“ฟีฟ เมื่อไหร่จะจัดคอน”

“รอมา 2 ปีแล้วนะ”

นี่คือเสียงเรียกร้องของแฟนคลับอย่าง ฟอร์อาย (ชื่อแฟนคลับของ 4EVE) ที่รอการกลับมาของเกิร์ลกรุ๊ปที่พวกเขาชื่นชอบบนเวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง

ในที่สุด ความหวังของเหล่าฟอร์อายก็เป็นจริง เมื่อ 4EVE ศิลปินจากค่าย XOXO Entertainment กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในรอบ 2 ปี กับคอนเสิร์ตครั้งที่ 3 ของหนึ่งในเกิร์ลกรุ๊ปเบอร์ต้นของเมืองไทย ที่โดดเด่นด้วยความสามารถรอบด้าน ทั้งการร้อง การเต้น และการแต่งเพลง

โดยครั้งนี้พวกเธอกลับมาพร้อมโชว์รูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากคอนเสิร์ตครั้งก่อนๆ ทั้งโปรดักชันสุดอลังการ การแสดงที่จัดเต็ม และพลังบนเวทีอันเป็นเอกลักษณ์ของสมาชิกทั้ง 7 คน ที่ทำให้แฟนๆ ได้สัมผัสการแสดงใหม่ๆ ของ 4EVE อย่างเต็มรูปแบบ

 พวกเธอทั้ง 7 คนมาในคอนเซปต์ UNCHAINED เพื่อปลดล็อกทุกขีดจำกัด ถ่ายทอดตัวตนใหม่ๆ ที่แฟนคลับอาจไม่เคยเห็นมาก่อน ผ่านการแสดงอันร้อนแรง ทรงพลังและเต็มไปด้วยเสน่ห์ของ 4EVE ในมิติใหม่ ผ่าน 4EVE Unchained Concert ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 และ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา 

การกลับมาที่ทำให้ทั้งเวทีลุกเป็นไฟ

“What’s up, guys?”

ทันทีที่เสียง “What’s up, guys?” ดังขึ้นพร้อมสมาชิกทั้ง 7 คนอย่าง มายด์ โจริญ ตาออม แฮนน่า ฝ้าย พั้นช์ และอ๊ะอาย ลอยตัวลงมาต้อนรับเหล่าฟอร์อายด้วยชุด ‘All Black’ สุดเท่และเซ็กซี่ เข้ากับภาพกราฟิกบนจอ LED ข้างหลังที่เป็นโซ่ขนาดใหญ่ สื่อถึงการปลดล็อกขีดจำกัดตามคอนเซปต์ของคอนเสิร์ต

ทันใดนั้น เสียงกรี๊ดจากเหล่าแฟนคลับก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งฮอลล์ เมื่อเพลง MY CHAINZ (2569) เริ่มต้นขึ้น พร้อมการแสดงสุดดุดันของทั้ง 7 คน ที่แสดงทั้งพลังการร้องและเต้นอย่างหนักแน่น ทรงพลัง 

ต่อเนื่องความสนุกด้วยโชว์สุดทรงพลังในเพลง JACKPOT (2565) ที่เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ตลอดทั้งการแสดง โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของช่วงนี้คือ การนำโซ่ขนาดใหญ่มาใช้เป็นองค์ประกอบบนเวที เพื่อสะท้อนคอนเซปต์ UNCHAINED อย่างน่าตื่นเต้น  Ooh la la, ooh la la, hey, ooh, la-la-la”

แต่ความร้อนแรงในช่วงเปิดโชว์ยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อเพลงเดบิวต์อย่าง Oohlala! (一二三四) (2563) ดังขึ้น ก็เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นจากเหล่าฟอร์อายได้ทั่วทั้งฮอลล์อีกครั้ง เนื่องจากเพลงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเพลงสำคัญที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเดินทางของ 4EVE และเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยความทรงจำสำหรับแฟนคลับ

