การพบกันครั้งนี้ของไทยลัฟวี่กับ ‘เวนดี้’ (WENDY) คือการพบกันครั้งแรกในฐานะ ‘ศิลปินเดี่ยว’ หลังเธอตัดสินใจออกจากต้นสังกัดเดิม 

เหตุการณ์ไม่ต่อสัญญาครบ 5 คนของ Red Velvet อาจทำให้แฟนคลับจำนวนมากรู้สึกใจหาย เพราะมีสมาชิกวงถึง 2 คน เลือกเดินบนเส้นถนนสายใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นเหล่าลัฟวี่ (ชื่อแฟนคลับของ Red Velvet) ก็พอได้อุ่นใจอยู่บ้าง เพราะเวนดี้กับเยริออกจากค่ายด้วยเงื่อนไขคล้ายกับวงรุ่นพี่อย่าง Girls’ Generation ที่เรามักเรียกกันว่า ‘ออกจากค่าย แต่ไม่ออกจากวง’ 

ระหว่างที่รอให้สักวันหนึ่ง Red Velvet จะกลับมาพบกับแฟนๆ ครบทั้ง 5 คน เราก็จะได้เห็นสมาชิกทุกคนในบทบาทที่แตกต่างไปจากเดิม ทั้งการก้าวเดินในสายการแสดงมากขึ้น ออกยูนิตดูโอ้หรือการมุ่งสู่ศิลปินเดี่ยวแบบเต็มตัว

W:EALIVE 2025 คือชื่อเวิลด์ทัวร์ครั้งแรกของเวนดี้หลังย้ายไปยังต้นสังกัดใหม่ เปิดฉากอีกหนึ่งเส้นทางสายดนตรี จากการเป็นเมนโวคัลของวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง สู่ ‘เวนดี้’ ศิลปินเดี่ยวมากความสามารถ ที่ถ่ายทอดบทเพลงหลากหลายเรื่องราว ทำให้เราได้รู้จักและเห็นตัวตนของเธอชัดเจนยิ่งกว่าเก่า แม้จะเคยเห็นเธอปล่อยอัลบั้มเดี่ยวมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

และในค่ำคืนนั้น การพบกับเวนดี้คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าเสียงของเธอยังคงโอบกอดทุกคนอยู่เสมอ

2025 WENDY 1st WORLD TOUR WEALIVE In Bangkok

เมื่อเสียงเพลย์ลิสต์ที่เปิดคลอระหว่างรอคอนเสิร์ตค่อยๆ เบาลง ทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบพร้อมไฟที่มืดสนิท เวนดี้ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพร้อมกับเพลง Fireproof โชว์เสียงร้องก้องกังวานสะกดผู้ชมแบบไม่มีเสียงดนตรี เริ่มต้นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี ก่อนจะต่อด้วยเพลง Hate² และ Queen Of The Party ที่รู้สึกมีชีวิตชีวา 

ความรู้สึกตื่นเต้นจากการรักเขาข้างเดียวมันเป็นอย่างไร Why Can’t You Love Me? จะชวนย้ำถึงความรู้สึกที่ว่านี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กับดนตรีแนวป็อป-อาร์แอนด์บี และเสียงหวานๆ ที่เล่าเรื่องราวการออกเดตครั้งแรกกับคนที่ชอบ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ เช่นเดียวกับ Best Ever ที่ชวนให้รู้สึกถึงความเบาสบาย

