมที่จะเสี่ยงกับระเบิดมากกว่าที่จะออกไปจากพื้นที่ และเสี่ยงกับการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
 

ประชาชนหลายร้อยคนล้มตายจากการยึดพื้นที่ครั้งนี้
82 คนถูกฝ่ายรัฐบาลสังหาร โดย 11 คนเป็นผู้หญิง และ 13 คนเป็นเยาวชน
นี่คือ ‘ยุคมืดที่สุดขององค์การสหประชาชาติ’

ประชาชนซีเรียกลายเป็นเหยื่อจากการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย
     รัฐบาลซีเรีย และรัสเซียออกมาปฏิเสธว่าการโจมตีของพวกเขาไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือน แต่องค์การสหประชาชาติรายงานว่า ประชาชนหลายร้อยคนล้มตายจากการยึดพื้นที่ครั้งนี้ และมีหลักฐานว่าประชาชน 82 คนถูกฝ่ายรัฐบาลสังหาร โดย 11 คนเป็นผู้หญิง และ 13 คนเป็นเยาวชน ทำให้ทั้งองค์การสหประชาชาติ และสหรัฐอเมริกาออกมาประณามรัฐบาลซีเรีย และพันธมิตรอย่างรัสเซีย และอิหร่าน และกล่าวว่า พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อความโหดร้ายทารุณที่เกิดขึ้น
     ด้านประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว RT ของรัสเซียว่า การกระทำเช่นนี้หมายถึง ตะวันตกดูจะใส่ใจกับการปกป้องกลุ่มก่อการร้าย และไม่ได้คิดถึงผลตรงข้ามหากเราปล่อยให้อเลปโปถูกควบคุมโดยกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้
     ขณะที่อังกฤษออกมาบอกว่า องค์การสหประชาชาติล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้ง และความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในเมืองอเลปโป และนี่คือ ‘ยุคมืดที่สุดขององค์การสหประชาชาติ’ ทำให้สิ่งนี้เป็นความท้าทายที่รอ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส (Antonio Guterres) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติคนใหม่ ที่เพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งแทน บัน คี-มูน ไปเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2016
 

สงครามกลางเมืองในอเลปโปอาจสิ้นสุดลง แต่แท้จริงแล้วกลุ่มญิฮัด
และเคิร์ดยังควบคุมพื้นที่ใหญ่ๆ ของประเทศได้อยู่
นั่นหมายถึงว่าสงครามในซีเรียยังอาจดำเนินต่อไปแต่มีความเป็นไปได้ว่า
สงครามอาจเปลี่ยนรูปแบบจากเดิม

Photo: Abdalrhman Ismail, Reuters/profile
Photo: Abdalrhman Ismail, Reuters/profile
อนาคตของสงครามซีเรีย
     การยึดพื้นที่ในเมืองอเลปโป ซึ่งเป็นเมืองสำคัญคืนได้จากกลุ่มกบฏ อาจหมายถึงชัยชนะของฝ่ายรัฐบาลซีเรีย รัสเซีย รวมถึงอิหร่าน เพราะตอนนี้รัฐบาลซีเรียสามารถกลับมาควบคุมเมืองหลักๆ ของประเทศได้
     ความพ่ายแพ้ของกลุ่มกบฏในเมืองอเลปโป หมายถึงความแข็งแกร่งขึ้นของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ซึ่งเป็นพันธมิตรคนสำคัญของรัสเซีย ก่อนหน้านี้กองทัพของเขาไร้ซึ่งกำลัง และอนาคตของเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย จนกระทั่งรัสเซียเข้ามาช่วยเมื่อปี 2015
     สงครามกลางเมืองในอเลปโปอาจสิ้นสุดลง แต่แท้จริงแล้วกลุ่มญิฮัด และเคิร์ดยังควบคุมพื้นที่ใหญ่ๆ ของประเทศได้อยู่ นั่นหมายถึงว่าสงครามในซีเรียยังอาจดำเนินต่อไป
     แต่มีความเป็นไปได้ว่า สงครามอาจเปลี่ยนรูปแบบจากเดิม เพราะกลุ่มกบฏอาจเปลี่ยนกลยุทธ์จากการพยายามเข้าควบคุมพื้นที่ เพื่อสร้างอาณาเขตของตัวเอง เป็นการก่อความไม่สงบแล้วชิงหนี และจะกระจายตัวตามพื้นที่ต่างๆ รูปแบบการต่อสู้ระหว่างกลุ่มกบฏและรัฐบาลจึงอาจเปลี่ยนไป
     นอกจากนี้อนาคตสงครามของรัสเซียยังไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวละครอย่างกลุ่มกบฏ และฝ่ายรัฐบาลซีเรียเท่านั้น แต่ตัวละครภายนอกที่เข้ามาพัวพัน และสนับสนุนแต่ละฝ่ายในสงครามซีเรียด้วยแรงจูงใจที่ต่างกัน จะเป็นผู้กำหนดอนาคตสงครามซีเรียว่าจะดำเนินไปในรูปแบบไหน และยาวนานเท่าไหร่ด้วย
     แต่ไม่ว่าอย่างไรประชาชนชาวซีเรียก็คือผู้ที่รับเคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์นี้มากที่สุด ที่ก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

Photo: Abdalrhman Ismail, Reuters/profile
Photo: Khalil Ashawi, Reuters/profile
     และถึงแม้สงครามจะสิ้นสุด แผลที่พวกเขาได้รับจากสงครามที่กินเวลามากว่า 5 ปี ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ในการเยียวยา
     คืนนี้คุณอาจจะเข้านอนอย่างมีความสุข หลับสนิทภายใต้ผืนผ้าห่มอันอบอุ่น
     แต่อีกฟากโลก ยังมีคนอีกมากมายที่ข่มตาไม่ลง และเฝ้าบอกกับตัวเองว่า
     “โอ้พระเจ้า ปลุกให้พวกเราตื่นจากฝันร้ายนี้ที”
 

อ้างอิง:
     - http://www.bbc.com/news/world-middle-east-38308883
     - http://www.bbc.com/news/world-middle-east-38132163
     - http://www.bbc.com/news/world-middle-east-38257312
     - http://www.bbc.co.uk/programmes/p04l5qxc?ocid=socialflow_facebook
     - http://news.xinhuanet.com/english/2016-12/13/c_135900126.htm
     - http://www.aljazeera.com/indepth/features/2016/12/message-aleppo-tomorrow-late-161213131759683.html
     - https://www.rt.com/news/370213-assad-interview-palmyra-aleppo/