การรอคอยที่ยาวนาน แต่ 4EVE ไม่เคยหายไปจากใจ

   ถึงแม้ 4EVE จะห่างหายจากการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ไปนานกว่า 2 ปี แต่ตลอดช่วงเวลานั้น พวกเธอไม่ได้หายไปไหน กลับกัน พวกเธอยังคงเดินหน้าสั่งสมประสบการณ์ โดยเฉพาะผลงานในการแสดงบนเวทีต่างประเทศ และการร่วมงานกับค่ายเพลง 88rising ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลศิลปินมากมาย ไม่ว่าจะเป็น MILLI, NIKI, BIBI หรือ CL

การแสดงในช่วงถัดมา เป็นอีกหนึ่งโชว์ที่ทำให้เห็นการเติบโตของพวกเธอ จากการร่วมงานกับค่ายเพลงระดับโลกอย่าง 88rising ซึ่งกลายเป็นอีกก้าวสำคัญของ 4EVE บนเส้นทางดนตรีระดับสากล

“Boys love girls who don’t give a fuk”

เริ่มต้นด้วยเพลง BOYS LOVE GIRLS (2567) ที่มาพร้อมบรรยากาศสุดดุดันและเต็มไปด้วยความมั่นใจ โดยหนึ่งในจุดเด่นของการแสดงเพลงนี้คือ การปล่อยพาร์ตพูดแบบไม่เซนเซอร์คำหยาบอย่างคำว่า Fuk

ก่อนจะต่อเนื่องความเดือดด้วยการแสดงเพลง Keep a Secret (2568) และ Snooze (2568) ที่เผยให้เห็นเสน่ห์และพลังการแสดงอีกด้านของทั้ง 7 คน ผ่านโชว์ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเซ็กซี่ ชวนให้คนดูละสายตาไม่ได้

หลังจากนั้น 4EVE ได้พาเหล่าฟอร์อายไปสัมผัสอีกหนึ่งช่วงสำคัญของการเติบโต ผ่านโชว์ที่นำเพลงต่างๆ มาเรียบเรียงใหม่ให้มีกลิ่นอายความเป็นสากลยิ่งขึ้น สะท้อนถึงประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ การร่วมงานกับทีมงานระดับสากล รวมถึงการเดินทางไปถ่ายทำมิวสิกวิดีโอในต่างประเทศที่ผ่านมา

เริ่มต้นด้วยประเทศญี่ปุ่น ผ่านการแสดงเพลง Situationship (2567) โดยเพลงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญของ 4EVE ที่เดินทางไปถ่ายทำมิวสิกวิดีโอไกลถึงประเทศญี่ปุ่น อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ทันที คือช่วงที่ตาออมพูดประโยค “สุดหล่อมาแล้วครับ” ซึ่งกลายเป็นโมเมนต์สุดเท่และขี้เล่น ที่ทำให้ทั้งฮอลล์ส่งเสียงตอบรับกันอย่างสนุกสนาน

ต่อเนื่องด้วยโชว์ที่ได้แรงบันดาลใจจากประเทศจีน ผ่านการนำเพลงสุดร้อนแรงอย่าง Hot 2 Hot (2567) มาเรียบเรียงใหม่ให้มีกลิ่นอายดนตรีจีนร่วมสมัยยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโชว์นี้คือ การใช้พัดเป็นองค์ประกอบในการแสดง ซึ่งสมาชิกสะบัดและทำให้พัดลอยกลางอากาศได้อย่างพร้อมเพรียง

ปิดท้ายช่วงการแสดงด้วยกลิ่นอายละตินสุดร้อนแรงผ่านเพลง Salsa No Drama (2568) ที่มาพร้อมจังหวะสนุกชวนโยกและเสน่ห์สุดแซ่บของสาวๆ ที่เปลี่ยนบรรยากาศภายในฮอลล์ให้เต็มไปด้วยความคึกคักและเร่าร้อน