Chapter You กับ His Car Isn’t Yours ถือเป็น 2 บทเพลงจากเพลงหน้า B (B-Side) ที่ถูกหลายคนพูดถึง ทั้งคู่มีความเหมือนกันตรงที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ มีเนื้อหากินใจ แฟนอินเตอร์สามารถเข้าถึงความหมายที่เวนดี้ต้องการสื่อได้ทันทีตั้งแต่การฟังครั้งแรก ซึ่ง Chapter You ถือเป็นเพลงคลั่งรักที่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ซึ่งเวนดี้ย้ำว่า นี่คือเพลงโปรดที่สุดเพลงหนึ่งของเธอ ส่วน His Car Isn’t Yours เล่าถึงการยังไม่ลืมรักครั้งเก่า และต่อให้จะเริ่มต้นใหม่อย่างไร คนใหม่จะดีแค่ไหน แต่ถ้าเขาไม่ใช่คนเก่าเราก็ยังไม่สามารถเปิดใจรับใครได้ในตอนนี้ 

ส่วน Better Judgement กับแนวดนตรีโซล-อาร์แอนด์บี และเพลง Vermilion ที่มีจังหวะดนตรีแบบป็อปบัลลาด-อาร์แอนด์บี เมื่อได้ฟัง 2 เพลงนี้แบบต่อกัน ชั่วเวลาหนึ่งทำให้รู้สึกเหมือนว่า ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในคอนเสิร์ต แต่กำลังนั่งอยู่ในบาร์หรู ดื่มด่ำกับความไพเราะ และฟังดนตรีที่ดีที่สุด 

เชื่อว่าหนึ่งในพาร์ตที่หลายคนรู้สึกตราตรึงที่สุด อาจจะเป็นช่วงที่เธอร้องเพลง Like Water และ When This Rain Stops 2 เพลงโปรโมตจากโซโลเดบิวต์มินิอัลบั้มชุดแรก กับแนวเพลงบัลลาดและอะคูสติกป็อป-บัลลาด เพื่อโชว์พลังเสียงอย่างเต็มที่ เสียงร้องแสนละมุนเคล้าความหมายของเนื้อเพลงชวนให้อบอุ่นใจ เหมือนกับว่าเธอกำลังถ่ายทอดความรู้สึกรักและขอบคุณผู้คนที่คอยอยู่เคียงข้างเธอ ตามด้วย Believe จากอัลบั้มล่าสุดที่ฉีกแนวจาก 2 เพลงก่อนหน้าเล็กน้อย เพราะเป็นอัลเทอเนทีฟ ป็อป ตอกย้ำให้เห็นว่า การร้องของเธอทรงพลังมากแค่ไหน 

และพอไม่ได้ดูเซตลิสต์ว่า เวนดี้จะร้องเพลงอะไรบ้าง จึงรู้สึกเซอร์ไพรส์ไม่น้อยว่า เธอเลือกเอาเพลงประกอบภาพยนตร์และซีรีส์ (Ost.) มาร้องให้ลัฟวี่ฟังด้วย โดยเริ่มต้นจาก Goodbye ถ่ายทอดความรู้สึกของการจากลาที่แสนเจ็บปวด จากนั้นพาย้อนอดีตไปนานกว่าทุกครั้งด้วยเพลง Because I Love You เพราะเป็น Ost.ที่เวนดี้ขับร้องตั้งแต่สมัยเป็น SM Rookies ก่อนขยับมาเป็นเพลงที่สดใสขึ้นอย่าง If I Could Read Your Mind และทิ้งท้ายเซตลิสต์ Ost.ด้วย Two Words กับความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจ

มีช่วงหนึ่งเวนดี้ถามทุกคนว่า ได้ฟังเพลงโปรดในใจแล้วหรือยัง เพลงที่ชอบถูกร้องไปแล้วใช่ไหม ในมุมมองส่วนตัวที่ประทับใจกับพาร์ตบัลลาดมากที่สุด จึงตอบเธอในใจไปว่า ‘ได้ฟังแล้ว’ แต่พอเธอเอ่ยชื่อเพลงถัดไปที่จะร้อง กลายเป็นว่าเรายังมีเพลงโปรดที่ยังไม่ได้ฟังอยู่ เพลงนั้นคือ Airport Goodbyes ดนตรีสบายๆ กับเสียงร้องหวานๆ หวนให้รู้สึกถึงความเหงา เวิ้งว้าง ชวนคิดถึง ที่ขออนุมานไปเองว่า นี่คงเป็นหนึ่งในเพลงที่ลัฟวี่และเมนน้องวานเปิดฟังตอนอยู่ในสนามบิน ตอนอยู่ต่างแดนที่ห่างไกลจากบ้าน หรือตอนอยู่บนเครื่องบินที่กำลังจะ Take Off สู่น่านฟ้า 

