เดือนสิงหาคมปี 1969 ชื่อ ‘ชาร์ลส์ แมนสัน’ ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนอเมริกันส่วนใหญ่ อีกทั้งในช่วงเวลานั้นมีเรื่องราวและเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เช่น การประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามของคนหนุ่มสาว พวกเขาไปเฉลิมฉลองเทศกาลดนตรีที่วูดสต็อก และเป็นสักขีพยานระหว่างยานอพอลโล 11 ลงจอดบนดวงจันทร์

แต่ที่นอกเมืองลอส แองเจลีส มีคนกลุ่มหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์กับทุกสิ่งอย่าง คือครอบครัวแมนสัน ตามคำเรียกของผู้นำ-ชาร์ลส์ แมนสัน หนุ่มวัย 34 ที่เพิ่งออกจากคุกมาหลังจากต้องโทษอยู่นาน 2 ปี จากความผิดในคดีต่างๆ ตั้งแต่การค้ามนุษย์ ขโมยทรัพย์ และฉ้อโกง

ความจริงแล้ว แมนสันปรารถนาอยากเป็นนักดนตรี เป็นร็อกสตาร์ที่อยู่ในวงล้อมและความสนใจของคนหนุ่มสาว มันเป็นความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาเมื่อเขาได้ไปสัมผัสในช่วงฤดูร้อน 1969 ที่สปาห์น แรนช์ โรงถ่ายเก่าของฮอลลีวูดนอกเมืองลอส แองเจลีส เขากับเพื่อนร่วมแก๊งไปคลุกคลีอยู่กับจอร์จ สปาห์น เจ้าของสถานที่ และได้รับอนุญาตให้พักอาศัยฟรีที่นั่น เซ็กซ์หมู่ สวิงกิ้ง และสารเสพติดแอลเอสดีทำให้ชีวิตประจำวันมีสีสัน ถึงอย่างนั้นแมนสันก็ยังขัดข้องหมองใจมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากความฝัน ความคาดหวังของเขาไม่เป็นจริงเสียที เขาพยายามหลายครั้งเพื่อให้ค่ายเพลงยอมรับ และเสนอให้เซ็นสัญญา เขาพยายามจนเริ่มรู้สึกคล้ายถูกสังคมหักหลัง แมนสันค่อยๆ สะสมความชังสังคมชั้นสูง ที่เขาเชื่อว่าเป็นตัวการให้ชีวิตของเขาเจออุปสรรค เขาไม่เพียงคิดฝันอยากมีสาวกคอยห้อมล้อมเท่านั้น หากยังคิดอยากเป็นผู้กอบกู้อารยธรรมในสักวันหนึ่ง

แรงจูงใจทั้งหมดที่แมนสันมี มาจากบทเพลง ‘Helter Skelter’ ของเดอะ บีเทิลส์ ที่บรรยายถึงการเล่นไม้เลื่อน – เครื่องเล่นขนาดใหญ่ (ที่สร้างเป็นหอคอย) ในเมืองตากอากาศไบรตัน ที่คนอังกฤษในสมัยก่อนชื่นชอบ แมนสันเอาบทเพลงมาตีความตามความคิดของตนเอง ‘Helter Skelter’ ของเขาสื่อถึงการปฏิวัติทางสังคมจากความขัดแย้งระหว่างคนผิวดำและคนผิวขาว แมนสันคาดหวังอยากให้มีสงครามเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น และคนผิวดำเป็นฝ่ายชนะ แต่เพราะไม่สามารถสร้างสังคมในอุดมคติให้เป็นจริงได้ ครอบครัวของเขาจึงลงมือจัดการเสียเอง โดยมีชาร์ลส์ แมนสัน เป็นหัวหน้า เขานำสาวกผู้ศรัทธาจากสปาห์น แรนช์ ไปยังบริเวณรอบอุทยานเดธ วัลเลย์ เพื่อกระทำการให้บรรลุผล

