นับเป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับคนรักการเดินทางไม่น้อย เมื่อรัฐบาลมีแนวคิดที่จะเก็บ ‘ภาษีออกนอกประเทศ’ ที่กำหนดเพดานสูงสุดอยู่ที่ 5,000 บาท สำหรับนักเดินทางทุกสัญชาติที่เดินทางออกนอกประเทศไทย

แม้ว่าล่าสุดวันนี้ (22 ตุลาคม 2569) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะออกมาเปิดเผยว่า ‘ชะลอ’ การจัดเก็บภาษีนี้ออกไปก่อน เนื่องจากต้องพิจารณาเศรษฐกิจและผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง

สำหรับภาษีที่ว่านี้ จะเป็นผลโดยตรงจากร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรที่กระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอ มีเป้าหมายเพื่อเก็บรายได้เข้าสู่ประเทศให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติจริงคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ราว 1,000 บาท ซึ่งจะถูกรวมอยู่ในราคาตั๋วเครื่องบิน

โดยแนวคิดการเก็บภาษีออกนอกประเทศนั้นเกิดขึ้นจากรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มทรัพยากรทางการคลังให้มีมากขึ้น เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดระหว่างประเทศจากการนำเงินออกไปใช้นอกราชอาณาจักรได้ โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ระบุว่า ไตรมาส 2 ของปี 2569 ประเทศไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปแล้วกว่า 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5.95 แสนล้านบาท)

‘เก็บภาษีออกนอกประเทศ’ กระทบต่อการท่องเที่ยวที่อ่อนแออยู่

ทั้งนี้ การเก็บภาษีออกนอกประเทศไม่ได้มีเป็นครั้งแรก ทว่ามีมาตั้งแต่ปี 2526 ที่ประเทศไทยมีการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ด้วยวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน คือเพื่อรักษาดุลการชำระเงินของประเทศ

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ทำให้ เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ออกมายื่นหนังสือ ‘คัดค้าน’ ต่ออธิบดีกรมสรรพากร เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นผลลบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย

 1. ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย หากมีการดำเนินการ นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีภาระค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องสูงถึง 2,570 บาทต่อการเดินทาง 1 ครั้ง

 2. ผลกระทบต่อการเดินทางแบบสองทิศทาง (Two-Way Tourism) และความเชื่อมโยงของเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยภาษีดังกล่าวอาจทำให้ความต้องการเดินทางโดยรวมลดลง ย่อมส่งผลต่อการเปิดให้บริการเที่ยวบินของสายการบินและนำมาซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยลง ทั้งนี้หากค่าโดยสารสูงขึ้น นักท่องเที่ยวก็อาจจะเลือกประเทศอื่นที่เดินทางสะดวกและคุ้มค่ามากกว่า

 3. ซ้ำเติมภาวะการท่องเที่ยวที่เปราะบาง การเพิ่มค่าใช้จ่าย 1,000 บาทอาจกระทบการตัดสินใจเดินทาง โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซึ่งอาจเลือกจุดหมายปลายทางอื่นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า กระทบต่อการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

การท่องเที่ยวไทยติดกับ ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’

ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ​ คิดเป็นประมาณ 13% ของ GDP ในปี 2562 เป็นช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสูงถึงเกือบ 40 ล้านคน ทว่าหลังจากการแพร่ระบาดสิ้นสุดลง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาในปี 2567 ราว 35.54 ล้านคน ขณะที่ปี 2568 อยู่ที่ราว 32.97 ล้านคน และในปี 2569 สมาคมโรงแรมไทยประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยอาจไม่ถึง 32 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าเป้าหมายที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าว่าจะมียอดทั้งหมด 35 ล้านคน นั่นสะท้อนว่าการท่องเที่ยวของไทยกำลังค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน 

ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวของไทยต่างก็เจอปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่ทรงตัว ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง กระทบต่อเงินในกระเป๋าทำให้คนไทยตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวน้อยลง

