Backrooms (2026) หนังทุนสร้างเพียง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 331 ล้านบาท) และเป็นหนังยาวเรื่องแรก ของ เคน พาร์สันส์ (Kane Parsons) สร้างปรากฏการณ์ทั่วโลกด้วยการทำเงินไปกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9.95 พันล้านบาท) โดยตัวหนังเล่าเรื่องชายผู้แบกบาดแผลแห่งความล้มเหลวไว้ในใจ ออกเดินสำรวจพื้นที่ประหลาดแห่งหนึ่งที่ดูขยับขยายไร้จุดสิ้นสุด
ตัวหนังใช้พื้นที่พิศวงหรือพื้นที่เปลี่ยนผ่าน (Liminal Space) เพื่อเล่าเรื่องราวของตัวละครที่พ่ายแพ้ต่อโลก ใช้ชีวิตกับบาดแผลจากครอบครัว ซึ่งอันที่จริง ก่อนหน้านี้ก็มีภาพยนตร์มากมายที่ใช้พื้นที่เปลี่ยนผ่านเหล่านี้ในการบอกเล่าภาวะแปร่งประหลาดทางจิตใจของตัวละคร หรือแม้แต่เป็นพื้นที่แห่งความสยดสยองโดยตัวมันเอง
หากจะอ้างอิงตามนิยาม Liminal Space มักหมายถึงพื้นที่ในเชิงกายภาพ เช่น ประตู โถงทางเดิน แต่ก็อาจมีนัยแฝงถึงสภาวะทางจิตใจ เช่น การเปลี่ยนผ่านช่วงวัย พื้นที่หรือภาวะเหล่านี้มักถูกเล่าผ่านความเวิ้งว้าง เปล่าเปลี่ยว หรือบรรยากาศที่ชวนอึดอัดใจ
บทความ Betwixt and Between: Zones as Liminal and Deterritorialized spaces โดย ปีเตอร์ เฮฟต์ (Peter Heft) อธิบายถึงกลไกของความรู้สึก ‘ผิดที่ผิดทาง’ ที่เกิดขึ้นต่อพื้นที่พิศวงนี้ เขายกตัวอย่างรถโรงเรียนที่มักปรากฏคู่กับเด็กๆ คุณครู และบรรยากาศรื่นเริงสดใสของนักเรียน แต่ทันทีที่มีเพียงแค่ภาพรถว่างเปล่า เงียบเชียบ มันก็สร้างให้เกิดความรู้สึกขัดแย้ง ต่อต้านกับภาพจำ และอาจจะหมายถึงความรู้สึกผิดปกติที่ตามมาหลังจากนั้นด้วย
ในเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัย พื้นที่เปลี่ยนผ่านหรือแดนสนธยา ยังผนวกรวมกับวัฒนธรรมบนโลกออนไลน์อย่างแยกไม่ขาด มีบันทึกไว้คร่าวๆ ว่า เรื่องราวของพื้นที่เปลี่ยนผ่านอันน่าพิศวงนี้ ถูกเล่าไว้ในเว็บไซต์ 4chan และเว็บบอร์ดชื่อดัง The Backrooms ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าแบบ ‘ครีปปีพาสต้า’ (Creepypasta) หรือเรื่องเขย่าขวัญที่ถูกเล่าหรือแต่งขึ้นใหม่บนอินเตอร์เน็ต กับภาพห้องโถงกว้างที่แวดล้อมด้วยผนังสีเหลือง และพื้นที่ทอดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด
พาร์สันส์ซึ่งเป็นคนหนุ่มที่เติบโตมาในวัฒนธรรมอินเตอร์เน็ตและยูทูบ หยิบเอาเรื่องเล่าดังกล่าวมาดัดแปลงเป็น Backrooms (2026) เล่าผ่าน คลาร์ก (ชิวีเทล เอจิโอฟอร์) เจ้าของร้านขายเฟอร์นิเจอร์ร้างๆ ที่ลดราคาแล้วลดราคาอีก เขาติดเหล้าและต้องเข้ารับการบำบัดกับ แมรี่ (เรนาเต ไรน์สเว) นักบำบัดสาวที่เก็บเงื่อนปมในวัยเยาว์ของตัวเองไว้ วันดีคืนดีคลาร์กพบว่าในชั้นใต้ดินของร้านขายเฟอร์นิเจอร์ มีประตูลับที่พาเขาไปยังพื้นที่แปลกประหลาดไร้ขอบเขต มันบิดเบี้ยว เต็มไปด้วยประตูและช่องลับซึ่งพาเขาไปปรากฏตัวในห้องอื่นๆ ทั้งยังรายล้อมไว้ด้วยเครื่องเรือน (หรือเรียกให้ถูกคือ สิ่งที่หน้าตาเหมือนเครื่องเรือน) กับข้าวของซึ่งดูคล้ายคลึงกับของใช้ในชีวิตประจำวันที่เขามี