แม้เหตุการณ์จลาจลที่มีสาเหตุจากการเหยียดสีผิวในช่วงปลายทศวรรษ 1960s จะค่อยๆ แผ่วเบาลงแล้ว แต่แมนสันก็ตัดสินใจจุดชนวนความโกลาหลนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ในช่วงปลายฤดูร้อนปี 1969

แผนการของแมนสันคือ พุ่งเป้าสังหารคนผิวขาวฐานะร่ำรวยในลอส แองเจลีส แล้วอำพรางให้คนในสังคมขบคิดว่าเป็นฆาตกรรมที่กระทำโดยคนผิวดำ

ในจำนวนสาวกของเขา แมนสันเลือกที่จะส่งตัวซูซาน แอตคินส์, แพตริเซีย เครนวิงเคิล, ลินดา คาซาเบียน และชาร์ลส์ ‘เท็กซ์’ วัตสัน เข้าลอส แองเจลีส ไปยังบ้านของเทอร์รี เมลเชอร์-โปรดิวเซอร์ชื่อดังในแวดวงดนตรี ซึ่งเป็นบุตรชายของดอริส เดย์ ดาราฮอลลีวูด และเป็นคนที่เคยปฏิเสธแมนสันและงานดนตรีของเขา ทว่าสิ่งที่แมนสันไม่อาจล่วงรู้ก็คือ ภายในบ้านเลขที่ 10050 ซีโล ไดรฟ ของเมลเชอร์ ช่วงเดือนสิงหาคม ปี 1969 มีดาราสาว-ชารอน เทต กับสามี-โรมัน โปลันสกี ผู้กำกับฯ ที่เพิ่งประสบความสำเร็จกับผลงานเรื่อง ‘Dance of the Vampires’ เข้าไปพักอาศัยอยู่ และขณะนั้นเทตกำลังตั้งท้องแก่

สาวกผู้หญิงได้รับมอบหมายให้ทำทุกอย่างตามคำสั่งการของเท็กซ์ วัตสัน เมื่อเดินทางไปถึงซีโล ไดรฟ ผู้บุกรุกได้ทำการตัดสายโทรศัพท์ ก่อนจะปีนประตูรั้วทางเข้า แต่ก่อนที่พวกเขาจะลุถึงตัวบ้าน พวกเขาเห็นรถคันหนึ่งแล่นสวนออกมา วัตสันออกไปยืนขวางทางรถ และกระหน่ำยิงสตีเวน แพเรนต์ เด็กหนุ่มวัย 18 ซึ่งเป็นคนขับ ด้วยกระสุนปืน 4 นัดในระยะประชิดจนเสียชีวิต แพเรนต์เดินทางมาเยี่ยมวิลเลียม การ์เรตสัน ผู้ดูแลบ้านที่พักอยู่ในเรือนรับรอง หลังจากนั้นแอตคินส์ เครนวิงเคิล และวัตสันก็รุดไปที่อาคารหลังใหญ่ ที่ซึ่งชารอน เทต กำลังนั่งคุยอยู่กับเจย์ เซอบริง คนรักเก่า อาบิเกล โฟลเกอร์ ช่างผมชื่อดังของฮอลลีวูด ทายาทราชากาแฟ และวอยเท็ค ฟริคอฟสกี คนรักของเธอ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโปลันสกี ส่วนโปลันสกีขณะนั้นติดถ่ายหนังอยู่ในลอนดอน

นาทีนับต่อจากนั้นไม่มีใครสามารถบรรยายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ทั้งเซอบริง, ฟริคอฟสกี้, โฟลเกอร์ และชารอน เทต เสียชีวิตจากการถูกมีดแทงกว่าร้อยแผล ที่บริเวณประตูทางเข้าบ้านฆาตกรได้ทิ้งเครื่องหมายไว้ เป็นตัวอักษรเขียนด้วยเลือดของชารอน เทต คำว่า ‘Pig’ สีแดงบนผนังสีขาวโพลน