ขณะที่ยังคงดื่มด่ำกับบรรดาเพลงโปรดติดท็อปลิสต์ที่เธอร้องออกมาอย่างต่อเนื่อง Light Me Up คือเพลงถัดมา และเป็นเพลงที่มีความหมายมากมายต่อลัฟวี่เพราะนี่คือเพลงของ Red Velvet ที่ชวนให้นึกถึงแสงแดดอบอุ่นส่องประกายกระทบผิวจนเงาแสนมืดหม่นหายไป แล้วมองเห็นแต่ความงดงามและคนสำคัญที่อยู่เคียงข้าง ซึ่งเวนดี้เคยได้ร้องโซโล่เพลงนี้ไปแล้วเมื่อตอนวันเกิดของเธอในปี 2022 

และแน่นอนว่า การที่เธอเลือกเปลี่ยนเนื้อเพลงจากคำว่า Boy เป็น Girl ทำให้ศิลปินเดี่ยวเวนดี้ได้รับเสียงกรี๊ดจากเหล่าลัฟวี่หญิงทุกช่วงวัยไปแบบเต็มๆ เชื่อเลยว่าหลายคนคงอยากจะเป็นหญิงสาวในบทเพลงคนนั้น คนที่ส่องแสงสว่างแสนอบอุ่นให้กับเวนดี้และ Red Velvet 

Ooh girl come and light me up

(ที่รัก เธอเข้ามาเป็นแสงส่องประกายให้กับฉัน)

캄캄한 세상을 밝혀줘

(ส่องแสงให้กับโลกที่มืดมน)

Ooh girl 커질수록

(ที่รัก เธอช่างสดใส) 

더 환히 빛난 사랑의 빛이죠

(ความรักจะส่องประกายยิ่งกว่าสิ่งใด)

หลังอิ่มเอมกับบทเพลงที่ชวนให้คิดถึงเมมเบอร์ และสัญญาที่เวนดี้ให้ไว้ว่า ในอนาคตเธอจะพาเมมเมอร์มาเจอทุกคนอย่างแน่นอน จังหวะถูกโหมให้สนุกขึ้นกว่าเดิมด้วย Wish You Hell เพลงไตเติลจากมินิอัลบั้มชุดที่ 2 กับกลิ่นอายแบบป็อปร็อกเต็มไปด้วยความสนุก สดใส แสบซน เผยให้เห็นเสน่ห์ต่างไปจากเพลงโซโล่ก่อนหน้าที่เน้นบัลลาด แถมเนื้อเพลงยัง Empowering ต่อความเป็นตัวเองในทุกคาแรกเตอร์ แน่นอนว่าในเพลงนี้เราจะได้เห็นเวนดี้เต้นแบบไอดอลอีกครั้ง และจบพาร์ตด้วยความรู้สึกตื่นตัวกับเพลง Sunkiss 

ความน่ารักของเธอยังปรากฏอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านเพลง Best Friend ที่เวอร์ชันออริจินัลเธอร้องคู่กับซึลกิ เพื่อนสนิทในวงที่อายุเท่ากันและถูกมองว่า ทั้งคู่คือความสบายใจของกันและกัน แต่เมื่อซึลกิไม่อยู่ เพื่อนสนิทที่สุดของเวนดี้เวลานี้ก็คือไทยลัฟวี่ และเราไม่ได้คิดไปเองว่าเป็นเพื่อนสนิทของเธอ เพราะจอมอนิเตอร์ 2 ฝั่งถูกแบ่งให้กับลัฟวี่ทุกคนที่อยู่ในฮอลล์ และอีกฝั่งคือตัวของเธอเองที่ร้องเพลงคู่กันจนจบ 

