“คือว่า คริสเขาโทรศัพท์มาหาผมอะนะ แล้วถามว่า ตอนนี้รูปร่างนายเป็นไงบ้าง ผมก็ตอบไปว่า เอ่อ ก็ไม่ได้ฟิตเท่าไรครับ ก็แหม ตอนนั้นผมตัดหนังอยู่นี่หว่า นั่งรากงอกทั้งวัน
“คริสเลยบอกว่า งั้นนายอาจต้องรีบฟิตหุ่นสักหน่อยล่ะ ผมเลยถามเขากลับว่าทำไม ตอนนั้นแหละที่เขาบอกเรื่อง อะกาเมมนอน ให้ผมฟัง”
The Odyssey (2026) ภาพยนตร์ลำดับล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เล่ามหากาพย์การเดินทางของ โอดิสซีอุส (แมตต์ เดมอน) กษัตริย์แห่งเมืองอิธากา ผู้พยายามหาทางกลับบ้านหลังไปออกรบที่กรุงทรอย โดยเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เขาต้องออกเดินทางไปรบ คือคำสั่งของ อะกาเมมนอน กษัตริย์เมืองไมซีนี ที่เป็นเสมือนหัวเรือใหญ่ของกองกำลังพันธมิตรกรีกเพื่อรบกับชาวทรอย
อะกาเมมนอนของโนแลนรับบทโดย เบนนี ซาฟดี คนทำหนังที่หลายๆ คนรักจาก The Smashing Machine (2025) และ Good Time (2017) หนังเรื่องก่อนหน้าที่เขาร่วมแสดงและกำกับร่วมกับ จอช ซาฟดี พี่ชายแท้ๆ ซึ่งเพิ่งแยกไปกำกับหนังของตัวเองอย่าง Marty Supreme (2025) เช่นกัน
สองพี่น้องเติบโตในครอบครัวชาวยิวที่มหานครนิวยอร์ก (จึงไม่แปลกที่หนังของทั้งคู่มักสำรวจความโกลาหลและพลุกพล่านที่เกิดขึ้นกลางเมือง) จอชซึ่งเป็นพี่ชายเริ่มทำหนังสั้นก่อน และตั้งหลักอย่างดีด้วย Lethargy (2002) หนังสั้นความยาว 8 นาทีที่เขากำกับร่วมกับเพื่อน ว่าด้วยนักบำบัดด้วยสัตว์ รับบทโดย โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (!!)
ขณะที่เบนนีซึ่งเป็นน้องชาย มักเป็นนักแสดงหรือเป็นโปรดิวเซอร์ในหนังสั้นเรื่องแรกๆ ของพี่มากกว่าจะกำกับเอง โดยเขาร่วมกำกับหนังกับพี่ชายเป็นครั้งแรกในเรื่อง Daddy Longlegs (2009) หนังซึ่งเข้าฉายที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ เล่าเรื่องชีวิตวายป่วงของคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่ง ที่พยายามดูแลลูกๆ อย่างสุดความสามารถ ท่ามกลางชีวิตอันแสนโกลาหล และหลักใหญ่ใจความแล้ว มันคือหนังที่สองพี่น้องซาฟดีดัดแปลงอย่างหลวมๆ มาจากเรื่องราวของพ่อตัวเอง หลังหย่าขาดจากแม่ และร่วมเลี้ยงดูพวกเขาในนิวยอร์ก
ทั้งนี้ เบนนีคือคนที่ออกกล้องบ่อยกว่าพี่ชาย เขารับบทนำใน Good Time (2017) หนังที่เขากำกับร่วมกับจอช และอาจพูดได้ว่า เป็นหนังยาวเรื่องแรกที่เขาต้องรับบทนำ โดยเขารับบทเป็น นิก ชายที่มีอาการทางสมองอ่อนๆ และออกปล้นธนาคารด้วยกันกับ คอนนี (โรเบิร์ต แพตทินสัน ซึ่งร่วมแสดงใน The Odyssey กับเบนนี แต่ไม่ได้ร่วมฉากกันเลย) ก่อนที่นิกจะถูกตำรวจจับ ทำให้พี่ชายของเขาต้องวิ่งวุ่นหาทางพาน้องชายออกจากคุก
“หนังเล่าผ่านสายตาของคอนนี เขาก็พยายามทำทุกทางที่จะพาน้องชายออกจากคุกน่ะแหละ” เบนนีบอก “แต่เขาก็เป็นคนที่ทำให้น้องชายต้องตกอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย มันเลยเหมือนตัวละครพยายามแก้ไขสิ่งที่ตัวเองทำผิดไปให้ถูกต้อง แต่ระหว่างทาง ดันทำผิดไปเรื่อยๆ นี่สิ”
