“เรายืนยันว่าจะไม่กลับบ้านจนกว่าจะได้ตามข้อเรียกร้องของเรา”

เครือข่ายประชาชนหยุดกฎหมายขายแผ่นดินยังคงปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นวันที่ 9 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ที่เครือข่ายมองว่าเป็นการเปิดทางให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้าถือครองและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศ

เมื่อวานนี้ (29 มิถุนายน 2569) การเจรจาระหว่างเครือข่ายกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงอุตสาหกรรม ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง แต่การเจรจาดังกล่าวกลับ ‘ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง’ ทางเครือข่ายฯ จึงตัดสินใจยกระดับการชุมนุมจากการปักหลักบริเวณประตู 2 ไปยังประตู 5 ของทำเนียบรัฐบาลเพิ่มเติม

แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาขอให้ผู้ชุมนุมย้ายพื้นที่ชุมนุมกลับไปยังบริเวณศาลกรมหลวง แต่เครือข่ายฯ ยืนยันว่าจะไม่ย้ายพื้นที่ชุมนุม และจะปักหลักอยู่บริเวณประตู 2 และประตู 5 ต่อไป จนกว่าข้อเรียกร้องจะได้รับการพิจารณาจากรัฐบาลและผู้มีอำนาจ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจากการหารือร่วมกับ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวันนี้ (30 มิถุนายน 2569) ซึ่งมีข้อเรียกร้องสำคัญ 5 ข้อ ผลการเจรจาบรรลุข้อเรียกร้อง ซึ่งนายกฯ จะมีคำสั่งหยุดการผลักดันร่างกฎหมาย SEC ของ สนข.โดยทันที 

ขณะเดียวกัน จะชะลอกระบวนการศึกษาเเละจัดทำโครงการเเลนด์บริดจ์ โดยการผลักดันโครงการเเลนด์บริดจ์จะต้องรอผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาการขับเคลื่อนเเลนด์บริดจ์ (เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน) เเละคณะกรรมการเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ ซึ่งตั้งตามข้อเรียกร้องที่ 3 ของภาคประชาชน ประกอบการตัดสินใจโครงการ

นอกจากนี้ จะตั้งคณะกรรมการออกแบบเขียนการพัฒนาภาคใต้ โดยมีกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน นักวิชาการ เเละหน่วยงานต่างๆ เพื่อออกเเบบการพัฒนาภาคใต้ รวมถึงเเจ้งนายกฯ ให้ทบทวน EEC ไปยังปราจีนบุรี การเยียวยาผลกระทบของการถมทะเล และจะมีการเร่งให้นายกฯ ดำเนินการให้เกิดการเยียวยาประชาชนภายใน 6 เดือน

จุดเริ่มต้นของการชุมนุม

อภิศักดิ์เปิดเผยว่า การรวมตัวของเครือข่ายมีจุดเริ่มต้นจากการที่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร มีมติคณะรัฐมนตรีให้เดินหน้าผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์และการร่างกฎหมาย SEC แม้ปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวจะยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภา แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้ากระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะการหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนและกลไกทางการเงิน

“แม้มติคณะรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นในรัฐบาลก่อน แต่แนวนโยบายดังกล่าวยังมีผลและถูกขับเคลื่อนต่อ หน่วยงานต่างๆ ยังคงเดินหน้าผลักดันกฎหมาย SEC แม้จะยังไม่เข้าสภาฯ เราก็กลัวว่าถ้าปล่อยให้กระบวนการเดินหน้าต่อไป กฎหมายและโครงการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้”

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการแลนด์บริดจ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเด็นการถมทะเลในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมยังดำรงอยู่ ขณะเดียวกัน จังหวัดปราจีนบุรีก็กำลังจะถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติมอีกหนึ่งจังหวัด

เครือข่ายฯ เห็นว่า กฎหมายในลักษณะเดียวกับ EEC และ SEC มีเนื้อหาเหมือนคัดลอกกันมา และหากเกิดขึ้นอีกจะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการมอบสิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติในระดับที่รัฐไม่อาจควบคุมได้ หรือเรียกได้ว่าเป็น ‘กฎหมายขายชาติ’ จึงตัดสินใจรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดันกฎหมายและโครงการดังกล่าว

