เราเคยมี F4 เป็นรักแรก และ 20 กว่าปีต่อมา พวกเขาก็พาความทรงจำเหล่านั้นกลับมาในคอนเสิร์ต F✦FOREVER 1st World Tour in Bangkok

จำได้ไหมว่า เราได้รู้จักพวกเขาครั้งแรกเมื่อไร อาจเป็นวันที่นั่งดูซีรีส์ไต้หวัน รักใสๆ หัวใจ 4 ดวง ผ่านจอโทรทัศน์ที่ฉายคืนวันศุกร์ตอน 4 ทุ่ม หลังจากนั้นก็มาจากเพลงที่ฟังซ้ำๆ แม้ตอนนั้นจะไม่เข้าใจภาษาจีนทั้งหมด แต่ก็ยังพยายามร้องตามได้จนจบเพลง

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นอีกหนึ่งคนที่เติบโตมากับ F4 เรามองว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการได้เห็นศิลปินที่เคยชื่นชอบกลับมาบนเวที แต่เป็นการกลับไปพบกับความรู้สึกบางอย่างที่เราเคยมีในวัยเด็ก

ในวัยนั้น F4 ไม่ได้เป็นเพียงบอยแบนด์จากไต้หวัน แต่เป็นผู้ชายที่อยู่ในจอโทรทัศน์ หน้าปกนิตยสาร รูปที่เราเคยเก็บไว้ และบทสนทนากับเพื่อนว่า “ชอบ เต้า หมิงซื่อ หรือฮัว เจ๋อเล่ย” บางคนปักเมนได้ทันทีตั้งแต่อีพีแรก บางคนเปลี่ยนเมนระหว่างทางก็มี ขณะที่บางคนอาจไม่ได้เลือกใคร แต่ยังจำความรู้สึกของการมี ‘รักแรก’ ในช่วงเวลานั้นได้

20 ปีผ่านไป เราเติบโตขึ้น และพวกเขาก็เติบโตไปพร้อมกัน จนวันหนึ่ง เพลงที่เคยคิดว่าลืมไปแล้วกลับดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อพวกเขากลับมายืนอยู่บนเวทีในประเทศไทย คราวนี้เราไม่ได้กลับไปเป็นเด็กคนนั้น และพวกเขาก็ไม่ได้เป็นผู้ชายในวัยหนุ่มเหมือนเดิม แต่การได้เห็นพวกเขาอยู่ตรงหน้า กลับทำให้เรานึกถึงตัวเองในวันนั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ก่อนจะถึงวันนี้ F3 เคยดังแค่ไหน

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม วันนี้ทั้ง 3+1 หนุ่มที่มาเยือนไทย ประกอบด้วย เจอร์รี่ เหยียน (Jerry Yan), วิค ​โจว (Vic Chou), แวนเนส วู (Vanness Wu) และอาซิ่น (Ashin) จากวง Mayday ในบทความนี้ เราจึงขอเรียกสมาชิกดั้งเดิมว่า F3 และอาซิ่น 

สำหรับคนรุ่นใหม่ F3 (หรือที่หลายคนคุ้นเคยกับชื่อ F4) อาจเป็นเพียงชื่อของบอยแบนด์จากซีรีส์ไต้หวันที่ออกอากาศเมื่อกว่า 20 ปีก่อน แต่สำหรับคนที่เติบโตในยุคนั้น พวกเขาคือหนึ่งในปรากฏการณ์ป็อปคัลเจอร์ที่แทบไม่มีใครไม่รู้จัก

หลังซีรีส์ออกอากาศในช่วงต้นยุค 2000 เรื่องราวของ ‘F4’ และเพลงประกอบอย่าง 流星雨 (Meteor Rain) แพร่ไปทั่วเอเชีย จากซีรีส์ที่คนดูติดตาม กลายเป็นวงดนตรีที่มีเพลงฮิต อัลบั้ม และแฟนคลับในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ชื่อของเจอร์รี่ วิค และแวนเนส กลายเป็นบทสนทนาของวัยรุ่นในยุคนั้น รูปของพวกเขาปรากฏอยู่ตามหน้าปกนิตยสาร โปสเตอร์ และสินค้าต่างๆ ขณะที่เพลงของพวกเขากลายเป็นเพลงที่หลายคนเปิดฟังและร้องตาม แม้จะไม่เข้าใจความหมายของภาษาจีนทั้งหมด

