ในวันนี้หลายคนอาจจะรู้จักชื่อ ‘ครึ่งเก้า GROUP’ ผ่านสื่อโซเชียลฯ และได้อ่านข้อมูลเบื้องต้นของบริษัทนี้กันมาบ้างแล้ว โดยครึ่งเก้า GROUP หรือบริษัท ครึ่งเก้า จำกัด บริหารโดย โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ (โอม Cocktail) ซึ่งในงาน ครึ่งเก้า GROUP ‘INTO THE OTHER HALF Press Conference & Free Concert’ ที่ ONE BANGKOK FORUM เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา เขาได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบทบาทของค่ายเพลงในยุคปัจจุบัน ผ่านคำถามสำคัญว่า “ค่ายเพลงยังจำเป็นหรือไม่”
เพราะปัจจุบันในยุคดิจิทัล ศิลปินสามารถสร้างสรรค์ เผยแพร่ผลงาน และเติบโตได้ด้วยตนเองมากขึ้น จากในอดีตที่ค่ายเพลงต้องควบคุมการผลิตทุกกระบวนการ ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ให้สอดรับกับบริบทใหม่ที่เปลี่ยนไป
ดังนั้น ครึ่งเก้าจึงไม่ใช่ค่ายเพลงแบบเดิมๆ ที่คนคุ้นเคย หากแต่เป็นโมเดลธุรกิจแบบใหม่ในอุตสาหกรรมดนตรี ที่คล้ายกับเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ไม่ได้ลงทุนในหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ ทว่าสินทรัพย์นั้นคือศิลปินกับเพลง
The Momentum ได้พูดคุยกับ โอม ปัณฑพล เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบการทำธุรกิจของครึ่งเก้า GROUP ที่มีค่ายเพลงทั้ง 4 ค่ายที่อยู่ภายใต้การบริหาร แนวคิดที่ผลักดันให้เขาสร้าง Ecosystem ใหม่ และเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จภายใน 1 ปี รวมไปถึงเรื่องเพลง AI ว่า จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเพลงหรือไม่
โมเดลธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่
ครึ่งเก้า GROUP ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการเพลงไทย เพราะดำเนินงานมานานถึง 8 ปี โดยสร้างผลงานด้านการบริหารจัดการศิลปิน และการจัดอีเวนต์คอนเสิร์ตมากมาย เช่น COCKTAIL 77 Ever Tour, Taitosmith ‘กูฟังเพลงไท’, The Darkest Romance ‘ทัศนศึกษา’, Three Man Down Basic Tour และ It’s Gonna Be Tilly Birds
ในวันนี้ ‘ผู้ให้บริการเต็มรูปแบบ’ คือนิยามที่ครอบคลุมการทำงานของครึ่งเก้า GROUP เพราะสิ่งที่ทำคือดูแลศิลปินในทุกมิติ ไม่ใช่แค่การผลิตผลงานหรือจัดคอนเสิร์ต แต่รวมถึงการสร้างแบรนด์ การตลาด และการวางแผนรายได้ระยะยาว และอีกด้านหนึ่งก็เป็นผู้ลงทุนอีกด้วย
“เราเป็นเหมือนบริษัทถือหุ้น (Holding Company) ที่เขาลงทุนในกิจการต่างๆ ซึ่งเราลงทุนเกี่ยวกับเพลง แต่นอกจากนี้ เราเป็นผู้ให้บริการ (Provider) ด้วย เรานำระบบการจัดการไปสนับสนุนและต่อยอดให้กับทุกค่ายที่อยู่ในสังกัดของเรา ซึ่งตอนนี้ทั้ง 4 ค่าย (BRIDGE, 9 Arkkhan, MACHg และ Ennead) ใช้ระบบจัดการแบบเดียวกันหมด แต่ครีเอทีฟจะอิสระตามแต่ค่ายจะมองเห็น” โอมอธิบาย
