A Clockwork Orange (1971) เพิ่งหวนกลับมาลงโรงฉายบ้านเราที่โรงภาพยนตร์เฮาส์สามย่าน และทำให้หลายคนกลับมาพูดถึง ‘ความสุดขีดคลั่ง’ ของหนังชิงออสการ์ 4 สาขาโดย สแตนลีย์ คูบริก (Stanley Kubrick) เรื่องนี้ ไม่ว่าจะประเด็นปัจเจกกับรัฐ ความรุนแรง ไปจนถึงแฟชั่นและการออกแบบโลกดิสโทเปียของคูบริก 

ฉากเปิดเรื่องของหนังกลายเป็นหนึ่งในฉากจำมากที่สุดฉากหนึ่งในบรรดาภาพยนตร์ของคูบริก คือฉากที่ตัวละครจ้องเขม็งมายังกล้อง หรือที่เรียกกันว่า ‘การจ้องของคูบริก’ (The Kubrick Stare) ท่ามกลางบรรยากาศคุกคาม เต็มไปด้วยกลิ่นอายร้ายกาจไม่น่าไว้วางใจ ก่อนที่พวกเขาจะยกนมในแก้วขึ้นมาดื่มขณะที่กล้องค่อยๆ ถอยออก จับภาพความวิปริตบางอย่างที่แวดล้อมตัวละครไว้

และฉากดื่มนมนี้เองที่กลายเป็นหนึ่งในฉากที่ทำงานกับคนดูใน A Clockwork Orange มากที่สุด ตัวหนังเล่าถึงเกาะอังกฤษในอนาคตที่ทุกอย่างเสื่อมทรามสุดขีด อเล็กซ์ (มัลคอล์ม แมกโดเวลล์) เด็กหนุ่มที่เป็นเสมือนหัวหน้ากลุ่มอันธพาลที่หมกมุ่นกับการสร้างความรุนแรงทุกรูปแบบ 

พร้อมกันนั้น เขาก็หลงใหลในดนตรีคลาสสิกสุดอ่อนโยนของ ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน นักเปียโนชาวเยอรมัน เจ้าของบทเพลงที่พูดถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษยชาติอย่าง ซิมโฟนีหมายเลข 9 ก่อนที่อีกไม่นาน ความรุนแรงจะพาเขาไปลงเอยที่เรือนจำ ผลักให้เขาเจอความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่งผ่านการกระทำของรัฐ

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ A Clockwork Orange ถูกพูดถึงเสมอคือ การสร้างภาวะลักลั่นย้อนแย้งทางความรู้สึกต่อคนดู เห็นได้จากการที่อเล็กซ์ฝันเฟื่องถึงการได้ทำร้ายหรือสังหารใครสักคน ขณะฟังเพลงอันอ่อนโยนของบีโธเฟน และความรู้สึกย้อนแย้งที่ว่านี้ ก็ยังเกิดขึ้นกับฉากที่ตัวละครเหล่านี้ ‘ดื่มนม’ ด้วย 

น้ำนมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเยาว์ของวัยเด็กอันบริสุทธิ์ ถูกหยิบมาใช้ในฐานะเครื่องดื่มของอาชญากรตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง หรือการฉายภาพว่าแหล่งซ่องสุมของพวกเขาคือร้านนม (และการไปรับเครื่องดื่ม ‘จากเต้า’ ของหุ่นผู้หญิง) น้ำนมยังหมายถึงการเติบโต ความอบอุ่น หรือกระทั่งเชื่อมโยงกับความเป็นแม่และเป็นมนุษย์ การที่ตัวละครที่ดูจะเป็น ‘วายร้าย’ ดื่มนม จึงสร้างมวลความรู้สึกขัดแย้งต่อคนดู บทความ A Wolf in Sheep’s Clothing: The Symbolism of Milk in Film โดย มายา แจบบารี (Maya Jabbari) ชี้ว่า น้ำนมเป็นขั้วตรงข้ามของวายร้ายทุกประการ น้ำนมเป็นภาพแทนของความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาและการเติบโต (การมีชีวิต) การดื่มนมของตัวละครชั่วช้าในภาพยนตร์ จึงถูกแทนค่าในฐานะความย้อนแย้ง หรือแม้แต่การ ‘สำแดง’ ตบตาว่าเป็นคนไม่มีพิษภัย

