จบไปแล้วอย่างเป็นทางการกับการเลือกตั้ง ปี 2569 ซึ่งพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงและจำนวน สส.มากที่สุดคือ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล
ภายหลังจากที่ทราบคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ อนุทินก็แถลงถึงชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้ว่า “ชัยชนะของภูมิใจไทยในวันนี้ คือชัยชนะของพี่น้องชาวไทยทุกคน ไม่ว่าท่านจะลงคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ได้ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ณ วันนี้พรรคภูมิใจไทยถือว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน คือคนที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องทำงานรับใช้อย่างสุดกำลังความสามารถ…”
แต่มันจะเป็นอย่างนั้นหรือ? โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายทางเพศ (Gender Diversity)
เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอนุรักษนิยม (ที่อาจไปถึงขั้นพรรคชาตินิยม) ซึ่งแน่นอนว่าแนวคิดทางการเมืองลักษณะดังกล่าวนั้น ไม่สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าด้วยความหลากหลายทางเพศ
แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะเห็นชอบกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ในการหาเสียงครั้งนี้กลับไม่ปรากฏเรื่องของความหลากหลายทางเพศเลย แล้วอย่างนี้จะถือว่ารัฐบาลภูมิใจไทยภายใต้การนำของอนุทินจะทำงานเพื่อคนไทยทุกคนหรือไม่ หรือคนไทยทุกคนที่ว่านั้น อาจไม่ได้หมายรวมถึงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+)
เพราะเมื่อย้อนกลับไปยังวันแถลงนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมี 4 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ ซึ่งด้านที่น่าจะมีประเด็นความหลากหลายทางเพศ ก็คงต้องเป็นด้านสังคม แต่กลับไม่ได้มีการกล่าวถึงของความหลากหลายทางเพศแต่อย่างใด
หรือแม้แต่การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ว่าด้วยประเด็นและนโยบายด้านเพศสภาวะ (Gender) รวมถึงความหลากหลายทางเพศ ก็ไม่ได้ปรากฏถึงการมีส่วนร่วม อย่างงาน ‘เลือกแล้วเปลี่ยน (มั้ย)-สแกนนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของการเมือง’ ที่จัดขึ้นโดยเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วยภาคี 16 องค์กร โดยมีพรรคการเมืองเข้าร่วมถึง 10 พรรคด้วยกัน แต่กลับไม่มีพรรคภูมิใจไทย ซึ่งอาจทำให้พรรคภูมิใจไทยพลาดการรับฟังสภาพปัญหาและประสบการณ์ตรงจากนักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย และเครือข่ายภาคประชาชนไป
แน่นอนว่าการไม่มีนโยบายหรือการไม่เข้าร่วมกิจกรรม อาจไม่ได้หมายถึงการไม่เห็นด้วย แต่มักสะท้อนถึงการไม่มองเห็นถึงเพศสภาวะ (Gender Invisibility) ซึ่งมันช่างสอดคล้องกับทัศนะของกลุ่มอนุรักษนิยมเสียเหลือเกิน
‘ทนได้แต่ไม่ยอมรับ’ เป็นสภาวะและทัศนะที่สังคมไทยในกลุ่มอนุรักษนิยม มีต่อความหลากหลายทางเพศ เมื่อพูดถึงสิทธิต่างๆ หรือการสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่จำกัดสิทธิในเชิงโครงสร้าง อันเป็นการไม่ยอมรับในบริบทความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่เป็นผลจากกลุ่มอนุรักษนิยม ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากในสังคมไทยที่ยังคงยึดติดอยู่กับกรอบทางสังคมวัฒนธรรมชายหญิง (Heteronormativity)
แม้ในวันนี้จะยังไม่มีนโยบายที่ส่งเสริม สนับสนุน หรือแม้แต่การคืนสิทธิให้กับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบ
เพราะเมื่อแนวคิดอนุรักษนิยมกลับมามีอำนาจทางการเมือง การจะผลักดันนโยบายและกฎหมายที่ว่าด้วยความหลากหลายทางเพศ ก็อาจเป็นได้ยากขึ้น เพราะสิ่งหนึ่งที่มักตามมากับพรรคการเมืองอนุรักษนิยม คือนโยบายอนุรักษนิยมทางเพศ (Sexual Conservatism) ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม ทั้งทางตรงและทางอ้อม
กล่าวคือ นโยบายอนุรักษนิยมทางเพศจะส่งผลเชิงลบต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น การลบตัวตนทางเพศและการลิดรอนสิทธิต่างๆ ตลอดจน ผลลัพธ์เชิงลบทางอ้อมอย่างการสื่อสารและการตัดสินผ่านกรอบทางสังคมวัฒนธรรมชายหญิง (Heteronormative Gaze) ที่นำไปสู่ความกลัวหรือความเกลียดชังต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Homophobia) ของสังคม
ปรากฏการณ์ข้างต้นไม่ได้เป็นเพียงความน่าจะเป็น แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา การได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่มีนโยบายอนุรักษนิยมทางเพศแบบสุดโต่ง ไม่เพียงกำหนดนโยบายใหม่ แต่ยังมีการแก้ไขนโยบายและกฎหมายเก่า เช่น การลงนามในคำสั่งพิเศษ (Executive Order) เพื่อกำหนดให้รัฐบาลกลางยอมรับเพียงเพศทางชีววิทยา (Biological Sex) หรือชายและหญิงเท่านั้น ไปจนถึงการสั่งตัดงบวิจัยด้านสุขภาพของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่จะช่วยในการรองรับเพศสภาพ (Gender Affirming Care)