สมาชิก ‘ครอบครัว’ แมนสัน ที่สปาห์น แรนช์

10 สิงหาคม 1969 เพียงหนึ่งวันถัดมา สมาชิกครอบครัวแมนสันลงมือสังหารครั้งใหม่ คราวนี้มีแพตริเซีย เครนวิงเคิล ร่วมกับเท็กซ์ วัตสัน รวมทั้งแมนสันก็นั่งอยู่ในรถที่มุ่งหน้าไปยังเขตเมืองลอส เฟลิซในตอนค่ำ และมีสมาชิกร่วมแก๊งคนใหม่คือ เลสลี แวน ฮูเทน เด็กสาวขี้อายผู้มีฉายา ‘เจ้าหญิงงานพร็อม’ประจำไฮสคูล

วัตสันและแมนสันบุกรุกเข้าไปในบ้านเลขที่ 3301 เวเวอร์ลี ไดรฟและพบลีโน ลาเบียงกา กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟา แมนสันตรงเข้าไปรวบและมัดตัวเขาไว้ แล้วผละออกจากบริเวณบ้าน ไม่ช้าต่อมามีคนพบลีโน ลาเบียงกา และภรรยา-โรสแมรี เสียชีวิต ในลักษณะเดียวกันกับเหยื่อที่ถูกฆาตกรรมในคืนก่อนหน้า รวมทั้งมีข้อความที่เขียนด้วยเลือด ‘Death to pigs’ และ ‘Rise’ ปรากฏให้เห็นบนผนังห้อง ส่วนบนตู้เย็นในห้องครัว มีข้อความที่เขียนด้วยเลือดเช่นกัน เป็นคำว่า ‘Healter Skelter’ น่าจะเพราะความรีบเร่ง คำที่เขียนจึงผิดไป และบริเวณหน้าท้องของลีโน ลาเบียงกา มีคำว่า ‘War’ ที่กรีดด้วยปลายมีด

หลังจากข่าวฆาตกรรมกระจายออกไป ลอส แองเจลีสทุกหย่อมหญ้าพากันตื่นกลัว โดยเฉพาะในหมู่คนดัง เนื่องจากเหยื่อฆาตกรรมเป็นบุคคลในสังคมระดับสูง บรรดาไฮโซรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงทยอยหนีหายไปจากเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเครียดกับการคลายปม ที่ไม่มีทั้งร่องรอยของฆาตกร แถมยังคิดหาแรงจูงใจไม่ออก

แต่แล้วความบังเอิญก็เข้ามาช่วยแก้ปม

ซูซาน แอตคินส์ แพตริเซีย เครนวิงเคิล และเลสลี แวน ฮูเทน ขณะเดินขึ้นศาลเมืองลอส แองเจลีส

ในเดือนตุลาคม 1969 แมนสันและแก๊งของเขาถูกจับกุมในข้อหาโจรกรรมรถยนต์ ระหว่างต้องขัง ซูซาน แอตคินส์ หลุดปากไปพูดเล่าเรื่องที่เธอสังหารชารอน เทต ให้เพื่อนร่วมห้องขังฟัง จากนั้นทั้งหมดก็นำไปสู่การสืบสวนคดีและสืบค้นร่องรอยของแมนสันและพรรคพวกอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รายชื่อผู้มีส่วนในฆาตกรรมทั้งหมด ขาดอยู่ก็เพียงแรงจูงใจ จากคำให้การของพยานหลายปาก ทำให้ตำรวจเริ่มแกะรอยเข้าถึง ‘ทฤษฎีเฮลเทอร์ สเคลเทอร์’ รวมทั้งถ้อยความคำเขียนจากเลือดก็ส่อถึงความหมาย –อย่างไรก็ตามมันเป็นคำที่อยู่ในเพลงของเดอะ บีเทิลส์ อัลบั้มสีขาวพูดถึง ‘Piggie’ ผิวขาว ร่ำรวย ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ตามชานเมืองที่สะอาดสะอ้าน

