ปฐมลิขิต: เขียนจากการชมการแสดงรอบวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

นับเป็นความกล้าหาญชาญชัยไม่เป็นรองใคร เมื่อผู้กำกับ วรา หงส์ จากคณะละคร Guha ตัดสินใจนำบทละครฝรั่งเศสช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อง No Exit (1944) ของนักปรัชญา ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) มาสร้างเป็นฉบับภาษาไทย เพื่อเป็นเวทีให้นักแสดงซึ่งเป็นลูกศิษย์ลูกหาวัยผู้ใหญ่ตอนต้นจำนวน 4 คน มาผลัดกัน ‘บ่นสนทนา’ ด่าทอ ยั่วล้อ งอนง้อ ร้องขอ ต่อรองสิ่งต่างๆ ระหว่างกัน ณ ห้องแสดง RCB Forum ชั้น 2 River City Bangkok ที่อนุญาตให้ผู้ชมเดินเข้าออกได้ตลอดระยะเวลาการแสดงเกือบ 3 ชั่วโมง!

การนำบทละคร No Exit ของซาร์ตร์มาลงโรงให้คนดูซื้อบัตรเข้าชม มันคืออารมณ์ ‘หาทำ’ ที่ถลำสู่ความสุ่มเสี่ยงด้วยเดิมพันมหาศาล เพราะใครก็ตามที่พอจะรู้ว่ามันเล่าถึงสิ่งใด จะรู้ดีเลยว่า มันเป็นอะไรที่ทั้ง ‘หิน’ และ ‘ยาก’ มากๆ นอกเหนือจากคอละครสายแข็งระดับ ‘เดนตาย’ แล้ว น้อยคนนักที่จะร่วมอินไปกับละครที่ไม่คิดขายความสนุกบันเทิงใดๆ สถานการณ์มีแต่ความไม่น่าอภิรมย์ เหมือนจงใจจะฉุดให้เราจมอยู่ในนรก ราวเป็นงานตลกที่ต้องฝืนดูกันอย่างอึดอัดตลอดเวลา!

No Exit หรือชื่อต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสดั้งเดิมว่า Huis clos (ประตูที่ปิดอยู่) เป็นบทละครที่เหมือนจะเป็นงาน ‘สาธิต’ ปรัชญาความคิดในแบบ ‘อัตถิภาวนิยม’ (Existentialism) ของซาร์ตร์ ซึ่งประกาศกลไกความเชื่อในเจตจำนงเสรีที่มนุษย์ทุกคนมี ผ่านการย่ำยีหัวใจของ ‘ผี’ สตรี-สตรี-บุรุษ นาม Estelle (เอสเตลล์), Inèz (อีแนส) และ Garcin (การ์แซ็ง) 

ซึ่งทยอยเดินทางจากตะแลงแกงไปลงอเวจี ทว่าบริกร (ในการแสดงครั้งนี้ปรับมาเป็นบริกริณี) กลับนำพาพวกเขามาที่ห้องประตูปิดตาย ทว่ามีเก้าอี้ให้นั่งอย่างสะดวกสบาย ไร้สิ้นซึ่งเครื่องมือทรมานใดๆ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นจะเป็นส่วนหนึ่งของ ‘นรก’! ทว่าทุกครั้งที่นายบริกรวกกลับมาส่งตัววิญญาณรายใหม่ นั่นก็เหมือนการเติมเชื้อไฟโลกันตร์ให้ห้องปิดตายนั้นรุ่มร้อนจนไม่อาจผ่อนพักใจกาย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา นำไปสู่ทุกหายนะที่ไม่อาจเลี่ยงได้ สะท้อนสันดานเห็นแก่ตัว ไม่เกรงใจใคร ในมนุษย์ทุกราย ที่ไม่เคยรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือกกระทำ!

