อีกไม่กี่วันข้างหน้า ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ กำลังจะมีอายุ 3 เดือนพอดี หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

รัฐบาลนี้แม้จะมีความเข้มแข็งทั้งในเชิง ‘คณิตศาสตร์การเมือง’ ในรัฐสภา หรือได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจที่มองไม่เห็น

ทว่าด้วยปัจจัยจากโลกภายนอก เช่น วิกฤตสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนปัจจัยทางการเมืองภายในของประเทศที่ประดังประเดเข้ามา ทำให้รัฐบาลอนุทิน 2 ถือว่ามีช่วงเวลา ‘Honeymoon Period’ ที่สั้น หรือแทบจะไม่มีเลยทีเดียว

ข้อมูลหนึ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนคือ ผลสำรวจของโพลพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เป็นเหตุให้ต้นทุนราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของประชาชนปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยระบุว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 82.1 ไม่ค่อยมีความเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่นเลยว่า รัฐบาลอนุทิน 2 จะรับมือภาระเศรษฐกิจได้

และตลอดการบริหารราชการแผ่นดินของอนุทิน 3 เดือนที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตกอยู่ในสภาพที่เข็นผลงานไม่ขึ้น มีเพียงแต่โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่เดินหน้าได้สำเร็จ เพราะการออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้พรรคฝ่ายค้านดาหน้าออกมาตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของโครงการ รวมถึงวิธีการได้มาซึ่งงบประมาณ เนื่องจากรัฐจำเป็นต้องกู้เงินมาดำเนินการ และการกู้นี้อาจไม่เข้าข่ายวิกฤตเร่งด่วน

ด้านอนุทินในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ก็เพิ่งออกมาพูดถึงการประเมินผลการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละราย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ยืนยันว่า การประเมินผลของตนนั้นจะไม่ใช่ KPI แต่จะใช้ API หรือ Anutin PI เป็นตัวประเมินผลงาน ซึ่งตนยังไม่ได้มีการวางกรอบด้านเวลาไว้ แต่หากรัฐมนตรีสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองก็ต้องพิจารณาแก้ไขทันที

และเนื่องจากประเทศไทยกำลังจะก้าวไปสู่ 100 วันภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของอนุทินนั้นเอง The Momentum จึงอยากชวนผู้อ่านสำรวจเรื่องใหญ่ๆ ที่รัฐบาลนี้ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงเรื่องสำคัญที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำหรือดำเนินการ

เรื่องใหญ่ๆ ที่ทำไปแล้ว

 1. เดินหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ได้สำเร็จ

สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัสนั้น ไม่ใช่โครงการใหม่แต่อย่างใด หากแต่เป็นการหยิบยกเอานโยบาย ‘คนละครึ่ง’ ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาปัดฝุ่นและเพิ่มสัดส่วนการช่วยจ่ายของรัฐบาลจากเดิม 50:50 เป็น 60:40 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของประชาชน

ภาพในทางการเมือง แม้รัฐบาลจะเข็นมาตรการนี้ออกมาได้ ท่ามกลางการตั้งคำถามจากพรรคฝ่ายค้านถึงที่มาของงบประมาณของโครงการ จนนำไปสู่การนำเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งจะนัดวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไทยช่วยไทย พลัสก็เป็นหนึ่งในนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันสำเร็จตามที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา หรือที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้งทั่วไปว่า “พูดแล้วทำพลัส”

แม้นโยบายที่ออกมาของรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ทำให้เม็ดเงินกระจายไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ทว่ากลับมีข้อกังวลจาก ศาสตราจารย์อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ออกมาชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันพื้นที่ทางการคลังของประเทศเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ท่ามกลางวิกฤตที่รัฐต้องแบกรับภาระจากสังคมผู้สูงอายุ