“ในช่วง 9 วันที่ผ่านมา มีทั้งฝ่ายราชการและฝ่ายการเมืองเข้ามาเจรจากับเครือข่าย โดยอยู่ระหว่างการหารือเพื่อบรรลุข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อ ยังมีความหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงของประชาชน แต่ก็ต้องรอดูต่อไป เพราะระบอบสีน้ำเงิน หรือแม้กระทั่งการรวบกินของกลุ่มทุนและพรรคการเมือง เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นมากในช่วงหลังมานี้”

สำหรับข้อเรียกร้อง 5 ข้อของเครือข่ายประชาชนหยุดกฎหมายขายแผ่นดิน ประกอบด้วย ยุติการผลักดันกฎหมาย SEC ยุติโครงการแลนด์บริดจ์ ทบทวนและยกเลิกแผนการพัฒนาภาคใต้ฉบับใหม่ ชดเชยผลกระทบที่เกิดจากการถมทะเลให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดระยอง และยุติการขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี

เรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังเสียงประชาชน

ขอบฟ้า เชื้อแหลม ตัวแทนผู้ประกอบการบนเกาะพยาม จังหวัดระนอง เล่าว่า เธอเดินทางมาร่วมชุมนุมตั้งแต่วันแรกของการเคลื่อนไหว และตั้งใจจะปักหลักอยู่ต่อไปจนกว่าจะเห็นความชัดเจนจากรัฐบาล ชาวบ้านจากเกาะพยามและจังหวัดระนองจำนวนประมาณ 10 คน ผลัดเปลี่ยนกันเดินทางมาร่วมชุมนุม โดยทุกคนต้องรวบรวมเงินกันเอง เพื่อเป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายระหว่างการชุมนุม 

เหตุผลที่ออกมาคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์และกฎหมาย SEC เพราะตำแหน่งที่ตั้งของโครงการอยู่ห่างจากเกาะพยามเพียงประมาณ 5 กิโลเมตรเท่านั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

“เขาอาจจะมองว่าระยะห่างเพียง 5 กิโลเมตรไม่ส่งผลกระทบหรือเดือดร้อน แต่สำหรับคนในพื้นที่ ระยะดังกล่าวถือว่าใกล้มาก โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ถมทะเลสำหรับโครงการมีขนาดประมาณ 7,000 ไร่ ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ของเกาะพยามเอง”

โดยการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์จะใช้เวลามากกว่า 10 ปี และตลอดระยะเวลาดังกล่าว จะมีเรือขนาดใหญ่ เรือบรรทุกวัสดุก่อสร้าง รวมถึงเรือที่ใช้ขนหิน ดิน และวัสดุต่างๆ เข้าออกพื้นที่เป็นจำนวนมาก

สำหรับชาวเกาะพยามที่ดำรงชีพด้วยการท่องเที่ยว ภาพของเรือขนาดใหญ่ที่แล่นผ่านหน้าชายหาดทุกวัน รวมถึงแสงไฟและเสียงจากการก่อสร้าง จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศธรรมชาติซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของเกาะ

“พวกเราไม่เคยเป็นภาระของรัฐ ทุกคนมีรายได้พออยู่พอกิน แม้ไม่ได้ร่ำรวย แต่ดำรงชีวิตได้ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่”

ทั้งนี้ ประชาชนในจังหวัดระนองจำนวนมากยังไม่เข้าใจผลกระทบของโครงการ เนื่องจากรัฐบาลสื่อสารเพียงว่า จะมีการก่อสร้างท่าเรือและโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้อธิบายอย่างครบถ้วนว่า SEC และแลนด์บริดจ์จะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่อย่างไร

“ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลจึงเลือกแนวทางการพัฒนาที่ต้องแลกกับการทำลายทรัพยากร ทั้งที่ประเทศไทยยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นประเทศที่ชาวต่างชาติจำนวนมากต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวและใช้ชีวิต การพัฒนาไม่จำเป็นต้องหมายถึงการสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือการทำลายทรัพยากร

“พวกเรามาพูดแทนทรัพยากรธรรมชาติ พูดแทนกุ้ง หอย ปู ปลา และสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถออกมาพูดได้ด้วยตัวเอง เราอยากให้รัฐบาลลงมาดูพื้นที่จริง มารับฟังคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับทรัพยากรเหล่านี้ทุกวัน”

ขอบฟ้ากล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุด คือการได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง ไม่ใช่การมองว่าผู้คัดค้านเป็นเพียงกลุ่มเคลื่อนไหวหรือผู้ขัดขวางความเจริญ ตลอดชีวิตกว่า 65 ปี ได้ยินคำว่า ‘ประเทศไทยกำลังพัฒนา’ มาโดยตลอด แต่กลับไม่เห็นว่าการพัฒนานั้นทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ โดยให้ความสำคัญกับประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติ และอนาคตของคนรุ่นต่อไป