ย้อนกลับมาที่คำว่า ‘อัตถิภาวนิยม’ อันเป็นคมความคิดด้านปรัชญาสำคัญของซาร์ตร์ เขามองว่า ‘การดำรงอยู่’ (Existence) ของ ‘มนุษย์’ หาได้มีชุดอำนาจอื่นใดมาลิขิตเขียนว่าจะมีลมหายใจต่อไปเพื่อสิ่งใด ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วย ‘เจตจำนง’ ภายใน อันนำไปสู่ ‘ทางเลือก’ และ ‘การตัดสินใจ’ อันไม่รู้จบ เขาพบว่ามนุษย์ทุกรายมี ‘อิสระเสรี’ ที่จะเลือกเส้นทางการดำเนินชีวิตของตนได้ เพียงแต่ต้อง ‘รับผิดชอบ’ ต่อทุกสิ่งที่ตัดสินใจกระทำลงไป ไม่ให้คนอื่นต้องมาลำบากจากสิ่งที่เราเลือกแล้วว่าจะไปทางไหน ซึ่งฟังดูเหมือนเราทุกคนมีเสรีที่จะเลือกทำอะไรก็ได้ ทว่าการอยู่ในสังคมใหญ่ เรามักถูกตัดสินจากสายตาของ ‘คนอื่นๆ’ อยู่เรื่อยไป ทำให้ทางเลือกของเราไม่สามารถเอาแต่ใจตนเองเพียงฝ่ายเดียวได้ เพราะสุดท้ายสายตาดวงอื่นๆ ก็ยังคงทรงอิทธิพล!

และเหมือนซาร์ตร์ยังกังวลว่า คนจะไม่เข้าใจในปรัชญาอัตถิภาวนิยมอันล้ำลึกที่เขาเสนอไว้ เขาจึงเขียนบทละครเรื่อง No Exit เพื่อสาธิตอธิบายว่า เขากำลังหมายถึงสถานการณ์และภาวะใด จนได้เป็นละครห้องนรกหลอนของ 2 หญิง 1 ชาย ซึ่งก็ชักไม่แน่ใจว่า จะยิ่งทำให้เข้าใจยากหรือเข้าใจง่ายขึ้น เพราะมันเป็นละครที่ยิ่งดูก็ยิ่งอึน ผ่านวิธีการเล่าที่ไม่ขึ้นกับขนบธรรมเนียมใดๆ ในทางการละครเอาเลย  

เขาเสียดเย้ยตัวละครนักข่าวการ์แซงที่แสร้งทำตัวเป็นผู้ชายที่ห้าวหาญและแข็งแกร่ง แต่กลับถูกส่งมายังตะแลงแกงเพราะเป็นทหารหนีสงคราม ในขณะที่อีแนสก็เป็นพนักงานไปรษณีย์เลสเบี้ยนผู้นิยมหญิงงาม ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์ต้องห้ามกับภรรยาของลูกพี่ลูกน้องตัวเอง ด้านเอสเตลล์ก็ไม่เคยเกรงใจสามี แอบไปเล่นจ้ำจี้กับชายชู้จนทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน และเมื่อทั้งสามดันต้องมาร่วมห้อง เอสเตลล์ก็เรียกร้องให้ทั้งคู่มองว่าเขาเป็นคนห้าวหาญ ส่วนอีแนสก็ต้องการสานสัมพันธ์กับเอสเตลล์อยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่เอสเตลล์ขอเยียวยาหัวใจด้วยการชวนให้การ์แซงหันมาสนใจนาง สร้างความสัมพันธ์สามเส้า เมื่อทุกคนล้วนเอาแต่ใจ และเจตจำนงของฉันย่อมสำคัญกว่าของใครๆ มีแต่คนที่อยากจะได้ แต่ไร้ความรับผิดชอบ นำไปสู่คำตอบว่า ทำไมในห้องนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีเครื่องทรมาน เพราะแต่ละคนล้วน ‘หักหาญ’ หัวใจของกันและกัน ห้ำหั่น ฟาดฟัน เย้ยหยัน เขย่าขวัญกันอย่างไร้ไมตรี นี่สินะคือนรกของแท้ สมดังวาทะดังที่ขอแปลจากต้นฉบับฝรั่งเศสว่า

“L’enfer, c’est les autres” 

