HIGHLIGHTS:

  • ประทับจิต นีละไพจิตร เรียนจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เคยเป็นอาจารย์และเคยทำงานวิจัยด้านสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สหประชาชาติซึ่งดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
  • ชีวิตของประทับจิตอาจเรียบง่ายกว่านี้ เธออาจจะเป็นครู หรือทำงานบางตำแหน่งในบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่เธอร่ำเรียนมา อาจเป็นเพราะชะตากรรมของสมชาย นีละไพจิตร พ่อผู้ซึ่งนำพาให้ชีวิตของเธอมาทำงานในงานสายนี้

          ผมยืนฟังเสียงร้องของนกกรงหัวจุกในกรงที่แขวนอยู่ใต้ชายคาข้างบ้านของเธอในเช้าวันหนึ่ง เสียงแหลมของมันดังก้องเป็นพิเศษเพราะสะท้อนในซอยเล็กๆ และตรงข้ามยังมีกำแพงสูงของโบสถ์ซึ่งหันหลังให้ ถัดออกไปเล็กน้อย ผมเห็นสิ่งก่อสร้างคล้ายศาลเจ้าซึ่งมารู้ภายหลังว่าเป็นสำนักเข้าทรง ซอยเล็กๆ แห่งนี้จึงเป็นเหมือนแหล่งรวมของความเชื่อ ความศรัทธาอันหลากหลาย
          “ขอโทษนะคะที่ทำให้รอ”
          ความสุภาพทำให้ความร้อนชื้นเหมือนจะเหือดแห้งไป ความจริงมันไม่ได้นานอะไร กลับรื่นรมย์ที่ยืนพักให้ลมพัดเอื่อยกระทบใบหน้า ฟังเสียงนกร้อง
          เจ้าของเสียงใบหน้าหมดจด ดวงตากลมโต จมูกเรียว ที่เปิดเผยนอกผ้าคลุมสีดำ เป็นสิ่งแรกที่ผมเห็นเมื่อเธอเปิดประตูออกมารับช่างภาพแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเป็นคนสวย แต่ความสวยงามนั้นมีความเศร้าปนอยู่ด้วย ผมนึกถึงคำว่า melancholic ในบทกวีบางบทที่พร่ำพรรณนาถึงความงามและความเศร้า
          หลังจากแนะนำตัวอย่างรวบรัด ผมก็มานั่งฟังเธอเล่าเรื่องชีวิตของเธออยู่ภายในบ้าน บ้านหลังนี้ทำให้ผมนึกถึงบางฉากในภาพยนตร์ที่มีการไต่สวนในห้องพิพากษา เธอเล่าว่าเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นย้ายมาจากสำนักงานกฎหมายของพ่อ ในตู้เรียงรายไปด้วยหนังสือเล่มใหญ่ๆ บนโต๊ะทำงานหนาหนักอย่างสมัยก่อนมีโคมไฟ หนังสือ และภาพถ่ายวางไว้เป็นที่ระลึก แสงสาดเข้ามาผ่านม่านจากหน้าบ้าน ลมจากพัดลมที่พัดเอื่อย
          ประทับจิต นีละไพจิตร เรียนจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เคยเป็นอาจารย์และเคยทำงานวิจัยด้านสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สหประชาชาติซึ่งดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ทำหน้าที่คล้ายเป็นเลขาฯ และผู้ตรวจสอบ ซึ่งคอยสะกิดเตือนรัฐบาลในขณะเดียวกัน ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน จึงมีความรับผิดชอบผูกพันกับข้อตกลงเรื่องสิทธิมนุษยชนซึ่งเซ็นรับรองไว้ถึง 7 ฉบับ หน่วยงานที่เธอสังกัดมีงานต้องทำมากขึ้น เมื่อต้องดีลกับทหารหลังรัฐประหาร 2557 เธอเป็นคนกลางที่ต้องประสานงานติดต่อกับเจ้าหน้าที่หากมีการหายตัวไปของประชาชน เป็นตัวแทนเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง
          ข้อมูลอันดับแรกที่เธอต้องการจากเจ้าหน้าที่ทหารคือ คนคนนั้นมีชีวิตอยู่หรือไม่ และอยู่ที่ไหน เพื่อแจ้งต่อญาติของผู้สูญหายหรือถูกจับกุม ซึ่งเป็นงานที่ยากลำบากพอสมควรที่ต้องต่อรองกับผู้มีอำนาจในยุคที่ประเทศปกครองโดยรัฐบาลทหาร ความรับผิดชอบต่อมาคือการสอดส่องมิให้มีการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้เห็นแย้งต่อนโยบายรัฐ และรายงานต่อสหประชาชาติ จะว่าไป มันเป็นงานที่ค่อนข้างหนัก เพราะมีเจ้าหน้าที่เพียง 3 คนที่รับผิดชอบดูแลความเป็นไปในประเทศที่มีความผันผวนทางการเมืองอย่างมากในระยะสิบปีที่ผ่านมา
          หากย้อนเวลากลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว ชีวิตของประทับจิตอาจเรียบง่ายกว่านี้ เธออาจจะเป็นครู หรือทำงานบางตำแหน่งในบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่เธอร่ำเรียนมา อาจเป็นเพราะชะตากรรมของสมชาย นีละไพจิตร พ่อผู้ซึ่งนำพาให้ชีวิตของเธอมาทำงานในงานสายนี้ ประทับจิตสนิทกับพ่อมาก คล้ายกับเป็นเพื่อนทางจิตวิญญาณ เธอกับพ่อคุยกันบ่อยๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิต ความยืดหยุ่นของหลักความเชื่อทางศาสนา และครรลองของการดำเนินชีวิต เธอเล่าว่าพ่อแนะนำเสมอเมื่อเกิดความไม่แน่ใจว่าควรจะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างความเชื่อทางศาสนาอิสลามในสังคมที่วิถีชีวิตและความเชื่อของคนส่วนใหญ่เป็นพุทธ ครั้งหนึ่งเธอต้องแสดงละครที่โรงเรียน และต้องมีการไหว้ครู ซึ่งศาสนาของเธอไม่อนุญาตให้เคารพสิ่งอื่นใด พ่อบอกว่าอะไรยืดหยุ่นได้ให้ทำ อะไรที่เป็นหลักการต้องยึดมั่น พ่อเขียนจดหมายไปถึงครูว่าอนุญาตให้เด็กหญิงประทับจิตแสดงละคร แต่ไม่สามารถทำการไหว้ครูได้ตามหลักความเชื่อของศาสนา นั่นคือสิ่งที่เธอเรียนรู้และใช้เป็นแนวทางชีวิตต่อมา
          ความที่เธอสนิทกับพ่อเป็นพิเศษ พ่อมักกอดเธอแน่นๆ และเดินจูงมือเวลาอยู่นอกบ้าน ผมเข้าใจความผูกพันนี้ดีในฐานะพ่อที่มีลูกสาวคนหนึ่ง ลูกสาวเหมือนดอกไม้บอบบางที่เรารู้สึกอยากทะนุถนอม นอกจากนั้น เธอยังช่วยพ่อขัดเกลางานเขียนบางชิ้นให้อ่านง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้เรียนกฎหมาย
          พ่อของเธอเป็นทนายความรุ่นแรกๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านชีวิตของเธอ เขากำลังทำคดีผู้ต้องหาถูกซ้อมทรมาน ซึ่งเป็นคดีสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับสามจังหวัดชายแดนใต้ คดีนี้หมิ่นเหม่ต่อความปลอดภัย แม้จะมีเสียงเตือนมาจากผู้มีอำนาจบางคน แต่เธอบอกว่าพ่อมั่นใจในตัวเอง และคิดว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เขาจึงเดินหน้าทำงานของเขาด้วยความเด็ดเดี่ยว ท่ามกลางความตึงเครียดและความวิตกกังวลของครอบครัวถึงความปลอดภัย แม่ (อังคณา นีละไพจิตร) ขอร้องพ่อว่าจะอย่างไรก็ขอให้กลับบ้าน เพื่อความสบายใจของครอบครัว พ่อทำตามคำขอของแม่ กลับบ้านทุกวัน ไม่ว่าจะดึกดื่น เหนื่อยล้าแค่ไหน
          กระทั่งค่ำวันหนึ่ง...