โดยครึ่งเก้า GROUP ดำเนินการภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า ‘พาณิชย์ศิลป์’ ที่ผสานทั้งศิลปะอย่างดนตรีและธุรกิจเข้าด้วยกัน แนวคิดดังกล่าวเกิดจากมุมมองที่ว่า ความสำเร็จของศิลปินไม่ได้เกิดจากตัวศิลปินเพียงลำพัง แต่เกิดจาก ‘ทีมงานเบื้องหลัง’ ที่แข็งแรง ทุกฝ่ายมีบทบาทและได้รับผลตอบแทนร่วมกัน พร้อมลบภาพจำ ‘เต้นกินรำกิน’ ในอาชีพที่มีความไม่แน่นอน โดยเน้นการสร้าง Passive Income ให้กับศิลปิน เช่น รายได้จากลิขสิทธิ์ คอนเทนต์ดิจิทัล และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้สามารถดูแลชีวิตในระยะยาวได้
ในอดีตที่ผ่านมา บรรดาศิลปินตลอดจนคนในวงการเพลงจะมีเพนพอยต์ร่วมกันในเรื่องที่ถูกมองว่า เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง เพราะแม้หลายคนจะแต่งเพลงจนโด่งดัง เดินสายเล่นคอนเสิร์ตทั่วประเทศ แต่ปัญหาคือเงินตอบแทน หรือเงินค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องแบ่งกับค่ายเพลง ซึ่งอาจเหลือถึงกระเป๋าศิลปินหรือคนทำงานไม่มากพอ สุดท้ายจึงกลายเป็นประเด็นเรื่องนายทุนเอาเปรียบ จนเกิดการแบ่งฝั่งอย่างชัดเจน และนำไปสู่ความขัดแย้งถึงขั้นแตกหักได้
โอมจึงเสนอโมเดล ‘หุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน’ โดยหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจนี้คือ การเปลี่ยนความสัมพันธ์จาก ‘นายทุน-ศิลปิน’ เป็น ‘Partner to Partner’ หรือหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน โดยทั้งสองฝ่ายร่วมลงทุน ร่วมตัดสินใจ และแบ่งปันผลตอบแทน แนวทางนี้ช่วยลดความตึงเครียดที่มักเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเพลง และเปิดโอกาสให้ศิลปินมีอำนาจในการกำหนดทิศทางอาชีพของตนเองมากขึ้น
ทั้งนี้ ครึ่งเก้า GROUP ให้ผลงานยังคงเป็นสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์อย่างสมบูรณ์ ขณะที่ค่ายทำหน้าที่เป็นกลไกเบื้องหลัง วางระบบและเสริมศักยภาพเพื่อผลักดันศิลปินไปให้ถึงจุดสูงสุด
“นอกจากเรื่องลิขสิทธิ์ จริงๆ ก็เป็นผลประโยชน์พื้นฐาน ผมไม่ได้มองว่าผมคิดค้นอะไรขึ้นใหม่ ผมแค่จัดระบบมันเฉยๆ มันมีแนวทางที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว ผมแค่จัดระเบียบให้มันเกิดประสิทธิภาพ และความสบายใจระหว่างคนทำงานด้วยกัน แค่นั้นเอง” โอมกล่าว
และเพื่อรองรับโมเดลใหม่นี้ ครึ่งเก้า GROUP กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ทั้งศิลปินและผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลรายได้ ค่าใช้จ่าย และผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน ระบบดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจและการตลาดในระยะยาว
นอกจากนี้ เมื่อถามว่าครึ่งเก้า GROUP เป็นการปฏิวัติวงการดนตรีและเพลงของไทยหรือไม่ เขาเสริมว่า อยากสร้างวัฒนธรรมใหม่ และเป็นการทดลองระบบที่อยากเห็นมันเกิดขึ้น ไม่ได้มองว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมเพลงไทยแต่อย่างใด
“ผมคิดว่าอยากทำแบบที่ผมชอบ เพราะผมเป็นทั้งโค้ชและผู้เล่น และเคยเป็นเมเนเจอร์มาก่อน พอเป็น 3 อย่าง ผมเห็นโลกจากหลากหลายมุมมาก และผมมีความเชื่อ แนวคิดทั้งหมดที่คนได้เห็นในวันนี้ผมอยากทดลองแล้วดูว่ามันเป็นจริงได้มากแค่ไหน หลายคนบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ในการทำงานผมว่า แทนที่จะคิดว่าอะไรได้หรือไม่ได้ เรามาถามกันดีกว่าว่า ทำอย่างไรให้มันได้
“ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงทดลอง เรากำลังลองไปด้วยกัน ผมว่าระบบนี้ถูกสร้างมาเพื่อคนทำงาน เพราะฉะนั้น เราต้องฟังคนทำงานจริงๆ ต้องจูนไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา ดังนั้น การทดลองนี้ไม่มีวันจบ เพราะโลกเปลี่ยนคนเปลี่ยน” เขาตอบ
4 ค่าย ภายใต้ครึ่งเก้า
อย่างที่เกริ่นไปว่าครึ่งเก้า GROUP คือผู้ลงทุนในธุรกิจเพลงหลากหลายแนว ครึ่งเก้า GROUP จึงมีค่ายเพลงภายใต้การดูแลทั้งหมด 4 ค่าย ได้แก่ MACHg (มักจี) ค่ายเพลงลูกทุ่งและเพลงไทย, 9 Arkkhan (เก้า อัคคัญญ์) ค่ายเพลงทางเลือก, Ennead (เอนนีด) ค่ายที่พัฒนาศิลปินเพื่อต่อยอดไปทำงานบันเทิงที่หลากหลาย และค่าย BRIDGE (บริดจ์) ที่โอมรับหน้าที่ดูแลเอง โดยทั้ง 4 ค่าย มีศิลปินรวมทั้งหมด 35 ศิลปิน
ทั้งนี้ แต่ละค่ายยังบริหารงานโดยศิลปินและบุคลากรคุณภาพในวงการ โดย MACHg นำทีมบริหารโดย ก้อง ห้วยไร่ และแบงค์ รัฐวิชญ์ ภายใต้นิยามใหม่ของค่ายเพลงลูกทุ่งและเพลงไทย สร้างพื้นที่เปิดกว้างให้กับดนตรีหลากหลายแนว เพื่อพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดเพลงไทย ประกอบไปด้วย 7 ศิลปิน คือ ก้อง ห้วยไร่, ใหม่ พัชรี พร้อมด้วยศิลปินจาก MACHg Audition ได้แก่ หนุ่ม ใจแสน, ชาชม เสาวคนธ์, วิว วัลนิกา และศิลปินใหม่ล่าสุดที่เข้ามาเติมสีสันให้กับค่ายอย่าง กอกี้ กวิสรา และปราง ปรางทิพย์
สำหรับ ค่าย 9 Arkkhan ก่อตั้งโดย จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี หรือ จ๋าย TaitosmitH (ไททศมิตร) มี 8 ศิลปินภายใต้สังกัดได้แก่ วง TaitosmitH (ไททศมิตร), LITTLE JOHN, manutsawee, สามานย์, วิจิตรชน, มาณพ, Gandharva และศิลปินใหม่ PINKIE เป็นค่ายเพลงทางเลือกที่มุ่งเน้นการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ซึ่งมีเอกลักษณ์ และตัวตนทางดนตรีที่โดดเด่นเฉพาะตัว ภายใต้แนวคิดการเปิดพื้นที่ให้กับงานเพลงนอกกระแสและความหลากหลายทางศิลปะ
ในส่วนของค่าย Ennead เป็นค่ายเพลงที่เกิดจากการผนึกกำลังของทีมงานคุณภาพจากทั้งวงการดนตรีและโปรดักชันซีรีส์และภาพยนตร์ โดยได้ ปอนด์-กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารจาก BeOnCloud บริษัทผู้ผลิตซีรีส์และภาพยนตร์ชื่อดังมาร่วมบริหาร โดยค่าย Ennead มีแนวคิดสำคัญในการพัฒนาศิลปินยุคใหม่ให้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียงนักร้อง แต่สามารถต่อยอดสู่บทบาทในอุตสาหกรรมบันเทิงได้อย่างหลากหลายและครบวงจร ทั้งนี้ ศิลปินจากรายการ True Academy Fantasia 2026 จะได้รับโอกาสในการเซ็นสัญญาเป็นศิลปินภายใต้สังกัด Ennead เพื่อเข้าสู่เส้นทางการทำงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ
ในขณะที่ค่าย BRIDGE ที่โอมดูแลเอง มาพร้อมกับไลน์อัป 19 ศิลปิน ที่สร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างมาก ได้แก่ Three Man Down, Tilly Birds, Flure, The Darkest Romance, AYLA’s, ASIA7, Jigsaw Story, Hard Boy, ADORA, NINEOKMAI, QEETHA, fit aroon, Par-T, Famoso, M DAOSAI, ossey, AYEJAY, Dena Euprasert และ miller
