***บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์***

“I wish Nikki Freeman loved me more than anyone in the entire world”

คำพูดขอพรของเด็กหนุ่มจากกิ่งไม้วิลโลว์ (One-Wish Willow) เพื่อขอให้ผู้หญิงที่เขาชอบรักเขามากกว่าใครในโลกนี้ อาจจะฟังดูเหมือนเป็นคำขอที่เรียบง่าย ทว่ากลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทุกอย่าง

Obsession สาปรักคลั่งหลอน หนังสยองขวัญต้นทุนต่ำที่มีทุนสร้างเพียง 7.5 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 25 ล้านบาท) จากฝีมือผู้กำกับ GEN Z เคอร์รี บาร์เกอร์ (Curry Barker) และกวาดรายได้ทะลุ 370 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท)

การกำเนิดขึ้นของภาพยนตร์แนวอินเซล เฮอร์เรอร์ (Incel Horror) ถือเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยที่สะท้อนถึงความกลัวในจิตใจของมนุษย์อันมีต้นกำเนิดมาจากความเปราะบาง ความรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้ค่าของเหล่าชายหนุ่ม จนนำไปสู่ความรุนแรง

เรื่องราวเริ่มต้นด้วย แบร์ (ไมเคิล จอห์นสตัน) ชายขี้อายที่ขาดความมั่นใจในตัวเองและไม่กล้าสารภาพรักกับ นิกกี้ (อินดี นาวาร์เรตตี) เพื่อนสาวคนสนิทที่ทำงานในร้านขายเครื่องดนตรีด้วยกันกับกลุ่มเพื่อน ในภาพยนตร์ฉายให้เห็นถึงความสัมพันธ์รักสามเส้าระหว่างคนในกลุ่ม จนกระทั่งแบร์ได้ไปพบเข้ากับกิ่งไม้วิเศษ One-Wish Willow ที่บันดาลให้คำอธิษฐานกลายเป็นจริงได้ แบร์จึงตัดสินใจหักไม้ขอพรให้นิกกี้รักเขามากกว่าใครในโลก 

หลังจากได้รับพรอันประเสริฐ เธอก็หันมารักเขาจริงๆ และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น มองผิวเผินอาจจะดูเหมือนคู่รักวัยรุ่นที่ ‘คลั่งรัก’ กันทั่วไป ทว่าแบร์สังเกตการเปลี่ยนแปลงของนิกกี้ที่เริ่มเปลี่ยนจากความคลั่งรักเป็นความหมกมุ่นเกินกว่าที่คู่รักควรจะเป็น

ภาพจำของชายแท้ ‘ขี้แพ้’

ตั้งแต่ต้น แบร์ถูกนำเสนอว่าเป็น ‘ชายหนุ่มผู้แสนดี’ ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร เป็นเพียงแค่คนขี้อายและไม่มั่นใจในตัวเอง จนทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึกสงสารและเอาใจช่วย แต่หนังกลับค่อยๆ เปิดเผย ‘ความไม่เอาไหน’ และ ‘ความขี้ขลาด’ ของเขา ผ่านเรื่องราวในชีวิต ทั้งจากตอนที่แมวของเขาตาย การไม่กล้าสารภาพรักกับนิกกี้ จนต้องพึ่งพลังเหนือธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งความฝันที่อยากจะเป็นนักวิจารณ์อาหาร เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มลงมือทำ ซึ่งต่างจากตัวละครนิกกี้ เธอเป็นหญิงสาวที่แข็งแกร่ง มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียน และมีเสน่ห์จนเป็นที่หมายปองของใครหลายๆ คน

ความเปราะบางและความไม่มั่นใจของแบร์ถูกหล่อหลอมอยู่ภายใต้ ‘ภาวะความเป็นชายที่เป็นพิษ’ (Toxic Masculinity) และวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ในสังคม ที่สอนให้ผู้ชายนิยามคุณค่าของตนเองผ่านความสำเร็จและการยอมรับจากเพศหญิง เมื่อแบร์ไม่สามารถทำตามความคาดหวังเหล่านี้ได้ เขาจึงมองว่าตนเองเป็นคนที่ล้มเหลว และเชื่อว่าปัญหาไม่ได้มาจากตัวเอง แต่เกิดขึ้นจากสังคมและผู้หญิงที่ไม่แยแสเขา