เพื่อจะรับบทเป็นนิก สองพี่น้องซาฟดี โดยเฉพาะเบนนี ต้องทำการบ้านเกี่ยวกับเงื่อนไขและอาการของตัวละครอย่างหนัก “เราเขียนเส้นเรื่องปูมหลังของตัวละครยาวเหยียด เพื่อให้จินตนาการได้ว่า เขาจะทำอะไร หรือถ้าเจอสถานการณ์ต่างๆ แล้ว เขาจะตอบสนองแบบไหน” เบนนีบอก “เราพยายามแคสต์คนที่มีอาการเหล่านี้มาแสดง ซึ่งเราเจอคนเก่งๆ เยอะมากเลย แต่พอถึงจุดที่ต้องแสดงแล้วมันก็ยากอยู่ แถมยังอาจทำให้หลายคนรู้สึกกระอักกระอ่วนด้วยซ้ำ
“ผมเลยคิดขึ้นมาได้ว่า ผมรู้จักตัวละครนี้ดีนี่หว่า และอาจแสดงเป็นเขาได้ เพราะผมเองก็รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครนี้ไม่น้อย รู้สึกเคารพตัวละครนิก เพราะเขาเองก็มาจากเนื้อในตัวผมเหมือนกัน”
ตัวหนังทำเงินไปไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ราว 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 133.78 ล้านบาท) จากทุนสร้างเพียง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 66.86 ล้านบาท) และเปิดโอกาสให้สองพี่น้องกลายเป็นจุดสนใจของสตูดิโอทำหนังมากมาย จึงตามมาด้วย Uncut Gems (2019) หนังทุนสร้าง 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 635 ล้านบาท) ว่าด้วยพ่อค้าอัญมณี (อดัม แซนด์เลอร์) ซึ่งชีวิตวายป่วงสุดขีดเนื่องจากติดหนี้พนัน เขาจึงต้องทำทุกทางเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ดังกล่าว และนั่นย่อมหมายถึง การวิ่งเข้าหาความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ร่ำไป
สองพี่น้องยังทำหนังด้วยกันอยู่ก็จริง แต่เบนนีเริ่มขยับไปสายงานแสดงมากขึ้น อันจะเห็นได้จากการที่เขากระโจนไปรับบท โจเอล วอชส์ นักการเมืองหนุ่มที่มีตัวตนจริง และลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีใน Licorice Pizza (2021) หนังของ พอล โทมัส แอนเดอร์สัน ที่นักวิจารณ์หลายคนมองว่าเป็นหนังพักใจหน้าตาน่ารักที่แอนเดอร์สัน ‘ผ่อนคันเร่ง’ งานกำกับของเขาลง
เบนนีไม่ได้เจอวอชส์ตัวจริงกระทั่งหนังถ่ายทำเสร็จสิ้นและออกฉายในนิวยอร์ก กระนั้นเขาก็ปั้นตัวละครขึ้นมาจากข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบทความ ฟุตเทจที่แอนเดอร์สันหามาให้ โดยตั้งใจจะไม่ให้กลายเป็นการแสดงที่ ‘สวมรอย’ เป็นวอชส์เต็มตัว “ผมพยายามเป็นตัวละครที่มีแรงขับเคลื่อนเดียวกับวอชส์มากกว่า คือเป็นคนหนุ่มที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงในเมืองใหญ่ ซึ่งสำหรับผมแล้ว แค่มีแรงขับเคลื่อนแบบนี้มันก็น่าสนใจเป็นบ้าแล้ว!”
จะว่าไป เส้นทางการเป็นนักแสดงของเบนนีก็น่าสนใจ เพราะดูเหมือนเขาจะเลือกอยู่ในหนังของผู้กำกับชื่อดังหรือน่าจับตาเสมอ ถัดจากแอนเดอร์สัน เขาไปปรากฏตัวใน Stars at Noon (2022) กำกับโดย แคลร์ เดอนีส์ คนทำหนังชาวฝรั่งเศส ตามมาด้วยบทนักวิทยาศาสตร์ใน Oppenheimer (2023) อันเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างเขากับโนแลน (และภาพที่เขาทาครีมกันแดดจนหน้าวอกก็กลายเป็นมีมอยู่พักหนึ่ง)
อย่างไรก็ดี เส้นทางของสองพี่น้องซาฟดีเริ่มชัดเจนมากขึ้น (โดยมีข่าวลือเล็กๆ ว่าทั้งสองมีปากเสียงกันพอสมควร อ้างอิงจากเว็บไซต์ Rolling Stone ที่ระบุว่า ทั้งสองทะเลาะกันในกองถ่าย แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกัน) โดยทั้งสองแยกกันไปทำหนังของตัวเอง ซึ่งออกฉายในปีเดียวกัน ขณะที่คนพี่มี Marty Supreme (2025) คนน้องก็ทำ The Smashing Machine (2025) ดัดแปลงจากชีวิตจริงของ มาร์ก เคอร์ (ดเวย์น จอห์นสัน และการแสดงที่ถูกพูดถึงว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขา) นักสู้ MMA ที่ดิ้นรนหาทางกลับมายืนหยัดบนสังเวียนอีกครั้ง ท่ามกลางปัญหาเรื่องการใช้ยาเสพติดและความสัมพันธ์อันเปราะบาง