โดยค่าย BRIDGE ถูกนิยามว่า เป็นพื้นที่แห่งการบ่มเพาะและผลักดันศิลปินให้ก้าวข้ามทุกกรอบของเสียงดนตรี สู่การสรรค์สร้างผลงานที่ทรงพลัง และเข้าถึงหัวใจของผู้ฟังในวงกว้าง ด้วยศักยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด
อย่างไรก็ตาม โอมกล่าวว่า ในส่วนของผู้ฟังหรือแฟนเพลงไม่จำเป็นต้องจดจำหรือยึดติดกับชื่อค่าย ชื่อผู้บริหาร หรือแนวทางของค่าย เพียงแค่สนับสนุนตัวศิลปินที่ชอบก็เพียงพอแล้ว
“ศิลปินไม่จำเป็นต้องเอาแบรนด์เราขึ้นนำหน้า เขามีแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว หน้าที่ของเราคือการส่งเสริมเขา ส่วนการที่แฟนเพลงจะกลายเป็นแฟนค่ายเพลงด้วย ถ้าเกิดขึ้นได้ก็ดี แต่ผมมองว่ามันเป็นเรื่องรอง เพราะสิ่งสำคัญคือ การสนับสนุนให้ศิลปินเหล่านั้นเติบโตด้วยตัวเองอย่างแข็งแรง
“อาจจะเห็นผมหายไปเรื่อยๆ ด้วย เพราะ Spiritual บางอย่าง ไม่ควรถูกนำด้วยบุคคล ถ้าผมตายไป แล้วเหลืออะไรบ้าง” เขาเสริม
นอกจาก 4 ค่ายในเครือที่เกือบครบทุกแนวแล้ว เมื่อถามว่ายังมีแนวเพลงไหน หรือศิลปินแบบไหนที่อยากลงทุนอีก เขาตอบว่ายังขอไม่เปิดเผยในตอนนี้
“เหมือนที่จ๋ายพูดเลยว่า บางอย่างเราชอบ เราสนใจ แต่ถ้าเราทำไม่เป็น เราก็จะไม่ยุ่ง ถ้าเรารักในสิ่งนั้น อย่าเอาความเป็นเราไปทำให้เขาพัง เพราะเรารักมันเหลือเกิน”
และโอมได้กล่าวถึงวิธีที่ใช้ในการคัดเลือกศิลปินเข้ามาสู่ค่ายว่า
“เนื่องจากมันสวมหมวก 2 ใบ เราเป็นพาร์ตเนอร์ด้วยและเป็นลูกค้าด้วย เรามีเอนเกจในธุรกิจอย่างพาร์ตเนอร์ แต่ดูแลแบบลูกค้า มันคือการสวมหมวก 2 ใบ พร้อมกัน ดังนั้น ในหมวกอีกครึ่งหนึ่ง คือการที่เราต้องเลือกพาร์ตเนอร์ ต้องเลือกคนที่เราเชื่อว่า เราสามารถเติบโตและผลักดันไปด้วยกันได้ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเนื้อคู่เลย คนดีที่เราจะเลือกเป็นคู่ครองมีเยอะมาก แต่คนที่เหมาะกับเราไม่ใช่ทุกคน เพราะเราก็คงเลือกคู่ครองจากคนที่รู้สึกว่า อยู่ด้วยกันแล้วจะพาให้เดินทางไปได้ อันนั้นคือส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเราดูแลเขา เราก็ต้องดูแลให้เหมือนกับลูกค้า” โอมตอบ
การลงทุนมีความเสี่ยง เมื่อศิลปินมีค่าเสื่อม
ครึ่งเก้า GROUP กำลังถือพอร์ตลงทุนที่ในนั้น เป็นรายชื่อของศิลปินอยากหลายแนว เหมือนหุ้นหลายตัว ทว่าไม่ใช่เพลงทุกแนวหรือศิลปินทุกคนจะทำกำไรได้เท่ากัน ซึ่งโอมเสริมว่า การลงทุนกับศิลปินต่างกับตลาดหุ้นคือ ศิลปินมี ‘ค่าเสื่อม’
โดยเขาได้ขยายความค่าเสื่อมนั้นทั้งในด้านของสุขภาพร่างกายและด้านชื่อเสียง รวมถึงปัจจัยภายในของมนุษย์
“เราทำงานอยู่กับเทรนด์ เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายก็เสื่อมไป เพราะฉะนั้น ศิลปินไม่ได้อยู่ยั่งยืนตลอดไป บางคนก็ไม่ได้อยากจะปรับตัว อย่างผมเอง ผมเลิกเล่นเพราะไม่อยากปรับตัวนะ ผมปรับมามากแล้วเพื่อจะยืนระยะมาเกือบ 20 ปี จนถึงจุดที่รู้สึกว่าพอแล้ว ไม่อยากปรับแล้วก็เลิกสิ แค่นั้นเอง อีกทั้งเราก็แก่ขึ้นอยู่ทุกวัน ผมไม่ได้กระโดดได้สูงเท่าเดิมนะ ไม่ได้พักผ่อนน้อยแล้วยังแข็งแรงเหมือนเดิม มันมีต้นทุนที่ต้องดูแลตัวเองได้มากยิ่งขึ้น นั่นคือความเสื่อมเป็นปกติ