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า หากวันนี้เรามีศิลปินหรือซีรีส์สักเรื่องที่ทำให้คนทั้งภูมิภาคพูดถึงสิ่งเดียวกันได้พร้อมๆ กัน รักใสๆ หัวใจ 4 ดวงในเวลานั้น ก็เคยเป็นปรากฏการณ์แบบนั้น และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมการกลับมาของพวกเขาในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงคอนเสิร์ตของศิลปินจากอดีต แต่คือการกลับมาของความทรงจำที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนรุ่นหนึ่ง

20 ปีอาจทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไป แต่บางความรู้สึกไม่เคยหายไปไหน แค่รอวันที่ถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้ง

กว่า 20 ปีผ่านไป F3 กลับมาอยู่บนเวทีอีกครั้งในแบบที่ไม่ได้พยายามย้อนกลับไปเป็นเด็กหนุ่มจาก Meteor Garden แต่วันนี้พวกเขาเติบโตขึ้น เช่นเดียวกับคนดูที่อยู่หน้าเวที

คอนเสิร์ตเริ่มต้นด้วยเพลง Be My Bro ก่อนต่อด้วย 在這裡等你 (Waiting For You Here) และ Ask For More ทันทีที่สมาชิก F3 และอาซิ่นปรากฏตัวบนเวที บรรยากาศในฮอลล์ก็เหมือนถูกดึงกลับไปยังความทรงจำเมื่อกว่า 20 ปีก่อนอีกครั้ง

ช่วงแรกของคอนเสิร์ตไม่ได้เร่งรีบ แต่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ทักทายและพูดคุยกับแฟนๆ หลังจากห่างหายกันไปนาน แวนเนสบอกว่า เขารู้สึกตื่นเต้นที่ได้กลับมาเจอทุกคน พร้อมพูดภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า “ผมรักคุณ” ขณะที่เจอร์รี่ก็ทักทายแฟนๆ ด้วยคำบอกรัก และบอกว่า “คิดถึงมากๆ” จนเสียงกรี๊ดดังขึ้นทั่วฮอลล์

สำหรับเรา ช่วงเวลานี้มีความหมายมากกว่าคำทักทาย เพราะมันทำให้รู้สึกว่า การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่บนเวที แต่เป็นการกลับมาเจอกันระหว่างศิลปินกับคนดูที่ต่างก็เติบโตและเดินทางไปไกลจากวันนั้น

แวนเนสยังพูดถึงอาซิ่นและบอกว่า ถ้าไม่มีอาซิ่นก็คงไม่มีคอนเสิร์ตครั้งนี้ ก่อนกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมเวทีและแฟนๆ ทำให้เห็นตั้งแต่ช่วงต้นว่า การแสดงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องของ F4 แต่เป็นเรื่องของมิตรภาพและคนจากความทรงจำในยุคเดียวกันด้วย

จากนั้นบรรยากาศค่อยๆ เปลี่ยนเป็นช่วงที่ใกล้ชิดมากขึ้น เมื่อเพลง First Time และ 第一時間 (Di Yi Shi Jian) ดังขึ้น ก่อนจะถูกคั่นด้วย VCR ที่เปลี่ยนโทนของคอนเสิร์ตให้เท่และเข้มขึ้น ราวกับเป็นสัญญาณว่า หลังจากพาเรากลับไปทักทายความทรงจำกันแล้ว ต่อจากนี้คือเวลาของ F3 ในเวอร์ชันปี 2026