แต่ความประทับใจยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อ VCR ของทั้ง 7 คนถูกเปิดขึ้น พร้อมพาผู้ชมย้อนกลับไปดูเส้นทางการเติบโตของ 4EVE ตั้งแต่ช่วงการแข่งขันรายการ ‘4EVE Girl Group Star’ ไปจนถึงช่วงเวลาการทำคอนเทนต์ที่ทำให้พวกเธอเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ภาพและเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้เหล่าฟอร์อายได้ทั้งเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความอบอุ่นไปพร้อมๆ กัน เหมือนกับได้เติบโตเคียงข้างพวกเธอมาตลอดเส้นทาง

 “พวกเราได้บินด้วยกันก็ได้นะ”

เมื่อเสียง VCR ได้จบลง สาวๆ ก็ปรากฏขึ้นบนกระเช้าสีเหลืองที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปทักทายแฟนๆ ทั่วทั้งฮอลล์ท่ามกลางเสียงกรี๊ดที่ดังกระหึ่ม พร้อมการแสดงเพลง วัดปะหล่ะ? (TEST ME) (2564) และ ข้อยกเว้น (EXCEPTIONAL) (2565) ที่ช่วยสร้างบรรยากาศใกล้ชิดและอบอุ่นระหว่างพวกเธอกับเหล่าฟอร์อายได้อย่างน่าประทับใจ

โซโล่สุดเซอร์ไพรส์ที่เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ทั้งฮอลล์

อย่างที่หลายคนรู้กันดีว่า สมาชิกแต่ละคนของ 4EVE ล้วนมีเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัว แต่สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ ทั้ง 7 คนก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เพื่อเผยอีกด้านที่แฟนๆ อาจไม่เคยเห็นมาก่อน จนเรียกเสียงกรี๊ดจากเหล่าฟอร์อายทั่วทั้งฮอลล์ได้ตลอดการแสดง

สำหรับผู้เขียน มี 3 การแสดงที่ถือว่าเป็นการพลิกคาแรกเตอร์ของสมาชิกอย่างชัดเจน และน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ฟอร์อายหลายคนคิดไม่ถึงว่า พวกเธอจะเลือกนำเสนอการแสดงออกมาในแนวทางนี้

การแสดงแรก พาผู้ชมหลุดเข้าไปในโลกเสมือนนิยายโรแมนติก ผ่านเพลง From the Start ของ Laufey ที่มีกลิ่นอายดนตรีแจ๊ซ (Jazz) อันนุ่มละมุน โดยสมาชิกที่นำเพลงนี้มาคัฟเวอร์คือฝ้าย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโชว์ที่ทำให้เหล่าฟอร์อายได้เห็นมุมใหม่ของเธออย่างชัดเจน

ปกติแฟนๆ มักคุ้นชินกับภาพลักษณ์สุดเท่และพาร์ตแรป แต่ในการแสดงครั้งนี้ เธอเผยเสน่ห์อีกด้านที่ทั้งอ่อนโยน ขี้เล่น และเต็มไปด้วยความอบอุ่น ผ่านน้ำเสียงและบรรยากาศการแสดงที่ชวนให้คนดูตกหลุมรักไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ในการแสดงยังแฝงกิมมิกเล็กๆ ที่สะท้อนตัวตนของเธอเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นชุดสีเหลืองที่เชื่อมโยงกับฉายา ‘กล้วย’ ที่ทั้งแฟนคลับและสมาชิกในวงชอบใช้เรียกเธอ รวมถึงการเลือกเพลงแจ๊ซที่ทำให้เห็นแนวดนตรีที่ฝ้ายอยากให้แฟนๆ ได้รู้จักมากขึ้น