นอกจากนี้ยังมีการให้สัมภาษณ์อีกมากมาย ที่สนับสนุนนโยบายอนุรักษนิยมทางเพศ ซึ่งเป็นเหมือนใบเบิกทางที่ทำให้รัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ เริ่มมีร่างกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านคนข้ามเพศ (Transgender) อีกทั้งยังเป็นใบเบิกทางให้คนในสังคมสามารถแสดงความเห็นถึงความเกลียดชัง (Hate Speech) ได้อย่างเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นอคติทางเพศ (Gender Bias) หรืออคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศ (Transgender Prejudice) ซึ่งเป็นผลกระทบเชิงจิตวิทยาสังคม โดยเฉพาะในประเทศที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม ทั้งในเชิงศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งนั่นหมายความถึง ‘ประเทศไทย’ ได้เช่นกัน
เพราะเมื่อกล่าวถึงเรื่องเพศสภาวะ รัฐไทยก็มีความพยายามในการขับเคลื่อนกฎหมาย และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศและความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายคำนำหน้านาม กฎหมายการปราบปรามการค้าประเวณี และกฎหมายการห้ามเลือกปฏิบัติ ที่อาจคาดการณ์ได้ว่า ร่างกฎหมายต่างๆ อาจจบลงที่ ‘การไม่รับหลักการ’ หรือการโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ ของฝ่ายค้าน และภาคประชาชนที่นำเสนอนโยบายเสรีนิยมทางเพศ (Sexual Liberalism)
ทั้งนี้นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ยังมีประเทศอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร ฮังการี บัลแกเรีย อิตาลี เยอรมนี และตรินิแดดและโตเบโก ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์หันขวา หรือชัยชนะของกลุ่มอนุรักษนิยมหลายประเทศทั่วโลก ที่ส่งผลไปสู่นโยบายอนุรักษนิยมทางเพศ และจิตวิทยาสังคมในลักษณะต่อต้าน หรือกลัวต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ปรากฏการณ์หันขวา นโยบายอนุรักษนิยมทางเพศ และจิตวิทยาสังคมในลักษณะต่อต้านความหลากหลายทางเพศ
นอกจากจะส่งผลกระทบเชิงลบที่หยั่งรากลึกในสังคมแล้ว ยังเป็นปรากฏการณ์โดมิโนที่แผ่ขยายในหลายมิติ ทั้งเชิงนโยบาย เชิงจิตวิทยาสังคม โดยเฉพาะในแง่ของการจำกัดสิทธิ และโอกาสของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงการถดถอยของระบบการสนับสนุนด้านสุขภาพและสิทธิมนุษยชน
ย้อนกลับมาที่พรรคภูมิใจไทย การกล่าวถึง ‘คนไทยทุกคน’ ที่ว่าอาจเป็นการกล่าวถึงในลักษณะรวมหมู่ (Collective) ซึ่งพรรคมักจะออกแบบนโยบายเพื่อคนจำนวนมากในสังคม เช่น คนละครึ่งพลัสและการศึกษาพลัส ที่กลับกลายเป็นการไม่ได้มองเห็นถึงเพดานแก้วที่สังคมมีต่อคนกลุ่มน้อย
ด้วยพลวัตทางการเมือง (Political Dynamics) ที่ผู้กุมอำนาจรัฐคือพรรคการเมืองอนุรักษนิยม จึงอาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลุ่มคนชายขอบ และกลุ่มผู้มีความเปราะบางทางสังคม จะกังวลถึงชีวิตและคุณค่าความเป็นคนของตนที่อาจหดหายไป จากการไม่ถูกยอมรับ หรือไม่ถูกมองเห็น เพราะนโยบายของพรรครัฐบาล ไม่ได้นับรวมเป็นฐานเสียงเลย
ภายหลังชัยชนะของพรรคการเมืองอนุรักษนิยม ความหลากหลายทางเพศจึงไม่ใช่เพียงประเด็นเฉพาะกลุ่ม แต่กลายเป็นคำถามถึงทิศทางอนาคตของสังคมไทยว่า รัฐนั้นจินตนาการถึง ‘คนไทย’ รูปแบบไหน เพราะเมื่อแนวคิดอนุรักษนิยมทางเพศ อาจถูกหยิบยืมจากชาติมหาอำนาจมาใช้งาน อันอาจอ้างความชอบธรรม และความเป็นระเบียบของชาติ
ความหลากหลายทางเพศอาจถูกทำให้เป็นเพียงสิ่งที่ดำรงอยู่ได้ แต่ไม่เคยถูกออกแบบให้มีชีวิตอย่างมีคุณภาพ จากการที่ไม่แม้แต่จะมีการกล่าวถึงในนโยบาย ไปจนถึงการไม่รับฟัง และไม่มองเห็นความแตกต่าง
การกระทำเช่นนี้ ไม่ใช่การวางตัวเป็นกลาง แต่เป็นการเลือกข้างอย่างเงียบๆ
และคำถามสุดท้ายที่อาจต้องเผชิญคือ ความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย ภายใต้รัฐบาลอนุรักษนิยม จะหลงเหลือไว้เพียงความแตกต่างที่รัฐและสังคม ต่างยอมทนได้ แต่ไม่เคยยอมรับอย่างแท้จริงหรือไม่
ที่มา:
– พิมลพรรณ อิศรภักดี. (2558). ต่างวัยต่างทัศนะต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย. ประชากรและสังคม 2558. 45-63.
– https://www.facebook.com/share/p/1GWGLK3hdC/
– https://policywatch.thaipbs.or.th/article/legal-29
– https://www.ryt9.com/s/iq02/12776309
– https://theactive.thaipbs.or.th/news/gender-sexuality-20260204
– https://themomentum.co/gender-lgbtq-right/
Tags: Gender, กฎหมาย, ความหลากหลายทางเพศ, LGBTQIA+