พาร์ตการแสดงเดี่ยวแรกเป็นของแวนเนส ที่พาบรรยากาศในฮอลล์กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เขาปรากฏตัวพร้อมหมวกปีกกว้าง ก่อนเสียงเพลง Dance Until We Die จะดังขึ้น แสงบนเวทีเปลี่ยนไปตามจังหวะ พร้อมแวนเนสที่ยังเต็มไปด้วยพลัง ทั้งเต้นและเล่นกีตาร์ในเพลง Save Me ก่อนต่อด้วย Ur The Reason ที่จอ LED เปลี่ยนเป็นภาพสายน้ำ แดนเซอร์กางร่มอยู่ด้านหลัง และกลับมาระเบิดพลังอีกครั้งในเพลง 杰作 (Masterpiece)

ระหว่างนั้น แวนเนสยังพูดภาษาไทยกับแฟนๆ พร้อมประโยคสั้นๆ อย่าง “ผมรักคุณ” และวลีฮิตอย่าง “อยู่ไม่ไหวๆ”  ที่เรียกเสียงกรี๊ดจากทั้งฮอลล์ได้ทันที 

ถ้าแวนเนสคือพลังของคอนเสิร์ต วิคก็คืออีกด้านที่ทำให้ฮอลล์ค่อยๆ สงบลง เขาพาคอนเสิร์ตเข้าสู่ช่วงเพลงช้าด้วยเพลง 最特别的存在 (The Most Special Existence), เพลง 谁给我的勇气 (Who Gave Me Courage) และเพลง 爱在爱你 (Love While Loving You) แสงบนเวทีถูกลดความเข้มลง และเสียงของคนดูที่เคยตะโกนตามเพลงเร็วก็เปลี่ยนเป็นการฟังอย่างตั้งใจ

เสน่ห์ของวิคในวันนี้จึงไม่ใช่การพยายามทำให้ตัวเองเหมือนเดิม แต่คือการยืนอยู่บนเวทีอย่างเรียบง่าย แล้วปล่อยให้เพลงทำหน้าที่พาคนดูกลับไปยังความรู้สึกในวันนั้น

หลังจากช่วงเดี่ยวของแวนเนสและวิคจบลง คอนเสิร์ตกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อทั้งสี่กลับขึ้นเวทีพร้อมกันในเพลง 絕不能失去你 (Jue Bu Neng Shi Qu Ni) และเพลง Love Love L-O-V-E ก่อนเวทีจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปเป็นโต๊ะอาหารยาว เปิดพื้นที่ให้ทั้งสามพูดคุยและหยอกล้ออย่างเป็นกันเอง

จังหวะสนุกยังต่อเนื่องด้วยเพลง 派对动物 (Party Animal) ก่อนเข้าสู่ช่วงพูดคุยที่พวกเขาเล่าถึงการกลับมาเมืองไทย หลังจาก F3 เคยมาไทยครั้งล่าสุดเมื่อกว่า 20 ปีก่อน แวนเนสยังพูดติดตลกว่า อายุไม่ใช่อุปสรรค และอีก 20 ปีจะกลับมาใหม่อีกครั้ง เรียกทั้งเสียงหัวเราะและเสียงเชียร์จากคนดู

สำหรับเรา ช่วงนี้เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของพวกเขาชัดขึ้น เพราะเจอร์รี่เล่าว่า เขาเคยมาถ่ายหนังที่ประเทศไทย และตอนนั้นเคยคิดว่า เมื่อไรจะได้กลับมาเมืองไทยพร้อมกับเพื่อนๆ อีกครั้ง ก่อนจะบอกว่า วันนี้ความฝันนั้นกลายเป็นจริงแล้ว และการมีเพื่อนก็เหมือนเป็นของขวัญที่เทพเจ้ามอบให้

จากนั้นคอนเสิร์ตก็เดินทางเข้าสู่ช่วงเดี่ยวอีกครั้ง คราวนี้เป็นเวลาของอาซิ่นและเจอร์รี่ ก่อนจะกลับมาสู่การรวมตัวครั้งใหญ่อีกครั้งในช่วงท้ายของค่ำคืน