ภายใต้ภาพลักษณ์ความเป็นคนดีนั้น แบร์จึงคิดว่าตนเองมีสิทธิได้รับความรักจากนิกกี้ เมื่อความรักไม่ได้เป็นไปตามที่หวัง เขาจึงเลือกที่จะควบคุมพฤติกรรมและความรู้สึกของเธอ แทนที่จะยอมรับการถูกปฏิเสธแบบตรงๆ 

“I Love you so, so, so, so much”

เมื่อนิกกี้เริ่มแสดงอาการคลั่งรักที่ผิดไปจากธรรมชาติ มีอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และพฤติกรรมแปลกประหลาดที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เช่น แอบจ้องมองแบร์ตอนกลางคืนในมุมมืด ปิดประตูด้วยเทปกาวเพื่อไม่ให้แบร์ออกไปไหน หรือยืนรอแบร์กลับบ้านที่หน้าประตูด้วยสีหน้าท่าทางเดิม และไม่เป็นอันทำอะไร ต้องรอพึ่งพาแบร์อย่างเดียว ความผิดปกติดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากแบร์

ในบางครั้ง นิกกี้ตัวจริงก็แสดงตัวตนออกมาผ่านอาการสะดุ้งตื่นเพียงเสี้ยววินาที ทำให้ทั้งแบร์และผู้ชมต่างตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอแค่เปลี่ยนไปรักแบร์ หรือกำลังถูกบางอย่างเข้าสิงกันแน่ หรือจริงๆ แล้ว แบร์รู้มาตลอดว่าสิ่งที่นิกกี้เป็นอยู่ คือสิ่งที่เขาจงใจสร้างขึ้นมา เพราะแบร์เห็นถึงความผิดปกติของนิกกี้มาตลอด เขาไม่แม้แต่จะหาทางช่วยเหลือเธอและปล่อยให้เรื่องดำเนินต่อไป

แม้ว่านิกกี้เริ่มที่จะละเมอขอความช่วยเหลือ จนถึงขั้นพร่ำขอให้แบร์ฆ่าเธอเสีย เพราะเธอไม่สามารถทนใช้ชีวิตอยู่ในร่างที่ถูกบังคับให้รักใครสักคน โดยปราศจากความยินยอมได้อีกต่อไป แต่เขากลับถามเธอว่า 

“What’s so bad about being with me?” 

(การได้อยู่กับฉันแล้วมันแย่มากเหรอ?) 

เมื่อแบร์ต้องมารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เขาค่อยๆ เปิดเผยธาตุแท้ออกมา จนถึงในช่วงท้ายของภาพยนตร์ แบร์มีโอกาสโทรศัพท์หาระบบสายด่วนบนกล่องของกิ่งไม้วิลโลว์ เพื่อแก้ไขคำอธิษฐาน แทนที่จะขอพรคืนอิสรภาพให้กับนิกกี้ แต่เขากลับขอให้เธอ ‘รักเขาแบบเพื่อน’ ราวกับว่าเขาไม่ได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นเลย นั่นแปลว่าลึกๆ แล้ว เขายังต้องการความรักจากนิกกี้ และนึกถึงแต่ความรู้สึกของตัวเองมาตลอด

ความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยว

แม้หนังจะไม่เคยยืนยันว่านิกกี้ชอบแบร์ตั้งแต่แรก แต่หลายฉากในหนังก็ชวนให้ผู้ชมตีความได้ว่า นิกกี้มองเขาเป็นเพียงพี่น้องหรือเพื่อนสนิทเท่านั้น ถึงแม้ร่างกายจะยังเป็นของเธอ แต่พฤติกรรมที่เธอแสดงออกมาเป็นเพียงภาพสะท้อนความปรารถนาของแบร์ที่ต้องการให้เธอหันมารักเขา 

หนังได้ซ่อนประเด็นนี้ผ่านฉากที่พวกเขากำลังเล่นเกมเจงก้า (Jenga) ในงานปาร์ตี้บ้านเพื่อน เมื่อนิกกี้ลุกขึ้นอ่านบทกลอนที่เธอแต่งขึ้นเอง อ้างอิงจาก ฮันเซลกับเกรเทล (Hansel and Gretel) โดยดัดแปลงให้พูดถึงพี่น้องที่มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งเกินขอบเขตที่สังคมยอมรับ และความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวนี้เกิดขึ้นได้เพราะกิ่งไม้วิลโลว์ ซึ่งเปรียบเสมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ แต่เกิดจากการที่แบร์ขอพรจากกิ่งไม้วิลโลว์นั่นเอง

