ในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ สหรัฐฯ เตรียมจัด ‘การเลือกตั้งกลางเทอม’ (Midterm Elections) การเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองสหรัฐฯ และการเมืองโลกในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
Midterm Elections จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี ในช่วงกึ่งกลางระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยจะเป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งมีหน้าที่เสนอ พิจารณา อภิปราย และลงมติผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ของประเทศ และมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี ทั้งหมด 435 ที่นั่ง
รวมถึงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาเห็นชอบหรือคัดค้านร่างกฎหมายที่มาจากรัฐสภา โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี จำนวน 35 ที่นั่งจาก 100 ที่นั่ง
นอกจากนี้ ในวันที่ 3 พฤศจิกายนยังมีการเลือกตั้งระดับรัฐอีกกว่า 36 รัฐทั่วประเทศ โดยจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในรัฐแคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา จอร์เจีย และมิชิแกน
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมจะเป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถของประธานาธิบดีในการผลักดันนโยบายและขับเคลื่อนวาระทางการเมืองในช่วง 2 ปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้งยังสะท้อนกระแสความนิยมของพรรคการเมือง และอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยประเมินทิศทางการแข่งขันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดไปได้
ปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยในสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันมีที่นั่ง 218 ที่นั่งจาก 435 ที่นั่ง ขณะที่ในวุฒิสภามี 53 ที่นั่งจาก 100 ที่นั่ง ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของพรรคเดโมแครต โดยหากต้องการกลับขึ้นมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 51 ที่นั่ง แต่หากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตได้ 50 ที่นั่งเท่ากัน ในกรณีนี้ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะลงคะแนนชี้ขาดได้ โดยรองประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คนปัจจุบันคือ เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) จากพรรครีพับลิกัน จึงอาจทำให้ฝ่ายรีพับลิกันได้เปรียบในการลงมติ
ทว่าหากพรรคเดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งได้ ก็จะช่วยเพิ่มอำนาจในการกำกับตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลทรัมป์ ท่ามกลางข้อกล่าวหาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐบาลในหลายประเด็น ตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การสร้างห้องจัดเลี้ยงภายในทำเนียบขาว ไปจนถึงการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (U.S. Immigration and Customs Enforcement: ICE) นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังอาจพิจารณาใช้กลไกทางรัฐสภาเพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี (Impeachment) ได้ด้วย
ทั้งนี้ บรรยากาศการเลือกตั้งกลางเทอมเกิดขึ้นท่ามกลางคะแนนนิยมของทรัมป์และพรรครีพับลิกันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานของรัฐบาล โดยข้อมูลล่าสุดจาก NBC News พบว่า ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อทรัมป์มีเพียง 38% ขณะที่คะแนนความไม่พอใจมีมากถึง 60%
ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายแห่งพบว่า แนวโน้มคะแนนนิยมของพรรคเดโมแครตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจ CNN คาดการณ์สัดส่วนที่นั่งของพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสไว้สูงถึง 52% ขณะที่พรรครีพับลิกันมีสัดส่วนที่ 43%
ปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง ค่าครองชีพและค่าที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูง วิกฤตราคาน้ำมันและพลังงาน รวมถึงปัญหาด้านสาธารณสุข ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่จะส่งผลต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้
พรรคเดโมแครตได้ยกประเด็นการขึ้นกำแพงภาษีของทรัมป์มาโจมตีพรรครีพับลิกัน โดยอ้างว่า มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระเรื่องค่าครองชีพให้กับประชาชน
ในทางกลับกัน พรรครีพับลิกันเลือกชูผลการดำเนินนโยบายปราบปรามผู้อพยพเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงครั้งนี้ โดยระบุว่า ทรัมป์ดำเนินการตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ทั้งการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมชายแดน การปราบปรามอาชญากรรม และการจัดการปัญหาผู้อพยพที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับ AI และการออกกฎหมายเพื่อควบคุมและกำกับดูแลเทคโนโลยีดังกล่าว เป็นประเด็นที่ทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเห็นพ้องตรงกัน และหยิบยกมาใช้เป็นประเด็นในการหาเสียง แม้ว่าแนวทางดังกล่าวจะขัดแย้งกับจุดยืนของทรัมป์ก็ตาม
หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก การเมืองโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและพลังงานของโลก ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญต้องชะลอการผลิต และทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้ สว.จากพรรคเดโมแครตพยายามที่จะผลักดันร่างกฎหมายเพื่อยุติสงครามและจำกัดอำนาจของทรัมป์ในการดำเนินปฏิบัติการทางทหาร อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวยังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากจำนวนที่นั่งในสภาของพรรครีพับลิกันที่มีมากกว่า ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา
อย่างไรก็ตาม หากผลการเลือกตั้งกลางเทอมในสัปดาห์หน้าทำให้ดุลอำนาจทั้ง 2 สภาเปลี่ยนแปลง และพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ ก็อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ดังต่อไปนี้
1. ยุติสงครามในอิหร่าน
อย่างที่กล่าวไป การเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกิดขึ้นโดยที่ทรัมป์ไม่ได้ขออนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน ทำให้สมาชิกพรรคเดโมแครตพยายามผลักดันมติและร่างกฎหมายหลายครั้งเพื่อยุติสงคราม แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากเผชิญเสียงค้านจากพรรครีพับลิกัน ทำให้ทรัมป์ยังเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปได้
หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้ ก็อาจเพิ่มอำนาจต่อรองในการตรวจสอบและกดดันรัฐบาลทรัมป์ผ่านกระบวนการพิจารณางบประมาณด้านกลาโหม รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขการใช้งบประมาณ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลทบทวนหรือยุติปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน
2. พิจารณากลับมาสนับสนุนยูเครน
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ตัดสินใจระงับการให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่ยูเครนในสงครามรัสเซีย-ยูเครน อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดีเซลของรัสเซีย และดำเนินการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานของรัสเซียอีกครั้งในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่สมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน
หากพรรคเดโมแครตกลับมาสร้างฐานอำนาจในสภาฯ ได้ อาจทำให้การพิจารณาส่งความช่วยเหลือให้กับยูเครนเกิดขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้พรรคยังมีอำนาจในการจำกัดกิจกรรมอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับรัสเซียเพิ่มเติมอีกด้วย
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เกรกอรี มีกส์ (Gregory Meeks) สส.พรรคเดโมแครต จากนิวยอร์ก อาจขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศแห่งสภาผู้แทนราษฎรอเมริกา (House Foreign Affairs Committee) หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาฯ ได้ โดยมีกส์มีแผนที่จะเสนอร่างกฎหมายเพื่อคัดค้านแนวทางของทรัมป์ในการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซียกลับเข้าสู่ตลาดโลก
3. ตัดความช่วยเหลือทางทหารกับอิสราเอล
สำนักข่าว Reuters ยังระบุว่า ช่วงที่ผ่านมา กลุ่มผู้สนับสนุนอิสราเอลภายในพรรคเดโมแครตมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปฏิบัติการทางทหารของกองทัพอิสราเอลที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง รวมถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่าง เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ตลอดจนพันธมิตรทางการเมืองของอิสราเอล กับพรรครีพับลิกัน
ในกรณีที่พรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากในสภาฯ อาจนำไปสู่การเสนอระงับความช่วยเหลือทางทหารกับอิสราเอลซึ่งอาจมีมูลค่ามากถึง 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.29 แสนล้านบาท) โดยก่อนหน้านี้ สมาชิกพรรคเดโมแครตเกือบครึ่งหนึ่งเคยลงคะแนนสนับสนุนการยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล โดยในจำนวนนี้รวมถึงมีกส์ ซึ่งสนับสนุนให้จำกัดการส่งอาวุธหนัก เช่น ระเบิด ไปยังอิสราเอลด้วย
4. ลดงบทหาร และฟื้นฟูงบช่วยเหลือให้องค์การระหว่างประเทศ