นอกจากนั้น นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ยังตั้งข้อสังเกตของนโยบายไทยช่วยไทย พลัสด้วยว่า เป็นปรากฏการณ์ ‘ย้ายที่ซื้อ’ มากกว่า ‘การใช้จ่ายใหม่’ กล่าวคือ การซื้อขายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากจำนวนคนที่ออกมาใช้เงินมากขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนร้านค้าเสียมากกว่า จากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เป็นร้านที่เข้าร่วมแทน

นั่นจึงทำให้ค่าประสิทธิผลต่อการใช้จ่าย (Marginal Propensity to Consume: MPC) อยู่ราว 0.4 หมายความว่า รัฐอุดหนุน 1 บาท เกิดการใช้จ่ายใหม่เพียง 40 สตางค์เท่านั้น

ดังนั้น ในมุมมองของอธิภัทรมองว่า หากเป้าหมายของรัฐบาลคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ โจทย์ที่สำคัญคือการออกแบบโครงการที่ก่อให้เกิดการใช้จ่ายจริงมากกว่า ‘ย้ายที่ซื้อ’ หรือดึงเอาการใช้จ่ายในอนาคตมาใช้

 2. ยกเลิก MOU44 และใช้ UNCLOS 1982 แก้ปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา

หนึ่งในเหตุผลที่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ สามารถคว้าชัยในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาจากการขี่กระแสชาตินิยมหลังเกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2568 ไม่ว่าจะด้วยการนำเสนอนโยบายสร้างกำแพงเพื่อปกป้องชายแดน รวมถึงการไม่เปิดด่านค้าขายและการหยิบเอานโยบาย ‘ยกเลิก​ MOU44’ มาเป็นนโยบายหลักของพรรค

และหลังจากคว้าชัยชนะมาได้แล้ว เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ.2544 (MOU44) ที่ได้ลงนามในสมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร โดยให้ใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ที่เป็นมาตรฐานสากล มาเป็นเครื่องมือหลักในการเจรจาแก้ไขแทน

โดยเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การยกเลิก MOU44 นั้นเนื่องจากว่า การเจรจาแบ่งเขตทางทะเลระหว่าง 2 ประเทศนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธที่จะเจรจาในเรื่องดังกล่าว หากแต่มีจุดยืนที่จะหารือเฉพาะเรื่องการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อน (Overlapping Claims Area: OCA) เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ (PBIC) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังการยกเลิก MOU44 บน Facebook ส่วนตัวไว้ว่า การยกเลิกจะส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในการทำสัญญาระหว่างประเทศกับประเทศคู่สัญญา 

ในมุมของอดีตคณบดี PBIC ยังมองด้วยว่า ตามบทบัญญัติของ UNCLOS 1982 ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเสียสิทธิอธิปไตย (Sovereign Rights) ในพื้นที่พัฒนาร่วมตาม MOU44 จากที่ประเทศไทยเคยมีโอกาสในการหาประโยชน์ ก็จะต้องโดนข้อบัญญัติของ UNCLOS 1982 ให้ยอมรับการกำหนดเขตทางทะเลจาก ‘คนอื่น’ แทนที่ไทยจะได้เป็นผู้กำหนดเกมระหว่างรัฐชายฝั่งด้วยกัน

 3. ประกาศให้เรื่อง ‘พลังงาน’ เป็นวาระแห่งชาติ

หลังประเทศไทยประสบกับเหตุการณ์ที่ ‘ราคาพลังงาน’ ผันผวน-ปรับตัวสูงขึ้นจากวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลมีมติเห็นชอบในหลักการ ‘วาระแห่งชาติด้านพลังงาน’ ที่กระทรวงพลังงานเสนอ โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการวางรากฐานโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

โดยในช่วงแรก รัฐบาลได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าจากการพิจารณาอัตราค่าใช้ไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก โดยปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได โดย 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมสั่งชะลอและทบทวนอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได หลังถูกกระแสคัดค้านเป็นจำนวนมาก จากกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ขณะเดียวกันตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลกู้เงินออกมาเพื่อใช้รับมือกับวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยแบ่งลักษณะการใช้เงินออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ 1. บรรเทาผลกระทบ และ ‘2. เปลี่ยนผ่านพลังงาน’ ของประเทศ เช่น สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