Backrooms ของพาร์สันส์ ใช้เงื่อนกลของความเป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านสร้างบรรยากาศชวนสยดสยอง ทั้งห้องโล่งกว้างไร้ทิศทาง เสียงประหลาดที่หาต้นตอไม่เจอ และ ‘สิ่งหน้าตาเสมือน’ ที่บิดเบี้ยวหรือดูถูกดัดแปลงจนไม่เหมือนต้นแบบ
ทั้งหนังยังอธิบายว่า ตัวคลาร์กกล้ำกลืนความบาดหมางที่ถูกภรรยาทิ้ง ต้องระเห็จระเหินจากบ้านที่เขาซื้อ แบกรับภาระการเป็นหัวหน้าครอบครัว จนต้องทอดทิ้งอาชีพสถาปนิกมาเป็นคนขายเฟอร์นิเจอร์ พูดอีกอย่างคือ เขารู้สึกล้มเหลวและต้องกระเสือกกระสนมีชีวิตอยู่ต่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ด้านแมรี่เองก็เฝ้าฝันถึงความทรงจำสมัยวัยเยาว์ เมื่อครั้งที่เธออยู่กับแม่ซึ่งป่วยทางจิตและขังเธอไว้ด้วยกันในบ้าน จุดร่วมที่คนทั้งสองมีเหมือนกันคือ บาดแผลที่มีต้นตอจาก ‘บ้าน’ ทั้งคลาร์กที่ต้องสูญเสียบ้านไป และแมรี่ที่มีบ้านเป็นเครื่องเตือนใจถึงความป่วยไข้ของแม่
และพื้นที่ใน Backrooms ก็ฉายภาพความทรงจำบิดเบี้ยวของคนทั้งสอง ราวกับเป็นสิ่งที่ตกค้างอยู่ในอดีต และถูกคัดลอก ทำสำเนาไว้ในพื้นที่แห่งการเปลี่ยนผ่านบางอย่าง เช่นเดียวกับผู้คนซึ่งดูผิดแผก หรือดูราวกับถูกดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำอีกจากตัวจริง
“ผมชอบเรื่องนี้เพราะรูปพื้นที่ประหลาดที่เห็นในอินเตอร์เน็ต มันดูไม่มีเจ้าของเลยน่ะสิ” พาร์สันส์เล่าถึงไอเดียทำหนังเรื่องแรก “บางทีอาจมีคนถ่ายภาพพวกนี้จากพื้นที่จริงๆ ก็ได้ หรือไม่ก็เป็นรูปเก่าๆ ที่พวกเขาไปดึงมาจากฮาร์ดไดรฟ์เมื่อสัก 20 ปีก่อน เพราะฉะนั้น การสร้างวิชวลในหนังมันเลยไม่ใช่เรื่องยากอะไร
“แต่ผมเข้าใจนะ ความรู้สึกของการเดินผ่านพื้นที่ซึ่งเหมือนเราเคยเดินผ่านมาแล้วในฝัน สิ่งที่หน้าตาคล้ายๆ บ้านเรา แต่ไม่ใช่บ้านของเราจริงๆ เพราะสมองมันประมวลผลผิดปกติน่ะ” เขาบอก “มันเหมือนคุณเห็นห้างวอลมาร์ต แต่สมองบอกว่า นั่นน่ะเป็นบ้านนายสมัยเด็กๆ นะ
“สิ่งที่ผมว่าน่ากลัวคือ มันสร้างความรู้สึกให้เรานึกถึงอดีตที่ไม่มีอยู่จริง หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่คนไม่พูดถึงอีกต่อไปแล้ว เป็นสิ่งที่ถูกทิ้งขว้างไว้ในอดีต เปื่อยยุ่ยและเน่าสลายอยู่ในความทรงจำ” พาร์สันส์บอก ซึ่งก็ดูจะสอดรับกับบางฉากบางตอนของหนัง ที่มักถ่ายภาพบ้านจัดสรรหรือสถานที่ ‘ทำซ้ำ’ ของสหรัฐฯ ซึ่งทุกอย่างหน้าตาคล้ายกันไปหมดแม้อยู่ในโลกความเป็นจริง ขณะที่ในพื้นที่ข้างใต้นั้นก็เกิดการ ‘ทำซ้ำ’ เช่นเดียวกัน แต่เป็นการทำซ้ำที่บิดเบี้ยว ผิดที่ผิดทาง และให้ความรู้สึกแปร่งแปลกต่อผู้พบเห็น
Skinamarink (2022) เป็นหนังอีกเรื่องที่มีลักษณะเส้นทางใกล้กันกับ Backrooms กล่าวคือเป็นหนังต้นทุนต่ำ ในกรณีนี้คือถ่ายทำด้วยทุนสร้างเพียง 1.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4.97 แสนบาท) และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากทำเงินไปถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 66.33 ล้านบาท) และเป็นหนังยาวเรื่องแรกจากคนทำหนังที่ทำยูทูบมาก่อนอย่าง ไคล์ เอ็ดเวิร์ด บอลล์ (Kyle Edward Ball)