อีกหนึ่งตัวละครโฉดที่มีน้ำนมเป็นเครื่องดื่มประจำตัวคือ โฮมแลนเดอร์ (แอนโทนี สตาร์) จากซีรีส์ The Boys (2019-2026) ซึ่งเดินทางมาถึงซีซันสุดท้ายในปีนี้ โดยธีมหลักของเรื่อง ว่าด้วยโลกที่มนุษย์อยู่รวมกับเหล่าซูเปอร์ฮีโรที่มีพลังวิเศษ ทั้งบินได้ มีพละกำลังเหนือมนุษย์ มีอวัยวะ (รวมทั้งจู๋ยักษ์) งอกออกมาจัดการศัตรู ฯลฯ และสุดยอดซูเปอร์ฮีโรที่ได้รับความยำเกรงมากที่สุดคือโฮมแลนเดอร์ ที่เปรียบเสมือนซูเปอร์แมนเวอร์ชันโฉดชั่ว เพราะเขาใช้พลังในมือทุกทางในการบีบบังคับให้คนยอมรับและหวาดกลัวตลอดทั้งเรื่อง ครึ่งหนึ่งของความวายป่วงเกิดจากการที่โฮมแลนเดอร์ใช้อำนาจตามอำเภอใจ บดขยี้มนุษย์ไร้พลังหรือแม้แต่เหล่าซูเปอร์ฮีโรด้วยกันจนไม่เหลือซาก และคงไม่เกินเลยหากจะบอกว่า เขาคือหนึ่งในตัวละครที่อำมหิตที่สุดของซีรีส์ที่เต็มไปด้วยเหล่าคนโฉดนี้

พ้นไปจากการระเบิดพลังตามอำเภอใจ ยิงเลเซอร์ใส่คนบริสุทธิ์และไล่คุกคามผู้คน อีกหนึ่งภาพจำของโฮมแลนเดอร์คือ เขารักการดื่มนมจนเข้าขั้นหมกมุ่น ซึ่งปรากฏให้เห็นตั้งแต่ซีซันแรก เมื่อเขาเฝ้ามองหญิงสาวปั๊มนมให้ลูก เลยเถิดไปจนถึงการเข้าไปนั่งรีดนมวัวเองกับมือ รวมทั้งฉากที่ถูก ไฟร์แครกเกอร์ (วาลอรี เคอร์รี) ฉีดน้ำนมจากเต้า (!!) เข้าหน้า (!!!) เต็มๆ

“มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนที่โฮมแลนเดอร์มีประเด็นกับปมออดิปุส (Oedipus​ Complex หมายถึง ภาวะที่เด็กหมกมุ่นกับพ่อหรือแม่ตัวเอง) และเฝ้ามองตัวละครแม่ให้นมลูก และโฮมแลนเดอร์ดันรู้สึกอิจฉาเด็กที่มีแม่น่ะ” สตาร์เคยอธิบายตัวละครของเขาไว้ “พอมาถึงซีซันที่สอง โฮมแลนเดอร์ดันไปเจอนมจากเต้าที่แม่เด็กเก็บใส่ตู้เย็นไว้ และเขาก็จัดการเลเซอร์เพื่ออุ่นน้ำนมนั้น ก่อนจะดื่มและมีคนมาพบในที่สุด”

อีริก คริปเก โปรดิวเซอร์และผู้สร้างซีรีส์ The Boys เคยกล่าวถึงโฮมแลนเดอร์และความหมกมุ่นกับน้ำนมของเขาไว้ว่า “ตอนไอ้หมอนี่กระดกน้ำนมไปทั้งถัง ทั้งยังแสดงให้เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดของซีรีส์ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผมว่าเขาไม่ใช่คนมาดแมนชายแท้อะไรเลย เขาเพี้ยนโว้ย ทั้งเพี้ยนทั้งหน้าบาง ไม่รู้ทำไมคนดูบางกลุ่มถึงยังยกยอหมอนี่ได้อยู่อีก”

เช่นเดียวกันกับ Inglourious Basterds (2009) หนังสงครามโลกครั้งที่สองของ เควนติน ทารันติโน ที่เปิดเรื่องด้วย พันเอกลันดา (คริสตอฟ วอลตซ์) นายทหารผู้เลื่องชื่อเรื่องการออกตามล่าชาวยิวมาเข้าค่ายกักกัน ออกเดินทางไปฟาร์มเล็กๆ ของชาวนาในฝรั่งเศส สนทนากับเขาและบรรดาลูกสาวอย่างเป็นมิตร พลางสอดส่องและถามถึง ‘ชาวยิว’ ที่อาจอาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนี้

ฉากเปิดของหนังได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ว่า เป็นหนึ่งในฉากเปิดที่ดีและทรงพลังที่สุด (รวมทั้งการแสดงของ คริสตอฟ วอลตซ์ ที่ส่งให้เขาคว้าออสการ์โดยปราศจากข้อกังขาใดๆ) ลันดาปรากฏตัวอย่างเรียบง่าย สนทนาด้วยภาษาฝรั่งเศส และเอ่ยปากขอ ‘นม’ จากบ้านของชาวไร่มาดื่ม

การดื่มนมของลันดาชวนให้รู้สึกตะขิดตะขวงใจ แม้เขาจะยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นั่นเป็นเพราะคนดูตระหนักรู้แต่แรกว่า เขาคือนาซี กลุ่มการเมืองที่ได้ชื่อว่า สร้างบาดแผลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และการดื่มนมอันเป็นภาพแทนของความบริสุทธิ์ ก็สร้างมวลความรู้สึกย้อนแย้งขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ตัวละครลันดาจะยังไม่ได้แสดงทีท่าคุกคามหรือเป็นภัยต่อใครเลยก็ตาม ‘ภาพ’ ของการเป็นนาซีเลวร้ายโดยตัวมันเอง และย้อนแย้งกับภาพความไร้เดียงสาของนมที่เขาดื่ม