เมื่อมีด้านหวานแล้ว ก็ต้องมีด้านเปรี้ยวและร้อนแรงตามมา โจริญเลือกเพลงในตำนานอย่าง Oops!… I Did It Again ของ Britney Spears มาโชว์ในครั้งนี้ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ เพราะโจริญมาในลุคสุดเย้ายวนและเต็มไปด้วยความเซ็กซี่เช่นนี้

โดยโจริญให้เหตุผลที่เลือกการแสดงนี้ไว้ว่า “คอนเสิร์ตครั้งแรกก็โชว์ด้านเท่ไปแล้ว ครั้งที่ 2 ก็เหมือนกัน ครั้งนี้เลยอยากปลดล็อกตัวเอง” ซึ่งการแสดงครั้งนี้ก็ทำให้แฟนๆ เห็นอีกด้านของเธอที่เซ็กซี่และเต็มไปด้วยเสน่ห์เหลือล้นบนเวที

ปิดท้ายพาร์ตโซโล่ด้วยสมาชิกอย่างตาออม ที่เลือกนำเพลงไทยเพียงเพลงเดียวในพาร์ตนี้มาแสดง ผ่านการหยิบเพลงเพื่อชีวิตระดับตำนานอย่าง มือปืน ของ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ มาเรียบเรียงใหม่ ให้เต็มไปด้วยความดุดัน ผสมความเซ็กซี่และพลังแบบร็อกสตาร์ จนกลายเป็นอีกหนึ่งการแสดงที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนๆ ได้ไม่น้อย 

โดยไฮไลต์สำคัญของการแสดงนี้อยู่ที่การใช้ปืนเป็นพร็อพบนเวที สามารถยิงประกายไฟออกมาได้จริง ช่วยเพิ่มความตื่นตาและเสริมบรรยากาศของการแสดงให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น

ตาออมให้เหตุผลที่เลือกโชว์นี้ไว้ว่า “ก่อนหน้านี้ พวกเราเคยมีโอกาสร่วมงานกับพี่ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์มาก่อน เลยกลายมาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของการแสดงครั้งนี้”

Duet ที่ทุกคนคาดไม่ถึง

อีกหนึ่งความประทับใจที่หลายคนภายในฮอลล์อาจคาดไม่ถึง คือการแสดงในพาร์ต Duet ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกแต่ละคนจับคู่โชว์ร่วมกัน พร้อมเผยเคมีใหม่ๆ ที่แฟนคลับอาจไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งในด้านการร้อง การเต้น และอารมณ์ของการแสดงที่แตกต่างออกไปจากโชว์แบบกลุ่ม

โดยในพาร์ตการแสดงนี้ยังมีอีก 3 การแสดงที่โดดเด่นและน่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้งในแง่คอนเซปต์ การตีความเพลงใหม่ รวมถึงเสน่ห์และเคมีของสมาชิกที่ถ่ายทอดออกมาบนเวที จนกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงที่เรียกเสียงกรี๊ดและสร้างความประทับใจให้กับเหล่าฟอร์อาย ได้ตลอดการแสดง

ดูโอ้คู่ใหม่อย่างโจริญและมายด์ เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้มากที่สุดคู่หนึ่งของค่ำคืน เพราะเป็นคู่ที่เหล่าฟอร์อายต่างเชียร์และจิ้นกันอยู่แล้ว ทำให้ทันทีที่ทั้งคู่ปรากฏตัวบนเวที เสียงกรี๊ดก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งฮอลล์

ทั้งสองคนเลือกแสดงเพลง ผิดที่ไว้ใจ ของ Silly Fools ผ่านการแสดงที่เต็มไปด้วยอารมณ์และเคมีบนเวที โดยคอนเซปต์ของการแสดงถูกออกแบบให้ทั้งคู่เปรียบเสมือนคนคนเดียวกันที่สะท้อนผ่านกระจก สื่อถึงความสัมพันธ์และอารมณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว

นอกจากนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่พวกเธอมีโชว์คู่ร่วมกันแบบเต็มรูปแบบบนเวทีคอนเสิร์ต จึงยิ่งทำให้การแสดงนี้กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญที่แฟนๆ ต่างพูดถึงมากที่สุด