ยกตัวอย่างจังหวัดภูเก็ต หนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แม้จะมีกระแสการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงมากขึ้น ทั้งคอนโดมิเนียมและหมู่บ้านจัดสรรหลากหลายโครงการ โดยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) ประเมินว่า ในปี 2569 ภูเก็ตจะกลายเป็นจังหวัดอันดับ 1 ของประเทศ (ไม่รวมกรุงเทพฯ) ซึ่งราคาที่อยู่อาศัยเสนอขายเป็นมูลค่าสูงถึง 1.76 แสนล้านบาท และปิดการขายไปได้แล้วกว่า 85% ขณะเดียวกัน การลงทุนของอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตยังมีกระแสที่ร้อนแรงจากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มรีเทลยักษ์ใหญ่ระดับประเทศหลายโครงการ เช่น ICONPHUKET ของเครือสยามพิวรรธน์ สะท้อนให้เห็นว่า ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวซึ่งยังเติบโตขึ้นไปได้เรื่อยๆ

แม้ภูเก็ตจะเป็นเมืองสวรรค์ด้านการท่องเที่ยวในสายตาชาวโลก แต่สำหรับชาวไทยอาจไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อการท่องเที่ยวในภูเก็ตนั้นตามมาด้วยค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น Wise บริษัทเทคโนโลยีทางการเงินระดับโลก เปิดเผยข้อมูลว่า ค่าครองชีพในภูเก็ตนั้นอยู่สูงถึงเกือบ 1,436 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน (ประมาณ 46,745 บาท) ขณะที่รายได้เฉลี่ยของคนไทยนั้นอยู่ที่ 8,000-9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ประมาณ 2.70-3 แสนบาท) หรือตกเดือนละประมาณ 600-750 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.02-2.52 หมื่นบาท)

จากตัวเลขดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า ภูเก็ตนั้นไม่ใช่สวรรค์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเสียเท่าไร เนื่องจากมีค่าครองชีพที่สูงกว่ารายได้เฉลี่ยถึงเกือบ 2 เท่าตัว

ขณะที่ประเด็นมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ‘หนี้ครัวเรือน’ ข้อมูลล่าสุดจาก ธปท.เปิดเผยว่า ไตรมาส 2 ของปี 2569 หนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึง 16.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 85.2% ของ GDP สะท้อนว่ากระแสเงินสดของคนไทยยังตึงตัว ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและการใช้จ่ายของคนไทย

ทั้งนี้ ยังมีอีกชุดข้อมูลที่สะท้อนภาพของการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดีว่ากำลังสูญเสียศักยภาพทางการแข่งขัน เนื่องจาก ‘ภาวะอิ่มตัว’ ของแหล่งท่องเที่ยวเดิม ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจของธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb analytics) มองว่า ประสบการณ์การท่องเที่ยวซ้ำซากทำให้ความพึงพอใจลดลง และลดโอกาสการกลับมาเที่ยวซ้ำ

ttb analytics เสนอว่าไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยวของคนไทยจากการใช้ทรัพยากรเดิมไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และยกระดับประสบการณ์ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะ แม้ว่าไทยจะมีถนนและสนามบินเพียงพอ แต่ยังขาดความสามารถด้านการเชื่อมต่อและมีต้นทุนทางเวลา (Cost of Time) สูง ส่งผลให้ต้นทุนการท่องเที่ยวในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวสูงตามไปด้วย ดังนั้นภาครัฐจำเป็นต้องเร่งเชื่อมต่อสถานีรถไฟกับระบบขนส่งท้องถิ่น เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทาง ซึ่งท้ายที่สุดจะสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นได้

ต่างชาติมีตัวเลือกท่องเที่ยวมากขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ชาวจีน’ เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสำคัญต่อการท่องเที่ยวของไทยมาตั้งแต่อดีต แต่ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 จาก 6.70 ล้านคน เหลือเพียง 4.39 ล้านคน เนื่องจากรัฐบาลจีนออกนโยบายสนับสนุนให้คนจีนเที่ยวในประเทศมากขึ้น ประกอบกับภาพลักษณ์ความปลอดภัยของไทยที่เสียไปจากกรณี หวัง ซิง (Wang Xing) นักแสดงชายชาวจีนที่ถูกลักพาตัวไปยังประเทศเมียนมา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกประกาศเตือนภัยการเดินทางเยือนไทยฉบับใหม่ให้ชาวจีนวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ รวมถึงเพิ่มความระมัดระวังระหว่างการเดินทาง เนื่องจากเกิดเหตุลักพาตัวชาวจีนหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