ในปีนี้ รัฐบาลทรัมป์เสนอของบประมาณด้านกลาโหมต่อรัฐสภาในจำนวนที่สูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน คิดเป็นมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 50.5 ล้านล้านบาท) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังสั่งตัดงบประมาณความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่หน่วยงานระหว่างประเทศอีกหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ที่ผ่านมา สมาชิกพรรคเดโมแครตแสดงท่าทีคัดค้านต่อการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า หากพรรคเพิ่มจำนวนที่นั่งในรัฐสภาได้ ก็จะผลักดันการฟื้นฟูงบประมาณความช่วยเหลือระหว่างประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกอีกครั้ง
5. เกิดผลกระทบเชิงลบต่อยุโรปในบางประการ
อย่างไรก็ตาม แคทเธอรีน ฟีสชี (Catherine Fieschi) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองยุโรป ให้ความเห็นกับสำนักข่าว Al Jazeera ไว้ว่า การกลับมาของพรรคเดโมแครตอาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อภูมิภาคยุโรป 2 ประการสำคัญ ได้แก่
ประการแรก หากพรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากได้ อาจส่งผลต่อกระแสความคิดของชาวยุโรปโดยรวม ซึ่งพวกเขาอาจเชื่อว่าชัยชนะเหนือฝ่ายขวาแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยไม่ได้ล่มสลายเสมอไป และสามารถฟื้นตัวผ่านการเลือกตั้งได้
นั่นหมายความว่า ชาวยุโรปอาจกำลังประเมินภัยคุกคามจากฝ่ายขวาต่ำเกินไป ซึ่งฟีสชียกตัวอย่างว่า หากพรรค National Rally พรรคฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศสภายใต้การนำของ มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) ชนะการเลือกตั้งปี 2027 ชาวฝรั่งเศสก็อาจชะล่าใจ และเชื่อว่าอีกไม่นานคงเปลี่ยนขั้วอำนาจได้เหมือนในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Al Jazeera ระบุเพิ่มว่า ธานอส เพลฟริส (Thanos Plevris) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการย้ายถิ่นฐานและการลี้ภัยของกรีซ กลับเชื่อว่า กระแสฝ่ายขวาที่เติบโตในยุโรปไม่ได้มีสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลัก แต่มาจากทัศนคติของชาวยุโรปทั่วภูมิภาคที่มีต่อรัฐบาลของตนเองด้วยเช่นกัน
ประการต่อมา หากพรรครีพับลิกันสูญเสียจำนวนที่นั่งในสภาฯ ทรัมป์อาจเร่งยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนให้เร็วมากขึ้น โดยกดดันให้ยูเครนยอมสละดินแดนบางส่วนให้กับรัสเซีย เพื่อปิดฉากสงครามก่อนที่พรรคเดโมแครตจะรื้อฟื้นนโยบายสนับสนุนยูเครนกลับมาอีกครั้ง
ทั้งนี้ โวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) ประธานาธิบดียูเครน ย้ำมาโดยตลอดว่า แนวทางดังกล่าวอาจนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ที่รุนแรงกว่าเดิม และทำให้รัสเซียรุกคืบเข้าสู่ยุโรปมากขึ้น
วิกตอเรีย วโดวิเชนโก (Victoria Vdovychenko) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงยุโรปจาก Cambridge University ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า ความผันผวนและช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายในสหรัฐฯ อาจเปิดโอกาสให้รัสเซียยกระดับสงครามหลายมิติต่อยูเครนและยุโรปให้รุนแรงยิ่งขึ้น
อนึ่ง นับตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตลอดจนการดำเนินนโยบายที่ละทิ้งระเบียบโลกเดิมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้ความสัมพันธ์และความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปเปลี่ยนแปลงไป
โดยผลสำรวจจากมูลนิธิ Bertelsmann Stiftung ของประเทศเยอรมนี ชี้ให้เห็นว่า มีชาวยุโรปเพียงร้อยละ 31 เท่านั้นที่ยังคงเชื่อว่า สหรัฐฯ เป็น ‘พันธมิตรที่น่าเชื่อถือที่สุด’ สำหรับภูมิภาค ซึ่งลดลงราวร้อยละ 20 จากปี 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่ โจ ไบเดน (Joe Biden) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังดำรงตำแหน่ง และมีผู้ไว้วางใจสูงถึงร้อยละ 51
นอกจากนี้ ข้อมูลผลสำรวจจากสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศแห่งยุโรป (European Council on Foreign Relations: ECFR) ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาพบว่า ความเป็นพันธมิตรที่ชาวยุโรปมีต่อสหรัฐฯ ลดลงจากร้อยละ 22 ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เหลือเพียงร้อยละ 11 ในทุกพื้นที่ของยุโรป ครอบคลุมตั้งแต่ยุโรปตะวันตกไปจนถึงยุโรปตะวันออก
ดังนั้น แม้พรรคเดโมแครตจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า สหรัฐฯ จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นของชาวยุโรปที่มีต่อประเทศให้กลับมาภายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ได้
ที่มา:
– https://www.bbc.com/news/articles/c6wyz223j19po
– https://www.nbcnews.com/politics/2026-elections/midterms
– https://edition.cnn.com/polling/2026-generic-ballot
– https://www.aljazeera.com/news/2026/10/26/us-midterm-elections-2026-in-maps-and-charts
Tags: Democrat, Midterm Election, โดนัลด์ ทรัมป์, Republican, พรรคเดโมแครต, Us, พรรครีพับลิกัน, สหรัฐฯ, เลือกตั้งกลางเทอม