โดยก่อนหน้านี้ บอลล์ให้กลุ่มผู้ชมในยูทูบของเขาเล่าถึง ‘ฝันร้าย’ ให้ฟัง และเขาจะหยิบเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาดัดแปลงเป็นวิดีโอสั้น จนเขาพบว่า ฝันร้ายของหลายคนมีจุดร่วมเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ มักเป็นความฝันในช่วงเวลาที่พวกเขายังเด็ก เกิดขึ้นในบ้านตัวเอง พ่อแม่ไม่อยู่ และมีสัตว์ประหลาดหรือสิ่งลึกลับซ่อนตัวอยู่ในบ้าน
บอลล์ขยับขยายเรื่องเล่าเป็นหนังสั้นในชื่อ Heck (2020) ที่ถ่ายทำในบ้านตัวเอง ว่าด้วยเด็กชายกับพื้นที่ประหลาดในบ้าน ก่อนจะแปลงเป็นหนังยาวเรื่องแรกอย่าง Skinamarink ซึ่งเขาระดมทุนมาสร้าง และออกไปถ่ายทำในบ้านเกิดวัยเด็ก หนังเล่าย้อนไปถึงปี 1995 ที่สองพี่น้อง เควิน (ลูคัส พอล) และเคย์ลี (ดาลี โรส เทโทรลต์) ตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วพบว่าพ่อไม่อยู่บ้าน มิหนำซ้ำ หน้าต่าง ประตู และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ก็หายไปด้วย ทั้งยังแว่วเสียงประหลาดจากที่ไหนสักแห่ง ทั้งเมื่อพยายามเดินตามหาพ่อในบ้าน พวกเขากลับพบว่า มีเก้าอี้วางอยู่บนเพดาน และเครื่องเรือนอื่นๆ ก็วางกระจัดกระจาย ผิดที่ผิดทางราวกับไม่ใช่บ้านของพวกเขา
อันที่จริง หนังรวมเอาฝันร้ายของเด็กๆ มาไว้ด้วยกันอย่างน่าสนใจ ทั้งเสียงกระซิบกระซาบที่บอกให้เด็กๆ ก้มดูใต้เตียง ใครบางคนที่เฝ้ามองพวกเขาจากตู้เสื้อผ้า พ่อแม่ผู้ที่คอยปกป้องพวกเขาหายตัวไป หรือการที่บ้านทั้งหลัง อันเป็นสถานที่ที่ควรรู้สึกปลอดภัยที่สุด กลับสร้างความรู้สึกเป็นอื่นอย่างรุนแรง
ตัวหนังออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแฟนตาเซีย ที่มอนทรีออล ประเทศแคนาดา ก่อนจะถูกมือดีคัดลอกไปเผยแพร่ในช่องทางเถื่อน ซึ่งทำให้บอลล์ผิดหวังอย่างรุนแรง กระนั้นคนดูเหล่านั้นก็ชื่นชมตัวหนังจนเกิดเป็นกระแสปากต่อปาก ทำให้คนสนใจตัวหนังมากกว่าเดิม จนถูกนำไปจัดฉายตามพื้นที่ต่างๆ และประสบความสำเร็จจนทำเงินได้มหาศาล หากเทียบกับทุนสร้างเพียง 1 หมื่นกว่าดอลลาร์สหรัฐฯ 
อีกเรื่องหนึ่งที่มีภาวะ ‘พื้นที่แห่งการเปลี่ยนผ่านหรือความแปลกแยก’ คือ The Shining (1980) หนังเฮอร์เรอร์ของ สแตนลีย์ คูบริก (Stanley Kubrick) กับภาพจำอย่างผืนพรมลายหกเหลี่ยมในโรงแรมอันว่างเปล่าแห่งนั้น โดยหนังเล่าเรื่องของ แจ็ก (แจ็ก นิโคลสัน) นักเขียนนิยายที่รับงานพิเศษด้วยการเฝ้าโรงแรมแห่งหนึ่งในช่วงปิดพักยาวกลางฤดูหนาว เขาพา เวนดี้ (เชลลีย์ ดูวัลล์) ภรรยาสุดที่รัก และ แดนนี่ (แดนนี ลอยด์) ลูกชาย ไปด้วย ในโรงแรมอันอ้างว้าง เขาตั้งใจจะใช้เวลาเขียนนิยายไปพลางพักผ่อนไป หากแต่เรื่องไม่ง่ายเช่นนั้น เมื่อมีบางสิ่งที่ลึกลับและเลือดเย็นเฝ้าจับตาเขาอยู่ในโรงแรมแห่งนี้