แต่ความสนุกยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อเข้าสู่การแสดงสุดคึกคักกับเพลง เชพบ๊ะ ของ อาภาพร นครสวรรค์ ที่ถูกนำมาคัฟเวอร์โดยตาออมและพั้นช์ 2 สมาชิกที่ถ่ายทอดการแสดงออกมาอย่างขี้เล่น สดใส และเต็มไปด้วยความน่ารัก จนทำให้แฟนๆ ทั้งฮอลล์สนุกและโยกตามไปพร้อมกัน

โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการแสดงนี้คือ การแต่งเนื้อเพลงท่อนพิเศษขึ้นมาใหม่ เพื่อเพิ่มสีสันและความสนุกให้กับโชว์ พร้อมสร้างโมเมนต์เซอร์ไพรส์ที่เรียกทั้งเสียงหัวเราะและเสียงกรี๊ดจากฟอร์อายได้ตลอดการแสดง 

พาผู้ชมย้อนกลับไปสู่ความทรงจำในวัยเด็ก ผ่านเพลงประกอบละครที่หลายคนคิดถึงอย่าง เสกรักให้เธอได้รู้  (บาลาชูบาชู) ของ พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ และอัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ จากละครเรื่อง อสูรน้อยตะเกียงแก้ว ที่แฮนน่าและโจริญนำมาคัฟเวอร์

ทั้งคู่ถ่ายทอดการแสดงออกมาอย่างน่ารัก สดใส และเต็มไปด้วยเคมีความขี้เล่น พร้อมมีโมเมนต์หยอกล้อกันบนเวทีตามสไตล์เพื่อนสนิท ที่ช่วยสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับฟอร์อายได้ตลอดทั้งโชว์

ค่ำคืนที่เกิดขึ้นจากความรักของ 4EVE และ ฟอร์อาย

4EVE กลับมารวมตัวครบ 7 คนบนเวทีอีกครั้งกับเพลง K-Pop อย่าง The Boys ของ Girls’ Generation ที่ทันทีที่อินโทรเพลงดังขึ้น ก็เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ทั่วทั้งฮอลล์

โดยเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ ตาออมให้เหตุผลไว้ว่า “อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าหนูเป็นโซวอน (ชื่อแฟนคลับของ Girls’ Generation) ถ้าพูดถึงเพลงของเกิร์ลกรุ๊ประดับตำนาน หลายคนก็คงนึกถึงเพลง The Boys กันอยู่แล้ว อีกเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ก็เพราะ Girls’ Generation เป็นวงที่มีสมาชิกหลายคน ซึ่งก่อนที่จะมาเป็น 4EVE หนูก็เคยคิดเหมือนกันว่า อยากอยู่ในวงที่มีเมมเบอร์เยอะๆ เพราะมันน่าจะเต็มไปด้วยทั้งความวุ่นวายและความอบอุ่นไปพร้อมกัน”

ในช่วงท้ายของคอนเสิร์ต ทั้ง 7 คนกลับมาบนเวทีอีกครั้งพร้อมการแสดงเพลง 4EVER (2564) ที่เปรียบเสมือนบทเพลงแทนคำขอบคุณถึงฟอร์อาย ที่คอยอยู่เคียงข้างพวกเธอมาโดยตลอด ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจจากแฟนๆ ทั่วทั้งฮอลล์

ก่อนจะต่อเนื่องความสนุกด้วยเพลง Booty Bomb (2564) และ BOMB! (2564) ที่เปลี่ยนบรรยากาศให้กลับมาเต็มไปด้วยความคึกคักและพลังแบบสุดขีด ให้แฟนๆ ได้กระโดด ร้อง เต้น และสนุกไปพร้อมกัน