“นรกอเวจีมีที่มาจากคนอื่นๆ!” ในบทละคร

ยิ่งตอนช่วงปลายสงครามโลกเมื่อปี 1944 ตัวละครเลสเบี้ยนอย่างอีแนสยังถูกมองว่าเป็นเพศสภาพที่วิปริตผิดมนุษย์มนาสามารถจับตัวไปลงโทษให้เข็ดหลาบได้ แต่เหมือนซาร์ตร์จะมีสายตาที่มองเห็นการณ์ไกล เข้าใจดีว่าในโลกยุคใหม่ ความรักใคร่ระหว่างคนเพศเดียวกันมิใช่เรื่องผิด ในบทละคร อีแนสจึงมีสิทธิและเสรีภาพทัดเทียมกับเอสเตลล์ 

และการ์แซงสามารถใช้เจตจำนงเสรี เลือกสำแดงตัวตนโดยไม่ต้องกลัวกังวลว่าคนอื่นจะมาตัดสิน เข้าหาเอสเตลล์เพื่อขอเป็นคู่จิ้น โดยที่ทั้งเอสเตลล์และการ์แซงไม่เคยยกมาตรฐานทางศีลธรรมใดๆ มาด้อยค่าลดชั้นอีแนสให้เป็นรองพวกเขาเลย 

ในขณะที่ทั้งการ์แซงและเอสเตลล์ก็เลือกที่จะเผยความอัปลักษณ์ภายในของตนออกมา ก่อนที่จะต้องมานอยด์ว่าคนอื่นจะมองพวกเขาอย่างที่พวกเขาอยากจะให้มองไหม และเมื่อ ‘ตัวตน’ ถูกนำไปฝากไว้กับคนอื่นว่าจะ ‘ตัดสิน’ พวกเขาอย่างไร อาการ ‘อยู่ไม่สุข’ จึงเดือดพล่านรำคาญใจ ทำให้ทุกคนเหมือนกำลังสนทนากันในกระทะทองแดงทิ่มแทงกันอยู่ในนรก

เนื้อหาทั้งหมดใน No Exit จึงเป็นความตลกเสียดเย้ยความบิดเบี้ยวของมนุษย์ที่ไม่อาจหลุดขำ เพราะทุกพฤติกรรมช่างจริงจนทิ่มตำ ทำให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ เมื่อปล่อยให้เจตจำนงนำทาง โดยไม่สำนึกบ้างว่าเหล่า ‘Others’ จะรู้สึกอย่างไร

ซึ่งใน No Exit ฉบับของคณะละคร Guha กำกับโดยวรา หงส์ ครั้งนี้ ผู้กำกับมีกุศโลบายที่จะถ่ายทอดเนื้อหาทั้งหมดจากบทละครของซาร์ตร์โดยปราศจากการดัดแปลง ยกเว้นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้แสดงบทบริกรให้เป็นผู้หญิง หากทุกสิ่งที่ซาร์ตร์เขียนเอาไว้ จะถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษและไทย ให้นักแสดงทั้งสี่ออกมาบอกเล่า พร้อมกับการขึ้นเงาฉายคำบรรยายภาษาอังกฤษไว้ในส่วนซับไตเติลตรงผนังด้านหลัง  

สำหรับเรื่อง No Exit ‘กัลปพฤกษ์’ ยังไม่เคยมีโอกาสดูมาก่อน แต่ตอนทราบข่าวการแสดง ได้ไปหยิบยืมบทละครต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสตามที่ซาร์ตร์เขียนไว้จากสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพมาอ่าน ซึ่งการใช้ภาษาของคุณเอ๋ยช่างอุดมไปด้วยความสับสนอลหม่าน ดูผ่านๆ เหมือนการสนทนาทะเลาะทุ่มเถียงกันทั่วไป 

ทว่าในแต่ละประโยค เราไม่อาจจะมั่นใจได้เลยว่าซาร์ตร์กำลังหมายความทุกอย่างตรงตามที่รจนา มันเป็นภาษาฝรั่งเศสประเภท ‘เล่นลิ้น’ ดิ้นได้อยู่ตลอดเวลา จนข้าพเจ้าต้องลุยอ่านทั้ง 97 หน้าด้วยอาการ ‘มึนตึ๊บ’ เลยเพิ่งจะสืบทราบเรื่องราวเต็มๆ จากการแสดงครั้งนี้ ซึ่งมีทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทยให้เลือกเสพได้ 