จากนั้น The Road พาเราไปยังการเดินบนถนนเส้นเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เธอสะกดผู้ชมได้อยู่หมัดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สร้างความรู้สึกสะเทือนใจถึงรักครั้งเก่า และเมื่อเพลงนี้จบลง เวนดี้ขอให้ลัฟวี่ช่วยร้องเพลงสุดท้ายอย่าง Existential Crisis ที่ถือว่าเป็น 2 เพลงที่อารมณ์แตกต่างกันมากที่สุดในเซตลิสต์นี้เลยก็ว่าได้ เพราะ The Road คือการคิดถึงวันเก่าๆ แต่ Existential Crisis ชูความมั่นใจไม่จมอยู่กับอดีต ย้ำกับตัวเองว่า สิ่งที่พบเจอมามันก็แค่ความสับสนบ้าคลั่งในบางช่วงเวลา แต่สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ประกอบร่างสร้างเราให้เติบโต

อันที่จริง Existential Crisis คือเพลงปิดจบคอนเสิร์ตแรกในไทยของเวนดี้ในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของแฟนๆ ที่ยังคงอัดแน่นด้วยอารมณ์แห่งความคิดถึง เวนดี้จึงกลับขึ้นเวที แล้วขอให้ทุกคนเลือกเพลงที่อยากฟังอีกครั้งจากเซตลิสต์ทั้งหมด โดยเธอจะพูดชื่อเพลงแล้ววัดคะแนนนิยมจากเสียงกรี๊ด ก่อนจะได้คำตอบว่า มี 2 เพลงที่ไทยลัฟวี่ส่งเสียงกรีดร้องลั่นฮอลล์ นั่นคือ Light Me Up และ Wish You Hell เสียงดังสนั่นแบบเป็นที่แน่ชัดเลยว่า 2 เพลงนี้คือผู้เข้ารอบสุดท้าย 

แต่ก่อนจะคิดว่าเพลงไหนคือผู้ชนะหนึ่งเดียว เวนดี้เลือกตัดปัญหาที่ยากเกินไปด้วยการแถมให้ไทยลัฟวี่ทั้ง 2 เพลง ปิดฉากเวิลด์ทัวร์ในไทยไปได้อย่างสวยงามและน่าประทับใจที่สุด 

ไดอารีของดีเจวานดี

ไม่ใช่แค่เพลงเพราะๆ ของเวนดี้เท่านั้นที่สร้างความประทับใจ แต่ตัวตนของเธอถือว่าเปล่งประกายยิ่งกว่า ตลอดคอนเสิร์ตเราจะได้เห็นเลยว่า เวนดี้เป็นเด็กสาวพูดเก่ง อัธยาศัยดี หัวเราะง่าย และหาเรื่องราวมากมายมาพูดคุยกับไทยลัฟวี่ได้ตลอดเวลา ความรู้สึกตอนเห็นเธอพูดคุยบนเวที คล้ายกับกำลังเห็นเด็กซนๆ คนหนึ่งที่พูดเจื้อยแจ้ว ทำให้เวลาฟังมักเผลอยิ้มตามอยู่บ่อยๆ 

เวนดี้อธิบายความหมายของชื่อคอนเสิร์ตว่า W:EALIVE คือการรวมกันของคำว่า Wendy และ We alive จึงเป็นเหตุผลที่เธอเลือกเพลงเปิดเป็น Fireproof ย้ำให้ทุกคนได้รู้ว่า ความฝันไม่มีวันสิ้นสุด และการมีชีวิตของเธอก็เพื่อร้องเพลง พร้อมกับสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี เพื่อร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีเสียง จะร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ จนแก่ และหวังว่าแฟนๆ จะคอยอยู่เคียงข้างเพื่อฟังเพลงของเธอไปนานๆ แถมยังย้ำกับทุกคนว่า เก่งมากๆ ที่ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งดีและร้ายมาจนถึงช่วงสิ้นปี 