เจอร์รี่เลือกหยิบเพลง 知足 ของ Mayday มาร้องด้วยดนตรีที่เรียบง่าย ก่อนต่อด้วยเพลง 失眠書 (Insomnia Letter) และเพลง 我是真的真的很爱你 (I Really Really Love You) เสียงร้องของเจอร์รี่พาความทรงจำเก่าๆ กลับมาอย่างช้าๆ โดยเฉพาะเพลง 我是真的真的很爱你 ที่เป็นเหมือนประโยคจากอดีตซึ่งถูกนำกลับมาพูดอีกครั้ง หลังจากเวลาผ่านไปนาน จนหลายคนอาจลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยร้องเพลงนี้ตามใคร

ขณะที่อาซิ่นจาก Mayday เข้ามาเติมอีกชั้นของความทรงจำ เขาเปิดช่วงของตัวเองด้วยเพลง Eternal Summer และเพลง Party Animal ก่อนพาคนดูไปถึง 突然好想你 และ 我心中尚未崩坏的地方 และแม้อาซิ่นจะไม่ได้เป็นสมาชิกหลัก แต่เขากลับพูดบนเวทีว่า “ถึงไม่ใช่สมาชิก แต่ผมก็เป็นแฟน F4” พร้อมขอบคุณเพื่อนๆ สำหรับโอกาสพิเศษครั้งนี้

คำพูดนั้นทำให้การปรากฏตัวของอาซิ่นไม่ได้รู้สึกเหมือนเกสต์ที่มาร่วมคอนเสิร์ต แต่เหมือนเพื่อนอีกคนที่เติบโตมาจากยุคเดียวกัน และมีความทรงจำบางอย่างร่วมกับทั้งศิลปินและคนดู

เมื่อพาร์ตเดี่ยวของแต่ละคนจบลง เสียงเรียกจากแฟนๆ ยังดังขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายทั้ง 4 คนต้องกลับขึ้นมาอีกครั้งในช่วง Encore

เมื่อ F3 กลับขึ้นมาบนเวทีอีกครั้งในช่วงท้ายของคอนเสิร์ต เสียงเพลง Season of Fireworks (煙火的季節) ดังขึ้น ก่อนต่อด้วยเพลง Forever Forever ท่ามกลางเสียงร้องและเสียงปรบมือจากคนดูที่ยังไม่มีทีท่าว่าอยากให้ค่ำคืนนี้จบลง

และเมื่ออินโทรของเพลง 流星雨 (Meteor Rain) ดังขึ้น ความทรงจำที่ถูกเก็บไว้นานกว่า 20 ปีก็เหมือนถูกเปิดออกพร้อมกันทั้งฮอลล์ ทุกคนร้องตามได้ทันที ราวกับเพลงนี้ไม่เคยหายไปจากชีวิต รอเพียงวันที่ได้กลับมาร้องพร้อมกันอีกครั้ง

ก่อนปิดท้ายด้วย Forever Forever และ 流星雨 (Meteor Rain) อีกครั้ง ภาพของทั้ง 3 คนบนเวทีในค่ำคืนนี้ จึงไม่ใช่ภาพของผู้ชายจากซีรีส์เมื่อ 20 กว่าปีก่อนอีกต่อไป แต่เป็นคนคนเดิมที่เดินทางผ่านเวลา และกลับมาเจอกับแฟนๆ ที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกัน

สำหรับเรา ช่วงเวลานั้นทำให้รู้ว่า เราอาจไม่ได้กำลังฟังเพลงจากเมื่อ 20 ปีก่อนอีกแล้ว แต่กำลังฟังเสียงของตัวเองในวัยเด็กที่ยังจำเพลงนี้ได้อย่างน่าประหลาด

และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การกลับมาของ F3 ครั้งนี้มีความหมายมากกว่าคอนเสิร์ตหนึ่งคืน เพราะพวกเขาไม่ได้เพียงกลับมาเจอแฟนๆ แต่พาเรากลับไปเจอความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าหายไปแล้ว

Tags: , , , , , , , , , , ,