หวั่นซ้ำรอย EEC เอื้อต่างชาติโดยที่คนไทยไม่ได้อะไร

ปวัตร กาญจนะวงศ์ เครือข่าย EEC Watch และกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่า เนื้อหาและแนวทางคล้ายกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และในบางมิติอาจมีผลกระทบรุนแรงกว่าเดิม เนื่องจากเปิดทางให้เกิดการยกเว้นกฎหมายและมาตรการต่างๆ ในหลายด้าน

กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษมีจุดเริ่มต้นจากการจัดการเรื่องที่ดิน โดยการใช้ผังเมืองเฉพาะของเขตเศรษฐกิจพิเศษแทนผังเมืองเดิมที่ประชาชนร่วมกันจัดทำในแต่ละจังหวัด ส่งผลให้พื้นที่ต่างๆ ถูกเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินได้ง่ายขึ้น และเอื้อต่อการรวบรวมที่ดินเพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่

ปวัตรตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมาย EEC และ SEC มีอำนาจยกเว้นหรือผ่อนปรนกฎหมายหลายฉบับ และนำไปใช้ในพื้นที่อื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของ EEC ได้ แม้จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เขตพิเศษโดยตรง อีกทั้งยังมีการผ่อนคลายข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม โดยเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติดำเนินการบางกระบวนการได้มากขึ้น 

กฎหมายยังเปิดทางให้นักลงทุนนำแรงงานจากต่างประเทศเข้ามาทำงานได้มากขึ้น รวมถึงให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม โดยเฉพาะการขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีจากเดิม 6 ปี 8 ปี หรือ 10 ปี หรือสูงสุดถึง 15 ปีในบางกรณี

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบเขตปลอดอากร (Free Zone) ที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าและส่งออก รวมถึงภาษีเครื่องจักร

อย่างไรก็ตาม ปวัตรตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยได้รับประโยชน์อะไรจากกระบวนการดังกล่าว” เพราะจากบทเรียนในพื้นที่ EEC พบว่าตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง นักลงทุนจำนวนมากนำทั้งวิศวกร คนงาน รวมถึงวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ต่างๆ มาจากต่างประเทศ ขณะที่แรงงานในภาคการผลิตจำนวนหนึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติ ส่งผลให้คนไทยแทบไม่ได้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เศรษฐกิจ หรือได้รับประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้

ปวัตรระบุว่า หากการพัฒนานำมาซึ่งความเจริญจริง ประชาชนควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งน้ำสะอาด ไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ถนนที่ดี และอากาศที่สะอาด แต่ในความเป็นจริง ประชาชนกลับพบปัญหาไฟฟ้าดับ น้ำไม่เพียงพอ และปัญหามลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง

“ภาคใต้ยังเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูง ทั้งทะเล ภูเขา และทรัพยากรน้ำ จึงไม่ต้องการให้เกิดการพัฒนาในลักษณะเดียวกับ EEC แม้อุตสาหกรรมจะสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศได้ แต่มันไม่สามารถกระจายรายได้ให้กับผู้คนได้ รายได้กระจุกอยู่กับคนเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่คนในจังหวัดอีกล้านคนต้องรับกรรมกับเรื่องพวกนี้ นี่คือสิ่งที่เรารู้สึกว่ายอมไม่ได้ การเปิดกฎหมายในลักษณะนี้เท่ากับว่าคุณยกแผ่นดินให้ต่างชาติ

“เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาทั้งหมด แต่ถ้ารัฐบาลจัดการปัญหาในจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทราให้มันดีได้ ถึงตอนนั้นประชาชนจะมั่นใจว่าอุตสาหกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตเขาได้ ทุกวันนี้ไม่เห็นมิติพวกนี้เลย มันแย่ลงทุกวัน ถ้าคุณยังทำพวกนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องขยายรูปแบบการพัฒนาเช่นนี้ไปยังพื้นที่อื่น

“ตอนนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลสามารถหยุดการผลักดันกฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ได้ ถ้าปล่อยให้เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติในรัฐสภาแล้ว การแก้ไขหรือยับยั้งอาจทำได้ยากขึ้น” ปวัตรทิ้งท้าย

Tags: , , , , ,