กระนั้น แม้ในส่วนปูมหลังและการปะทะกันระหว่างตัวละครจะยังเข้าใจได้ ข้าพเจ้ายังรู้สึกว่า มีอีกหลายสิ่งที่ ‘ตกหล่น’ และ Lost in Translation ไป โดยเฉพาะความยียวนในส่วนภาษาของงานต้นฉบับ

ทั้งนี้ กัลปพฤกษ์ก็ยังประทับใจที่ วรา หงส์เลือกที่จะเปิดประตูให้คนดูเข้าไปสู่เนื้อหาของ No Exit ของซาร์ตร์ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องละเลงลีลาส่วนตัวอื่นใดลงไปให้เกะกะเขละขละคละขวาง สร้างละครเรื่องนี้ออกมาอย่างงาน Faithful Adaptation ซาร์ตร์เขียนมาอย่างไร ฉันก็จะเล่าไปแบบนั้น มันจึงมีความมินิมอลที่ยกย่องสรรเสริญงานต้นฉบับว่า เขาจับประเด็นเอาไว้จนเห็นชัดอยู่แล้ว ไม่ต้องการจริตแพรวพราวอื่นใดมาเบี่ยงความสนใจไปจากแก่นสาร

พันธกิจสำคัญในการกำกับของวรา หงส์ ในครั้งนี้ จึงไปกองอยู่ที่การทำงานหนักกับนักแสดงหลักทั้งสามว่า จะถ่ายทอดความเป็นการ์แซง อีแนส และเอสเตลล์ออกมาอย่างไร ให้สมดังเจตนาที่ซาร์ตร์จินตนาการไว้ 

ซึ่งดูจากวัยของนักแสดงที่น่าจะเพิ่งผ่านความเป็น ‘ผู้ใหญ่’ มาไม่นานสักเท่าไร ก็น่าจะเป็นอะไรที่ ‘ไม่ง่าย’ ตั้งแต่ปริมาณของบทพูดที่ต้องท่องจำกันในระดับมากมาย ตรรกะเรื่องที่หลายครั้งก็หยิบจับลำดับแห่งเหตุและผลใดๆ ไม่ได้ การพร่ำบรรยายถึงปรัชญาเนื้อหานามธรรมในแบบที่ต่อให้เป็นนักแสดงชั้นนำชำนาญ ก็คงต้องรู้สึกสั่นสะท้านเมื่อรู้ว่าต้องมารับบทแบบนี้ เดชะบุญที่นักแสดงทั้งสาม ได้แก่ พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ (การ์แซง), ศุภนิดา วิวัฒน์รุ่งเรืองดี (เอสเตลล์) และ น้ำ ภัคกร (อีแนส) นอกจากจะไม่ปฏิเสธแล้ว ทุกคนยังพร้อมสู้ตาย จะหลายบรรทัด หลายหน้าแค่ไหน ก็จะพยายามจำให้ได้ เตรียมสัญชาตญาณให้พร้อม ไม่ว่าตัวละครจะ ‘เลือก’ กระทำสิ่งใด จนทุกๆ คนทำให้คนดู ‘เกลียด’ ได้ อันเป็นเป้าหมายสำคัญที่ซาร์ตร์วางเอาไว้ตั้งแต่ต้น 

ซึ่งคนที่ทลายกำแพงได้อย่างแข็งแกร่งที่สุดเห็นจะเป็นพิสิฐพลในบทการ์แซง เพราะเขาเป็นนักแสดงหนุ่มหล่อแต่งตัวดีมีเสน่ห์ ด้วยลุคแบบเดียวกันกับดาราหน้าหยกอย่าง อแลง เดอลง (Alain Delon) ในหนังของ (ฌ็อง-ปีแยร์ เมลวีล) (Jean-Pierre Melville) ยุคทศวรรษ 1960-1970 แต่ยิ่งเล่น เขาก็ยิ่งกลายเป็นพ่อพระเอกขี้ขลาดตาขาว หยาบกระด้างและก้าวร้าว ราวไม่รู้ธรรมเนียมการเป็นสุภาพบุรุษ สักพักเขาก็หลุดจากการเป็นพระเอกมาดเท่ 