นอกจากนั้น ในยุคที่ประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมจากนักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรม Data Center ที่ต้องการการใช้พลังงานสะอาด 100% รัฐบาลยังมีนโยบายปรับโครงสร้างตลาดพลังงาน โดยเปิดให้ซื้อขายพลังงานไฟฟ้าระหว่างเอกชน (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) และ Smart Grid ในระยะกลางและระยะยาวของประเทศ

แม้ว่าในระยะเวลา 3 เดือนของรัฐบาลอนุทินจะเดินหน้าทำโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไทยช่วยไทย พลัส หรือการยกเลิก MOU44 ตามที่ให้คำสัญญาไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้ง ทว่ายังมีอยู่อีกหลายเรื่องที่ยังเป็นปม รอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไข ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ

เรื่องใหญ่ๆ ที่ยังทำไม่ได้-ยังไม่ทำ

 1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ยัง ‘คลุมเครือ’

สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยนั่นก็คือ ‘รัฐธรรมนูญ 2560’ มรดกบาปจากยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทำให้หลังจากปี 2566 ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 3 ครั้ง โดย 2 ใน 3 มาจากการที่องค์กรอิสระตีความว่า นายกฯ ไม่มีคุณสมบัติ ไม่ซื่อสัตย์สุจริต จึงปลดออกจากตำแหน่ง 

รวมถึงยังเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยสั่งยุบพรรคการเมือง ทำให้สถาบันพรรคการเมือง รวมถึงภาคประชาชนอ่อนแอในระบอบประชาธิปไตย นั่นจึงทำให้ในประเด็นนี้ มีความพยายามทั้งจากฝ่ายการเมืองและภาคประชาชนที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

แต่อย่างไรก็ตาม หลังการยุบสภาฯ ของอนุทินเมื่อคืนวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้กฎหมายที่ค้างการพิจารณาหลายฉบับต้องหยุดชะงัก รวมถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ด้วย โดยหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป มีรัฐบาลชุดใหญ่นำโดยอนุทินอีกครั้ง รัฐบาลชุดนี้กลับไม่ได้ยืนยันร่างกลับมาให้สภาฯ พิจารณา

ทำให้หลายภาคส่วนต้องยื่นร่างเข้ามาใหม่ตั้งแต่ต้น โดยปัจจุบันมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ทั้งหมด 7 ฉบับ ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 1 ฉบับ พรรคประชาชน 3 ฉบับ พรรคเพื่อไทย 2 ฉบับ และภาคประชาชน 1 ฉบับ

โดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน มีการรายงานข่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่ร่วมหนุนด้วย เนื่องจากเป็นกังวลว่า ที่มาของการได้มาซึ่ง สสร.ของร่างพรรคเพื่อไทยอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องนำร่างดังกล่าวกลับไปทบทวนและปรับแก้ไข

อย่างไรก็ตาม มีการพูดทำนองว่า มี สส.บางส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น ‘ไม่เห็นด้วย’ และยืนยันว่า หลักการในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิมของพรรคเพื่อไทยไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยอยู่แล้ว และไม่เห็นด้วยที่จะต้องทำเพื่อเอาใจพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ในบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวกรุงเทพธุรกิจ วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ความต้องการของพรรคภูมิใจไทยคือ ‘ไม่ต้องการ’ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 แม้จะมีการทำประชามติจากประชาชนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยเกมที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การยื้อเตะถ่วงให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร.นั้นไม่เกิดขึ้น ผ่านการประลองกำลังของ 2 สภา แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยจะผ่านในวาระแรก แต่ในวาระ 3 ฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชนก็อาจโหวตคว่ำ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว อาจไม่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดเลย

 2. ปมรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน

อีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่คาราคาซังมาหลายรัฐบาลตั้งแต่ปี 2562 สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด บริษัทลูกของเครือซีพี เป็นผู้รับสัญญา กลับยังไม่สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ เนื่องจากติดปัญหาแหล่งเงินทุนเข้ามาเริ่มโครงการ

โดยทางฝั่งบริษัท เอเชีย เอรา วันฯ อ้างเหตุผลว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 รวมถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น บริษัทจึงยื่นขอ ‘แก้ไขสัญญา’ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินโดยตรง

จากเดิมที่รูปแบบการลงทุนจะเป็นเอกชนสร้างก่อน จ่ายก่อน และรัฐจ่ายทีหลัง เปลี่ยนมาเป็น ‘สร้างไป จ่ายไป’ ทำให้ในฝั่งรัฐ (ทั้งรัฐบาล-การรถไฟแห่งประเทศไทย) ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขให้เป็นไปตามที่เอกชนต้องการ เพราะกลัวเสี่ยงผิดสัญญาและต้องโทษ

ในเรื่องนี้เอง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันอยู่หลายต่อหลายครั้งว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาในโครงการรถไฟความเร็วสูง และระบุด้วยว่า หากเอกชนทำโครงการต่อไม่ไหว อยากบอกเลิกสัญญา ก็ทำคำเสนอเข้ามาให้พิจารณาได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น เป็นโครงการสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ EEC ที่จะสร้างความสามารถทางการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนได้เป็นจำนวนมาก แต่กลายเป็นว่า โครงการที่เป็นแม่เหล็กของ EEC กลับยังไม่เดินหน้า ทำให้เอกชนหลายรายเร่งจี้ให้โครงการนี้เกิดขึ้นโดยเร็ว

นอกจากนั้น ยังมีเอกชนบางส่วนที่เดินหน้าโครงการพัฒนาไปก่อนแล้ว อย่างที่บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เดินหน้าโครงการเมืองการบินในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาไปแล้ว โดยไม่รอให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเกิดก่อน

 3. เคลียร์ปมฮั้วเลือก สว.

อีกประเด็นที่เป็นกล่องดวงใจของระบอบสีน้ำเงินคือ ‘วุฒิสภา’ ที่ปัจจุบันมีคดีสำคัญคือ ‘ฮั้ว สว.’ ที่คณะกรรมการร่วมระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้กล่าวหา สว.ชุดปัจจุบันและแกนนำพรรคภูมิใจไทยรวม 229 รายว่า เข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ทำให้การได้มาซึ่ง สว.นั้นไม่สุจริต เที่ยงธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ทาง กกต.กลับไม่ได้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแต่อย่างใด กลับใช้วิธีการที่ถูกสังคมจับจ้องว่า ‘อาจเป็นการฟอกขาว’ ในคดีนี้ โดยการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 (เรียกสั้นๆ ว่า คณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36) ขึ้นมา เพื่อดำเนินการสืบสวนคดีอีกครั้ง และมีมติออกมาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ด้วยคะแนน 5 ต่อ 2 ว่า ผู้ถูกกล่าวหา 229 รายนั้นไม่มีมูลความผิด

ในเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมจับตามองเป็นพิเศษ เพราะวุฒิสภาชุดล่าสุดถูกมองว่าเป็นเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย จนถูกเรียกว่า ‘สว.สีน้ำเงิน’ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่สำคัญคือ การพิจารณากฎหมายต่อจากสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆ ในองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ 

อ้างอิง:

https://www.thaitv5hd.com/web/content.php?id=64475

https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-116 

https://www.isranews.org/article/isranews-scoop/146924-Cabinet-Push-to-reverse-MOU-44-cancellation-warning-of-outside-influence-report.html 

https://www.facebook.com/share/p/1HNTxwpzwG/?mibextid=wwXIfr

https://www.thaigov.go.th/th/news/163467 

https://www.bangkokbiznews.com/politics/1239176

https://mgronline.com/business/detail/9690000055264

https://themomentum.co/report-thai-senator-election-jun-2026/

Tags: , , , , , , , , , , , , , , ,