          เมื่อเธอเล่ามาถึงตอนนี้ เสียงที่น่าฟังของเธอขาดห้วง และเบาลงเหมือนเสียงกระซิบที่แทรกผ่านเสียงสะอื้น ความสนใจของผมย้ายจากเสียงนั้นมาอยู่ที่หยดน้ำตาใสๆ ที่ค่อยๆ รินไหลลงมาข้างแก้ม ผมเห็นมันค่อยๆ เคลื่อนตัวลงมาช้าๆ และทิ้งคราบชื้นจางๆ ไว้
          เธอเล่าว่า ในเย็นวันหนึ่ง พ่อตัดสินใจออกจากบ้าน ซึ่งคาดว่าจะไปทำธุระเรื่องคดีสำคัญ ค่ำนั้น พ่อโทร.มาหา แต่เธอในวัย 20 ที่งอนและโกรธพ่ออยู่ในตอนนั้น ไม่ตอบรับ และปล่อยให้เสียงโทรศัพท์ดังอยู่อย่างนั้นกระทั่งเงียบหายไป แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ความทรงจำและความรู้สึกผิดยังอยู่กับเธอเสมอ เธอไม่รู้ว่านั่นเป็นโอกาสสุดท้ายที่เธอจะได้คุยกับพ่อ
          เพราะราว 1 ทุ่มของวันที่ 12 มีนาคม 2547 พ่อของเธอถูกทำให้หายตัวไป
          เสียงปลายสายที่รอการตอบรับหายไปตลอดกาล...
          คืนวันนั้น ครอบครัวของประทับจิตได้รับการแจ้งข่าวว่าทนายสมชายหายตัวไป เธอกลับไปคว้าโทรศัพท์ฟังข้อความที่พ่อของเธอฝากไว้ว่าเขากำลังขับรถอยู่แถวอยุธยา และอาจกลับบ้านดึกหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วง.... ความรู้สึกผิดที่ผุดพรายขึ้นมาของหญิงสาวคนหนึ่ง หยาดน้ำตาคงรินไหลจากดวงตาดำขลับที่บัดนี้มีสีแดงเรื่อ เธอบอกกับตัวเองว่าเธอจะไม่สามารถมีความสุขได้อีกตลอดชีวิต ความรู้สึกผิดนี้ค้างคาอยู่ในใจเธอนานหลายปี
          เราหยุดการสนทนาไว้เพียงเท่านั้น