เธอยังเล่าอีกหลายอย่าง ทั้งการอวดว่าเพลย์ลิสต์ก่อนเริ่มคอนเสิร์ตที่ทุกคนได้ยินเป็นเพลงที่เธอเลือกเองทั้งหมด ทำให้ทุกคนได้เห็นรสนิยมการฟังเพลงของเธอชัดขึ้น หรือความพยายามพูดประโยคภาษาไทยยาวๆ ให้ฟัง รวมถึงเวลาที่ล่ามแปลสิ่งที่เธอพูดเป็นภาษาไทย เด็กสาวแสนซนก็พยายามจะงับคำศัพท์ อยากพูดภาษาไทยคุยกับแฟนๆ ตลอดเวลา 

ด้วยความที่เธอหลงรักเทศกาลคริสต์มาสเอามากๆ เธออวดกับทุกคนว่า สำหรับตัวเองแล้วคริสต์มาสเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และในเมื่อมาทัวร์คอนเสิร์ตที่ไทยในเดือนธันวาคม เธอจึงอยากร้องเพลงเพลงหนึ่งให้ทุกคนได้ฟัง เพลงที่เข้ากับบรรยากาศช่วงสิ้นปีอย่าง All I Want for Christmas Is You ให้แฟนๆ ได้ฟังกันแบบที่ไม่มีที่ไหนได้รับ สร้างเสียงกรี๊ดจนลั่นฮอลล์ แถมผู้คนก็แซวกันว่า เผ่าชุดแดงได้เข้ามาในคอนเสิร์ตก่อนจะถึงวันคริสต์มาสเสียอีก และถ้าเวนดี้อยากให้วันนี้เป็นคริสต์มาส ลัฟวี่ก็จะบอกว่า วันนี้คือวันคริสต์มาส 

ไม่เพียงเท่านี้ VCR ของเวนดี้เผยให้เห็นตัวตนอีกบทบาทหนึ่ง นอกจากจะเป็นไอดอลวงเกิร์ลกรุ๊ปและศิลปินเดี่ยว อีกหนึ่งสิ่งที่เธอทำได้ดีมากคือการเป็นดีเจ ดังนั้น VCR ช่วงพักเบรกสั้นๆ จึงมาในรูปแบบรายการวิทยุของดีเจวานดี เธอจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยน้ำเสียงของดีเจคลื่นวิทยุ ทั้งประสบการณ์การยืนอยู่บนเวทีนานนับสิบปี ความสุขที่ได้รับจากการทำงานและได้รับจากแฟนคลับ เผยให้เห็นเวนดี้เวอร์ชันต่างๆ ที่ไม่ว่ามุมไหนเธอก็เป็นที่รักของลัฟวี่เสมอมา 

แต่เมื่อคอนเสิร์ตจบลงจนถึงเวลาต้องลาจาก เธอก็ยังคงสร้างความประทับใจไม่หยุดหย่อนด้วยการจบคอนฯ แบบจำไม่ลืม เพราะอยู่ๆ เวนดี้ปรากฏตัวขึ้นตรงบัตรดอยที่นั่งบนสุด แล้วค่อยๆ เดินไล่จากซ้ายไปขวา จากบนสุดลงมาข้างล่าง เพื่อให้ตัวเธอและลัฟวี่ได้บอกลากันอย่างใกล้ชิด แบบที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้รับจากเวนดี้มากขนาดนี้ 

ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมซ้ำแล้วซ้ำอีก ถือเป็นคอนเสิร์ตทิ้งท้ายสิ้นปี 2025 ที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับเราเลยก็ว่าได้

Tags: , , , , , ,