เช่นเดียวกันกับ Get Out (2017) หนังเฮอร์เรอร์ของ จอร์แดน พีล ที่ว่าด้วย คริส (แดเนียล คาลูยา) หนุ่มแอฟริกัน-อเมริกัน ที่ออกเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของ โรส (แอลลิสัน วิลเลียมส์) แฟนสาวผิวขาว ท่ามกลางข่าวคราวการหายตัวของชายหนุ่มผิวดำในละแวกนั้น และดูเผินๆ แล้ว ครอบครัวของโรสก็ดู ‘ปกติ’ ดี หากแต่คริสกลับเริ่มได้กลิ่นความเพี้ยนคลั่งบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มแสนเป็นมิตรเหล่านั้น

Get Out คว้าออสการ์สาขาบทภาพยนตร​์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม โดยหนังสำรวจประเด็นแหลมคมอย่างภาพจำที่คนขาวมีต่อคนดำ ตลอดจนการเหยียดเชื้อชาติที่ฝังลึกอยู่ในวิธีคิดและสายตา นำไปสู่การหนีตายของตัวละครที่กระเสือกกระสนพาชีวิตตัวเองออกจากบ้านน้อยหลังงามของคนขาว โดยหนึ่งในฉากที่ชวนสยดสยองที่สุด คือฉากที่ตัวละครคนขาว กินซีเรียลสีสันสดใสผสมกับนม แต่ที่น่าสนใจคือ เธอแยกเจ้าซีเรียลสีสันสดใสนั้นไว้ในถ้วยหนึ่ง และแยกนมใส่ไว้ในแก้วใบโต

เจน ยามาโตะ นักวิจารณ์หนัง เคยเขียนประเด็นนี้ลงใน Los Angeles Times ว่า นอกเหนือจากเป็นภาพแทนของเด็กและความบริสุทธิ์แล้ว น้ำนมยังเป็นภาพแทนแบบใหม่ของคนขาวในสหรัฐฯ อันเนื่องมาจากแนวคิดที่ว่า คนขาวไม่ค่อยแพ้แล็กโทสในน้ำนมอย่างเชื้อชาติอื่น ทำให้พวกเขา ‘เหนือกว่า’ ไปโดยปริยาย 

อีกเรื่องหนึ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึงนักคือ Benny’s Video (1992) หนังทุนสร้างจากออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์ ของ มิคาเอล ฮาเนเก ว่าด้วย เบนนี (อาร์โน ฟริช) เด็กชายวัย 14 ปีที่หลงใหลกับฟุตเทจความรุนแรงที่ปรากฏในโทรทัศน์ โดยเขาหมกมุ่นอยู่กับการนั่งดูฟุตเทจหมูที่ถูกปืนลมยิงในโรงฆ่าสัตว์ และวันหนึ่งที่พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน เบนนีก็ชวนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมานั่งดูฟุตเทจประหลาดด้วยกัน ก่อนที่เขาจะควักปืนลมนั้นออกมายิงเธอเสียชีวิต และโดยปราศจากอาการตกใจหรือเสียขวัญ เขาก็ยัดศพเธอไว้ในตู้ ออกจากห้องลงมาหาอาหารกิน และหนึ่งในสิ่งที่เขาบริโภคในเวลานั้นคือน้ำนม

สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าชวนขนลุกที่สุด ไม่ใช่แค่ความแปร่งประหลาดของตัวละคร หากแต่เป็นเรื่องที่ว่า คนดูเองก็ไม่เข้าใจว่าอะไรผลักให้เขากระทำความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเช่นนั้น ทั้งมันยังเต็มไปด้วยความอำมหิต เพราะเขาตั้งใจยิงซ้ำโดยสีหน้าแทบไม่เปลี่ยน ทุกสิ่งที่เบนนีกระทำในห้องนอน ล้วนแต่ผิดปกติจากความเป็นเด็กที่เราเข้าใจทั้งสิ้น 

กระทั่งเมื่อเขาลงมาที่ห้องครัว กวาดสายตามองหาอาหารในตู้เย็น ก่อนจะคว้านมขึ้นมาดื่ม นับเป็นการกระชากคนดูกลับมาสู่ข้อเท็จจริงที่ว่า เบนนียังเป็นเด็ก เขาทำอาหารไม่เป็น เขาจึงต้องดื่มนม ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่แก้หิวเขาได้ และนี่เองที่ชวนขนลุกเสียยิ่งกว่าอะไร เพราะมันขัดแย้งกับการกระทำอันแสนจะไม่เป็นเด็กเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วของเขาเหลือเกิน

Benny’s Video คือหนังที่ฮาเนเกวิพากษ์ความรุนแรงของสื่อ และการที่เยาวชนเสพเนื้อหาแห่งความรุนแรงเหล่านั้น และน้ำนมก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการฉายภาพ ‘ความเยาว์วัย’ ของตัวละคร ในโลกแห่งการทำลายล้างและความรุนแรงที่รายล้อมอยู่รอบตัวเขา

Tags: , , , , , , , ,