และปิดท้ายอย่างสมศักดิ์ศรีด้วยเพลง MY CHAINZ เพลงที่สะท้อนคอนเซปต์ ‘UNCHAINED’ ได้อย่างชัดเจน ทั้งความดุดัน ความมั่นใจ และพลังของ 4EVE ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านโชว์สุดร้อนแรง พร้อมเสียงกรี๊ดและเสียงร้องตามของเหล่าฟอร์อายที่ดังก้องไปทั่วทั้งอิมแพ็ค อารีน่า 

“ใครยังอยากดูเราต่อไหม ให้ตะโกน 4EVE”

แต่ค่ำคืนแห่งความประทับใจยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อเหล่าฟอร์อายพร้อมใจกันตะโกนชื่อ 4EVE ดังกึกก้องไปทั่วทั้งฮอลล์ เหมือนเป็นเสียงเรียกจากแฟนๆ ที่ไม่อยากให้ช่วงเวลานี้จบลง

“ในวันที่ไม่มีใคร

มีเธอที่คอยเข้าใจ

เธอจะรู้รึเปล่ามันมีความหมาย

Baby, you light up my life

อาจยังไม่ดีเท่าไร

แต่เรามาเริ่มตรงนี้ได้ไหม

เธอจะได้เห็นคนที่เปลี่ยนไป สัญญา”

เมื่อนั้นเพลง วันแรกของวันที่เหลือ ( Our First Day) (2564) ก็บรรเลงขึ้นเป็นเพลงสุดท้าย พร้อมกับการกลับมาบนเวทีอีกครั้งของทั้ง 7 คนในลุคสบายๆ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง ราวกับกำลังใช้ช่วงเวลาสุดท้ายร่วมกับเหล่าฟอร์อายอย่างใกล้ชิดที่สุด

บรรยากาศภายในฮอลล์ค่อยๆ เปลี่ยนจากความสนุกและร้อนแรง ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและความทรงจำ ขณะที่แฟนๆ ต่างร้องเพลงตามไปพร้อมกัน และพร้อมโบกแท่งไฟไปทั่วทั้งฮอลล์ 

“คอนเสิร์ตนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีทุกคน” 4EVE กล่าว

สมาชิกทั้ง 7 คนกล่าวคำขอบคุณและคำลาต่อฟอร์อายท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตาแห่งความประทับใจ

แต่ละคนต่างพูดถึงความรู้สึกตลอดการเตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ รวมถึงขอบคุณแฟนคลับที่คอยสนับสนุนและเชื่อมั่นในตัวพวกเธอเสมอมา จนทำให้ 4EVE Unchained Concert กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำสำคัญที่เกิดขึ้นได้ เพราะแรงสนับสนุนจากทุกคนในฮอลล์

อาจมีหลายคนตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้ว 4EVE มีคอนเซปต์ของวงแบบไหนกันแน่ แต่ในฐานะที่ผู้เขียนติดตามพวกเธอมาตั้งแต่วันแรก สิ่งที่รู้สึกได้เสมอคือ การที่พวกเธอได้ทำอะไรที่หลากหลาย ถือเป็นจุดเด่นและเสน่ห์อันล้นเหลือ

พวกเธอไม่เคยถูกจำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์เดียว สามารถสลับไปมาระหว่างความเท่ ความน่ารัก ความเซ็กซี่ หรือแม้แต่การแสดงที่เต็มไปด้วยความดุดันได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนทำให้ทุกครั้งที่พวกเธอกลับมาพร้อมผลงานใหม่ แฟนๆ มักจะได้เห็นอะไรที่แตกต่าง และคาดไม่ถึงอยู่เสมอ

และคอนเสิร์ต 4EVE Unchained Concert ในครั้งนี้ ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า 4EVE คือศิลปินที่พร้อมทดลอง เติบโต และปลดล็อกตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ปล่อยให้คำว่าคอนเซปต์ กลายเป็นกรอบที่จำกัดความเป็นตัวตนของพวกเธอ

Tags: , , , , , ,