รวมถึงฉากที่ทั้งคู่กำลังมีเซ็กซ์ สีหน้าของนิกกี้นิ่งเฉยและไร้อารมณ์ ฉากดังกล่าวสะท้อนให้เห็น ‘วัฒนธรรมข่มขืน’ (Rape Culture) วัฒนธรรมที่ลดทอนความสำคัญของการยินยอม และมองว่า ‘ความรุนแรงทางเพศ’ (Sexual Violence) เป็นเรื่องปกติ แม้ในหนังจะไม่ได้นำเสนอเรื่องนี้โดยตรง แต่การที่นิกกี้ถูกบังคับขืนใจให้รักกับแบร์ ก็เหมือนกับการพราก ‘สิทธิ’ ที่จะมี ‘เสรีภาพ’ ในการเลือก และโอกาสในการใช้ชีวิตของเธอไป

เรื่องรักกลับทำร้าย

ท้ายที่สุด แบร์ทำตามคำแนะนำของ One-Wish Willow ที่บอกว่า วิธีเดียวที่จะถอนคำอธิษฐานได้ คือเขาต้องหายไปจากโลกนี้ แบร์จึงเลือกจบชีวิตตัวเอง เพื่อ ‘หนี’ ปัญหาทุกอย่าง ทำให้นิกกี้หลุดพ้นจากคำสาปและได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง

แม้จุดจบจะดูเหมือนเป็นการคลี่คลายเรื่องราว แต่ในความเป็นจริง นิกกี้กลับเป็นผู้ที่ต้องแบกรับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทั้งที่เธอไม่เคยรับรู้ถึงการขอพร และไม่เคยเลือกที่จะรักแบร์ด้วยตัวของเธอเองเลย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด หนังของบาร์เกอร์ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของแบร์เป็นผลมาจากความไม่มั่นคงในจิตใจและการกลัวความสูญเสีย จนเกิดเป็น ‘ความรู้สึกอยากครอบครอง’ โดยลดทอนให้อีกฝ่ายเป็นเพียง ‘วัตถุ’ ที่ตอบสนองความต้องการของตนเอง หรือมองว่าเป็น ‘สมบัติ’ ส่วนตัว ที่ไม่อยากให้สมบัติชิ้นนี้กลายเป็นของใคร จนมองข้ามสิทธิ ความยินยอม และความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย

ในโลกความเป็นจริง แนวคิดเช่นนี้อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ของคู่รักกลายเป็น Toxic Relationship ที่ใช้ความรักเป็นข้ออ้างในการควบคุม ครอบครอง หรือจำกัดเสรีภาพของอีกฝ่าย ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมเหล่านี้ยังนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงในหลายกรณี ทั้งการหึงหวง การบังคับ ไปจนถึงการใช้ความรุนแรง เช่น สามีหึงโหดและพยายามจะลงมือทำร้ายร่างกายหรือฆ่าภรรยา

จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าเพศไหนก็ตาม แค่เริ่มต้นจากการเคารพกันและกัน โดยไม่มองว่าใครควรเป็นเจ้าข้าวเจ้าของใคร ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรจะทำ หากแบร์เลือกที่จะบอกความรู้สึกกับนิกกี้ไปตรงๆ ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ก็ควรยอมรับความจริง และเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย เรื่องราวสยองขวัญในหนังเรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น

สำหรับผู้เขียนแล้ว ความน่ากลัวของ Obsession ไม่ได้เกิดจากคำสาปหรือพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของนิกกี้ แต่เกิดจาก ‘ความเห็นแก่ตัว’ ของมนุษย์ที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้ แม้ว่าผู้เขียนจะยังไม่รู้ว่าความรักคืออะไร รู้แค่ว่าเมื่อความรักปราศจากความยินยอม มันคงไม่ใช่ความรักอีกต่อไป เพราะคุณค่าของของมันควรอยู่ที่การเคารพสิทธิของกันและกันมากกว่า

แล้วคุณล่ะ เคยขอพรให้ใครมารักคุณบ้างไหม

Tags: , , , , , , , ,