          เช้าวันหนึ่งในสองสามสัปดาห์ต่อมา ผมไปยืนหน้าบ้านหลังเดิม ฟังเสียงร้องของนกกรงหัวจุก เสียงใสสะท้อนก้องอยู่ในซอยไม่แปรเปลี่ยน เธอเปิดประตูรับ เราเดินไปที่มัสยิดใกล้ๆ เพื่อถ่ายภาพเพิ่มเติม เธอบอกว่าเธอรู้สึกสบายใจที่ได้มาถ่ายรูปที่มัสยิด พ่อของเธอชอบมาที่นี่ เขาเป็นคนเคร่งครัดในศาสนา และเธอรู้สึกผูกพันกับกิจวัตรของพ่อ ลมที่พัดผ่านช่องทางเดินทำให้เช้าวันนั้นไม่อบอ้าวเกินไปนัก บรรยากาศหนักๆ คลายลง เธอดูผ่อนคลายมากกว่าตอนอยู่ในบ้าน อาจเพราะที่บ้านมีความทรงจำ มีความสูญเสีย เป็นบรรยากาศที่ห่อหุ้มเอาไว้ แม้จะผ่านมาหลายปี แต่ความผูกพัน การพลัดพราก และความสูญเสีย เป็นเรื่องที่ไม่ได้จางหายไป



          “ความรู้สึกผิดคลายไปหรือยัง” ผมถาม
          “ยังค่ะ” เธอตอบ
          การเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต่อคนทำงานด้านนี้ เมื่อเธอผ่านการอบรม ผ่านการเรียนรู้ที่จะยกโทษให้ตัวเอง เธอเริ่มมีชีวิตที่เบาขึ้น และต่อมาเมื่อต้องไปให้คำปรึกษา อบรม ช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรมเช่นเดียวกับเธอ เธอใช้ความสูญเสียของครอบครัวตัวเองเป็นกรณีศึกษา เธอบอกว่านักสิทธิมนุษยชนต้องเรียนรู้ที่จะสอนตัวเองเหมือนกัน
          “อนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้แล้วหรือยัง”
          “ได้แล้ว เพราะส่วนหนึ่งเราทำใจว่าพ่อเสียไปแล้ว”



ภาพพอร์ตเทรตโดย ศุภชัย เกศการุณกุล
Medium Format 6 x 6 | Black & White Negative Film

FACT BOX:

  • ทนายสมชาย นีละไพจิตร (13 พฤษภาคม 2494 - หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2547) เป็นทนายความผู้อุทิศตนเพื่อทำคดีสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • วันที่ 29 ธันวาคม 2558 ศาลฎีกามีคำสั่งยกฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจ 5 นายในการรับผิดทางอาญาต่อการบังคับบุคคลให้สูญหายของทนายสมชาย
  • ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้เวลาสอบสวนการหายตัวไปของทนายสมชาย 11 ปี 3 เดือน ก่อนทำหนังสือแจ้งผลการดำเนินคดีถึงนางอังคณา นีละไพจิตร ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2559 โดยระบุว่าเห็นควรงดการสอบสวน เนื่องจากไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด
  • สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยลงนาม 7 ฉบับ: http://www.nhrc.or.th/Human-Rights-Knowledge/InternationalHuman-Rights-Affairs