นอกเหนือจากปัจจัยด้านการสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยแล้ว ยังมีปัจจัยด้านคู่แข่งในภูมิภาคที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เช่น ประเทศเวียดนาม

ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานิตยสาร Fortune ออกบทความ Vietnam is becoming the hottest tourist hotspot in Southeast Asia—and trying to avoid Thailand’s mistakes. ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันชาวจีนเลือกเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศเวียดนามมากกว่าประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสัดส่วนอยู่ที่ 5.3 ล้านคนและ 4.5 ล้านคน

โดย เล ฮง เฮียบ (Le Hong Hiep) นักวิชาการอาวุโสจาก ISEAS-Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ ระบุว่า เวียดนามกำลังแข่งขันกับไทยและมาเลเซียเพื่อก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของภูมิภาค

ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การท่องเที่ยวของเวียดนามเติบโต มีที่มาจากการเดินทางเข้าประเทศที่ง่ายมากขึ้น โดยในปี 2568 เวียดนามอนุญาตให้พลเมืองจาก 12 ประเทศ เช่น เบลเยียม ฮังการี และสวิตเซอร์แลนด์ เข้าพำนักในประเทศได้นานถึง 45 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน เช่น สนามบินและสายการบินของเวียดนามกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

จากประเด็นทั้งภายในและภายนอกที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย จึงเป็นที่น่าสนใจว่า การท่องเที่ยวของไทยจะได้รับผลกระทบหนักมากขึ้นหรือไม่ เนื่องจากการเพิ่มภาษีออกนอกประเทศย่อมส่งผลตรงต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวทุกสัญชาติ รวมไปถึงคนไทย

ขณะเดียวกันในปัจจุบัน ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวก็ยังไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น หรือปัญหาระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง 

อย่างไรก็ดี ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ดังนั้นประเด็นเหล่านี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐยังต้องให้ความสำคัญ โดยต้องประเมินทั้งความคุ้มค่าและความเหมาะสมของการดำเนินการ ตลอดจนคำนึงถึงผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว รายได้จากภาคท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

อ้างอิง:

– https://fortune.com/2026/06/16/vietnam-tourism-southeast-asia-thailand-chinese-tourists/

– https://today.line.me/th/v3/article/ZapWOWO

– https://www.bangkokbiznews.com/business/1255780?fbclid=IwY2xjawVGwJNleHRuA2FlbQIxMABwZG9mBWJyaWQRMVFnUUFZODg3eDR4TENxSmVzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEecXtAQU2XDH0C3KaCu4IEWqH1Xgs5jEEhhwcE77FvZvHxuZv9fLfTmIRk6lM_aem_BWFA_I9WXkjJnGLmDOvpuw

– https://www.travelnews.ch/english-corner/32641-thailand-is-caught-in-the-tourism-trap.html

– https://www.ttbbank.com/th/newsroom/detail/ttba-thai-tourism-all-year-2025

– https://www.thansettakij.com/business/tourism/671647?fbclid=IwY2xjawVD-6BleHRuA2FlbQIxMABwZG9mBWJyaWQRMW9qNFZiRXVxQlFtS2ZIMnFzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEeZGV4cb-N908-TOGb-X0oGfmdARDG8bkuI3-IG0m_IU-F1R3PNYHf3IZX4Tc_aem_y_jgYkSMMxVbXTOTGjR8Zw

– https://wise.com/th/cost-of-living/thailand/phuket

– https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/Hearing030566-170566.pdf

– https://www.thansettakij.com/business/tourism/668965

– https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2966666

– https://mgronline.com/china/detail/9690000100619 

Tags: , , , , ,