ฉากสำคัญของหนังคือ เมื่อแดนนี่ปั่นจักรยานไปในโถงทางเดินของโรงแรม กล้องลากเลื้อยไล่ตามเขา และดูราวกับว่า เขาปั่นเข้าไปในเขาวงกตที่รายล้อมด้วยประตูห้องหน้าตาเหมือนกันทั้งหมด คล้ายกับเขาปั่นกลับไปกลับมาอยู่ที่เดิม หรือแม้แต่ฉากที่เขาปั่นไปเจอฝาแฝดกลางโถง ก็ดูราวกับว่าเขาหลุดเข้าไปในอีกพื้นที่หนึ่ง เป็นพื้นที่ที่เขาและฝาแฝดทั้งสองใช้ร่วมกัน
อันที่จริง ตัวห้องโถงเองก็นับเป็นพื้นที่แห่งการเปลี่ยนผ่าน ในแง่ที่มันไม่ใช่ที่พักพิง หากแต่เป็นพื้นที่ระหว่างทางในการเดินจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง เป็นจุดตรงกลาง (เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครพักอยู่ในห้องโถงโรงแรม เพราะมันเป็นเพียงพื้นที่เชื่อมจากด้านนอกสู่ห้องพักด้านใน) ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับการเป็นพื้นที่ตรงกลางที่แดนนี่กับครอบครัวอยู่ และทาบทับกับพื้นที่อีกแห่งของ ‘ความลี้ลับ’ ในโรงแรมแห่งนี้
อย่างไรก็ดี ความที่นิยาม ‘พื้นที่เปลี่ยนผ่าน’ เพิ่งมาเป็นกระแสในยุคหลังๆ การอ่านฉากห้องโถงหรือแม้แต่โรงแรมทั้งหลังใน The Shining ว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่เปลี่ยนผ่าน จึงเป็นการตีความที่ค่อนข้างใหม่โดยกลุ่มคนดูหนังอีกรุ่น ในยุคที่ตัวหนังออกฉาย นักวิจารณ์จำนวนมากวิเคราะห์ว่า ความโดดเดี่ยวและความป่วยไข้บางอย่างของแจ็กต่างหากที่เป็นตัวขับเคลื่อน และเชื้อเชิญความบ้าคลั่งที่ปรากฏให้เห็นในหนัง
Exit 8 (2025) หนังสัญชาติญี่ปุ่น กำกับโดย เก็งกิ คาวามูระ (Genki Kawamura) ที่ดัดแปลงมาจากวิดีโอเกมชื่อ The Exit 8 ใจความสำคัญของหนังเล่าถึงชายหนุ่ม (คาซูนาริ นิโนมิยะ) คนหนึ่งบนรถไฟใต้ดิน เขาได้รับข้อความจากแฟนเก่าว่ากำลังตั้งท้องลูกของเขา และขอคำปรึกษากับทางออกว่าควรทำอย่างไร หากแต่เขาไม่พร้อมจะให้คำตอบเธอ เขาเพียงต้องการออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน และขึ้นไปทำธุระตามที่ตั้งใจไว้
แต่เรื่องของเรื่องคือ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เขาก็หาทางไปประตูที่ 8 เพื่อออกจากสถานีรถไฟไม่ได้ เพราะจะเขาวนกลับมาอยู่ที่เดิม ทั้งตู้ถ่ายรูป ล็อกเกอร์เก็บของ และชายประหลาด (ยามาโตะ โคชิ) ที่เดินสวนทางกับเขาโดยไม่สนทนาใดๆ
เช่นเดียวกับ The Shining หนังเรื่องนี้ใช้สถานีรถไฟใต้ดินเป็นพื้นที่แห่งการเปลี่ยนผ่าน และมันก็ทำงานกับประเด็นที่หนังเล่า เพราะมันพูดถึงการเปลี่ยนผ่านระหว่างการเป็นชายไม่รู้จักโต ไปสู่การบีบบังคับให้ต้องรับผิดชอบ เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นพ่อคน และเข้าใจความสลักสำคัญของชีวิตหนึ่งที่จะถือกำเนิดขึ้นมา
ในแง่ของการเป็นหนังเฮอร์เรอร์ พื้นที่เหล่านี้ไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในแง่ของการขับเน้นความสะพรึงกลัว หากแต่ยังทำหน้าที่บอกเล่าการข้ามผ่านเงื่อนปมประเด็นบางอย่างของตัวละครได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ หรือการเปลี่ยนผ่านจากโลกคนเป็นไปสู่โลกคนตายด้วย
Tags: The Shining, People Also Watch, liminal space, พื้นที่เปลี่ยนผ่าน, Backrooms, Skinamarink, Exit 8, ภาพยนตร์