“ยิ่งเราทำงานกับความเชื่อ มีปัจจัยภายนอกมากมาย ก็ยิ่งต้องเข้าใจว่าความเชื่อไม่ได้คงที่ มีตั้งอยู่ และดับไป ถ้าถามว่าเสื่อมอย่างไร ดูจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ศิลปินกี่คนที่ดังตลอดอายุขัยจนจบ น้อยเบอร์นะ ถ้าเทียบกับศิลปินที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด
“แต่ความเสื่อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแค่นั้น เพราะแม้แต่วงอายุน้อยๆ ที่ถูกจดจำไปแล้ว หากผู้ฟังไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรใหม่ ไม่ได้น่าตื่นเต้นอีกต่อไป อายุขัยก็อาจสั้นลงได้เช่นกัน”
เมื่อมีปัจจัยมากมายที่ทำให้เกิดค่าเสื่อม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องแบกรับ ดังนั้น คำถามที่อดสงสัยไม่ได้จึงหนีไม่พ้นว่า เขาจะบริหารจัดการความเสี่ยงนั้นอย่างไร
“หาตลาดให้เจอ สุดท้ายเขาจะมีตลาดของเขา” โอมกล่าว
โดยเป้าหมายที่เขาต้องทำให้สำเร็จภายใน 1 ปี ไม่ใช่แค่การสนับสนุนศิลปินทุกคนในสังกัด หาเงิน หรือทำกำไรให้ได้มากที่สุด ทว่าสิ่งที่เขามองคือ การสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้กับทุกคนในอุตสาหกรรมเพลง
“พื้นฐานที่สุด ต้องทำให้คนที่เราดูแลทั้งหมดสามารถยึดอาชีพนี้เป็นวิชาชีพได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปทำอาชีพเสริม เพราะว่าเราอยู่ได้และอยู่อย่างมั่นคงด้วย แม้มันจะทำไม่ได้ 100% แต่มีเปอร์เซ็นต์ที่จะสำเร็จอยู่ อย่างปีนี้ตัวนี้ยังไม่ได้ ปีนี้ตัวนี้ได้ แต่เรามุ่งหวังว่ามันจะเกิด Ecosystem ที่เกื้อหนุนกันให้คนเหล่านี้พากันไป แล้วก็ทำให้วิชาชีพมันยั่งยืนขึ้น เพราะว่าเราได้เงินทอน ถ้าทุกคนยั่งยืน เราก็ยั่งยืน” โอมกล่าวถึงเป้าหมาย
สุดท้ายนี้ หากมองไปยังอนาคตข้างหน้า มีสิ่งหนึ่งที่คนในวงการต่างหวาดผวานั่นคือ AI ซึ่งในทุกวันนี้ก็จะเห็นได้ว่า เพลง AI เต็มโซเชียลฯ จึงน่าสนใจว่า AI จะส่งผลกระทบต่อศิลปิน นักดนตรี คนในวงการเพลง ตลอดจนโมเดลธุรกิจของครึ่งก้าว GROUP หรือไม่อย่างไร
“ผมก็ยังไม่เห็นว่าศิลปินจะได้รับความนิยมน้อยลง มันกระทบในแง่คนทำงาน เพราะมันเข้าไปช่วย Arrangement เข้าไปช่วยหลายอย่าง ทำให้คนตกงาน อันนั้นน่ากังวลกว่า แต่ถ้าถามว่า พอ AI เข้ามา มันทำให้ศิลปินเบอร์ใหญ่ดังน้อยลงไหม ก็คงไม่ เพราะคนชอบศิลปิน ที่เป็นตัวบุคคล ไม่ใช่เพราะ AI
“แต่ AI มันอาจจะเข้ามาแย่งเม็ดเงินกับเวลาที่ผู้บริโภคใช้ เพราะเงินในตลาดทั้งอุตสาหกรรมมีเท่าเดิม ถ้าเกิดว่ามันมีมีเดียที่เกิดจาก AI มากขึ้น ผู้คนก็อาจเอาเม็ดเงินหรือเวลาไปใช้กับมีเดียนั้น เท่ากับว่าลดทอนสัดส่วนที่จะเอาไปให้อย่างอื่น ถามว่ากระทบกับสิ่งที่เราทำไหม มันก็มีการแข่งขันที่สูงขึ้น เพราะมีตัวเลือกที่มากขึ้น ผมว่าสุดท้ายเขาจะเลือก AI หรือไม่เลือก AI เขาก็เลือกว่าเขาชอบอะไรอยู่ดี” โอมตอบทิ้งท้าย
Tags: Entertainment, โอม ปัณฑพล, ปัณฑพล ประสารราชกิจ, ครึ่งเก้า Group, ครึ่งเก้า, BRIDGE management, MACHg, 9 ARKKHAN, Feature, Ennea, Business, Kruengkao Group