เดือนกรกฎาคม 1970 แมนสัน, แอตคินส์, เครนวิงเคิล และแวน ฮูเทนถูกนำตัวขึ้นศาลในคดีฆาตกรรม 7 ศพในที่สุด ส่วนชาร์ลส์ ‘เท็กซ์’ วัตสันถูกแยกตัวไปไต่สวนคดีต่างหาก เพราะเขาสามารถหลบหนีไปเท็กซัสได้สำเร็จ

ช่วงสุดท้ายของการไต่สวนคดี ผู้พิพากษาประจักษ์แจ้งว่า ชาร์ลส์ แมนสัน คือตัวการสำคัญของคดีฆาตกรรมโหดทั้งหมด แม้ว่าจากหลักฐานพยานไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาร่วมในเหตุการณ์ก็ตาม แมนสัน รวมทั้งแวน ฮูเทน และวัตสันถูกตัดสินโทษประหารชีวิตในห้องรมแก๊ส ส่วนลินดา คาซาเบียน ได้รับการผ่อนปรนโทษ เนื่องจากเธอให้ความร่วมมือในการเป็นพยานปากเอกในคดีนี้

ชาร์ลส์ แมนสัน ขณะถูกจับกุม

ทว่าคำตัดสินทั้งหมดกลายเป็นโมฆะ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1972 เมื่อศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้แก้คำตัดสินเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน หลังจากมีการปรับเปลี่ยนข้อบัญญัติกฎหมายว่าด้วยโทษประหารชีวิตเสียใหม่ กระทั่งในปี 1978 รัฐแคลิฟอร์เนียบัญญัติโทษประหารชีวิตกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่สำหรับสมาชิกของครอบครัวแมนสันแล้ว ยังคงได้รับโทษจำคุกเช่นเดิม และพวกเขายังคงต้องโทษอยู่ในเรือนจำในแคลิฟอร์เนียตราบถึงทุกวันนี้ แม้เคยพยายามจะยื่นเรื่องขอลดหย่อนโทษหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ

ระหว่างรับกรรมในเรือนจำ สมาชิกของครอบครัวต่างพากันถอยห่างจากแมนสัน แอตคินส์และวัตสันกลับตัวกลับใจหันมาประพฤติตนเป็นคริสต์ศาสนิกชนเกิดใหม่ และถวายตัวรับใช้พระผู้เป็นเจ้า เครนวิงเคิลและแวน ฮูเทนออกตัวเมื่อต้นทศวรรษ 1990s เผยรายละเอียดเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเมื่อฤดูร้อนปี 1969 ว่า ทั้งหมดเป็นคำสั่งของชาร์ลส์ แมนสัน

ส่วนแมนสันก็พัฒนาตัวเองไปอีกขั้น เขาคือนักโทษคนหนึ่งที่ได้รับจดหมายจากทั่วโลกมากที่สุด ศิลปินช็อก-ร็อกอย่างมาริลีน แมนสัน เปิดใจรับนามสกุลของฆาตกรมาเป็นของตน เพื่อผสาน 2 วัฒนธรรมป๊อปรุนแรงของอเมริกัน ทั้งชาร์ลส์ แมนสัน และมาริลีน มอนโร ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน จนกลายเป็นศิลปินที่โลกรู้จักได้อย่างใจปรารถนา

นอกจากนั้นยังมีนักดนตรีอีกหลายคนที่หยิบฉวยงานเพลงของแมนสันมาถ่ายทอดในแบบของตน ในจำนวนนั้นรวมถึง Gun ‘n’ Roses กับผลงานเพลง ‘Look at Your Game Girl’ ที่มาจากการคิดเขียนของชาร์ลส์ แมนสัน

 

Tags: , , , , , , , , , , ,