หนังอาจจะขาดทุน แต่มันก็ส่งจอห์นสันเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ประเภทดราม่า และตัวหนังยังเข้าชิงรางวัลสิงโตทองคำในเทศกาลหนังเวนิส ขณะที่เบนนีคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม
“ผมเองเคยต่อยมวยมาบ้างน่ะ เหมือนมีสักครั้งต้องไปรับบทเป็นนักมวยในหนังสักเรื่องนี่แหละ” เบนนีบอก “การได้ไปซ้อมมวยทำให้ผมเห็นว่านักมวยเขาใกล้ชิดกันมากแค่ไหน คือเวลาคุณไปยิมมวย คุณคงไม่ได้จินตนาการถึงความรักหรืออะไรทำนองนั้นหรอกใช่ไหมล่ะ เพราะมันเต็มไปด้วยฮอร์โมนเพศชายและความรุนแรง แต่ถ้าคุณเข้าไปในยิมมวยแล้วเรียนรู้จากคนรอบตัว คุณจะพบว่าทุกคนยินดีแบ่งปันความรู้ให้คุณหมดเลยนะ และถ้าคุณยังกลับมาที่ยิมทุกวัน แสดงให้พวกเขาเห็นว่าคุณทุ่มเท คุณก็จะกลายเป็นที่รักของคนในยิมไปเลย และนี่แหละคือสิ่งที่สุดยอดสุดๆ ยิ่งทำให้เราอยากกลับไปเรื่อยๆ ซึ่งสำหรับผม มันเหมือนอาการเสพติดเล็กๆ เลย”
เบนนีกลับมาร่วมงานกับโนแลนอีกครั้งใน The Odyssey ในบทอะกาเมมนอน กษัตริย์ที่แม้จะปรากฏตัวไม่มากนัก แต่กลับเต็มไปด้วยภาพจำ ในฐานะชายที่มีบทบาทในการบดขยี้กรุงทรอยจนราบเป็นหน้ากลอง โดยหนังจงใจไม่ถ่ายให้เห็นใบหน้าเขา อะกาเมมนอนปรากฏตัวในชุดเกราะหนาหนักเกือบทุกครั้ง ภาระหนักจึงตกอยู่ที่เบนนี ซึ่งต้องถ่ายทอดการเป็นกษัตริย์ที่เป็นต้นทางในการผลักสงครามไปสู่การล้างบาง โดยไม่แสดงออกทางสีหน้า
การแสดงออกผ่านภาษากายเป็นหลัก และต้องทำให้ภาพจำของตัวละครดูยิ่งใหญ่ คุกคามผู้คน เป็นเหตุให้โนแลนถามเบนนีถึงสภาพร่างกายของเขาตั้งแต่ก่อนถ่ายทำ “เวลาอะกาเมมนอนหมุนตัว เขาไม่ได้หมุนแค่หัวนะ แต่หันไปทั้งตัวเลย” เบนนีบอก “นั่นเพราะว่าทุกอย่างต้องดูแข็งแกร่ง เข้มแข็งน่ะสิ แต่ลองนึกภาพว่าคุณหันตัวแบบเขาเวลามีคนมาคุยกับคุณ มันจะดูคุกคาม ก้าวร้าวเป็นบ้าเลยใช่มั้ยล่ะ
“แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นการเคลื่อนไหวที่บอกว่าคุณแกร่ง มั่นใจกว่าคนอื่นๆ ยังไงล่ะ”
“ผมว่ามันคือเรื่องการถืออำนาจ การวางตัวอยู่เหนือผู้อื่น ซึ่งสำหรับอะกาเมมนอนแล้ว เขาวางตัวแบบนั้นแค่กับคนตัวเล็กตัวน้อยกว่าเขาน่ะ”
และโปรเจกต์ถัดไปของเบนนีคือ การหวนกลับไปกำกับอีกครั้งในชื่อ Lizard Music ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ แดเนียล พิงก์วอเตอร์ ที่ตีพิมพ์ในปี 1976 เล่าเรื่องของเด็กชายผู้โดดเดี่ยว ซึ่งบังเอิญไปเจอรายการดนตรีประหลาดๆ ในช่วงกลางดึก และพาเขาไปรู้จักกับชายชราที่มีไก่เป็นทั้งสัตว์เลี้ยงและเพื่อนสนิท จนก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น หนังนำแสดงโดยดเวย์น จอห์นสัน ที่กลับมาร่วมงานกับเบนนีอีกครั้ง เรจินา ฮอลล์ และอลิเซีย ซิลเวอร์สโตน
Tags: Good Time, Licorice Pizza, The Smashing Machine, ภาพยนตร์, People Also Watch, The Odyssey, เบนนี ซาฟดี, Benny Safdie, Daddy Longlegs