เมื่อความอัปลักษณ์และขี้เหร่ภายในถูกไขออกมา จากหนุ่มฮ็อตกลายเป็นหมาหัวเน่าผู้ไม่น่าคบหา ยิ่งดูยิ่งรู้สึกสมน้ำหน้าที่ต้องมาอยู่ในนรกอเวจีร่วมกับนารีทั้งสอง และเมื่อผองนักแสดงทั้งหมดทำให้คนดูรู้สึก ‘เหลืออด’ หดหู่หัวใจว่า จะมานั่งดูชีวิตเส็งเคร็งของพวกเขาไปทำไมร่วม 2 ชั่วโมงครึ่งกว่าๆ โดยหาได้มีสักคนที่น่ารักน่าเอาใจช่วย บทพูดก็ออกจะแปร่งๆ ป่วยๆ นักแสดงโชว์ห่วยด้วยการเล่นใหญ่ ไม่มีอะไรที่สร้างสุนทรียภาพแก่หัวใจ เมื่อนั้นแหละ การแสดงก็จะได้ชื่อว่าสมความตั้งใจที่ซาร์ตร์วางเอาไว้ 

นั่นคือการตัดเอาปัจจัยให้ความสนุกบันเทิงทั้งหมดทั้งมวลออกไป เหลือไว้แต่ตัวละครโหลยโท่ยเอาแต่ใจ พ่นไฟนรกหมกไหม้สาดใส่กัน และทันทีที่คนดูเริ่ม ‘ตัดสิน’ พวกเขาว่า อันตัวเราก็ไม่ได้รู้สึกต่างกัน ขนาดนั่งสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ก็ช่างทรมานอย่างกับอยู่ในนรกอเวจี เมื่อนั้นแหละ ที่การแสดงบรรลุเป้าหมาย พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณเริ่มรู้สึก ‘เกลียด’ การแสดงชิ้นนี้เมื่อไร ผู้กำกับ วรา หงส์ก็ได้ชื่อว่าประสบผลสำเร็จแล้วจากการจัดการแสดงละครครั้งนี้ ต่อให้การแสดงของนักแสดงจะยังไม่มีความ ‘กร้านโลก’ อย่างผู้ที่ผ่านอะไรมาโชกโชนตามที่บทของซาร์ตร์ต้องการ เพราะพวกเขาเพิ่งจะผ่านพ้นวัยรุ่นกันมาไม่นาน

ทว่าหากการแสดง No Exit มันจะมีองค์ประกอบที่ชวนแสลง แล้วเราจะเสียเงินแพงๆ มาดูการแสดงที่ไม่ตั้งใจให้ความบันเทิงใดๆ เรื่องนี้ทำไม คงต้องถามกลับว่า คุณเคยต้องกิน ‘ยาขม’ หม้อใหญ่ให้หมดไหม คือถ้าอยากไข้หาย อยากฟื้นฟูร่างกาย บางครั้งคุณก็ต้องลงทุนซื้อยาหม้อที่เขาปรุงขาย ทั้งที่รสชาติมันทั้งขมทั้งฝาด ปราศจากความน่าพิสมัย กระเดือกกลืนไปเมื่อไรก็อยากจะสำรอกขากคาย แต่ถ้าคุณกลั้นใจรินใส่ปากดื่มไปจนหมดได้ รับรองเลยว่า โรคาพยาธิทั้งหลายจะมลายหายสิ้น ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ด้วยความรู้ที่เท่าทันผองเพื่อนมนุษย์ว่า พวกเขาจะเดินทางไปจนสุด ณ ตำแหน่งไหนบ้าง

No Exit จึงอาจมิใช่งานที่จะสร้างความคุ้มค่าด้วยสาระหรือศิลปะแห่งการละคร หากมันคือกระจกสะท้อนที่ทุกคนเคยทำหล่นหาย ทว่าสามารถล้วงฉายลงไปถึงหลืบลับแห่งความชั่วช้าจัญไรซึ่งแต่ละคนซุกซ่อนเอาไว้ จนชวนให้เราต้องตั้งคำถามว่า “เอ๊ะ ทำไม ‘โลกมนุษย์’ นี้ มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย!”

การแสดง No Exit โดยคณะละคร Guha จัดแสดงที่ ห้องแสดง RCB Forum ชั้น 2 River City Bangkok ระหว่างวันที่ 1-16 สิงหาคม 2569  เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ https://www.ticketmelon.com/Guhaproductions/noexit

Tags: , , , , ,