หนึ่งในกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ เมื่อไม่นานมานี้คือ วลี ‘ปีชงคนอ้วน’ เป็นคำเสียดสี ล้อเลียน และแปะป้ายคนอ้วน ทั้งเรื่องสุขภาพและมาตรฐานความงาม
ชินนี่จะไม่ยกคำล้อเลียนเหล่านั้นมาพูดซ้ำ แต่อยากจะตั้งคำถามกับวลีไวรัลนี้ว่า เราเลือกเอง ชงเองได้จริงๆ หรือ ว่าจะอ้วนหรือไม่อ้วน หรือมันคือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา รวมถึงเมืองที่เราอยู่หรือเปล่า ที่มีส่วนทำให้เราอ้วน
สำหรับชินนี่ ก่อนจะแปะป้ายใครว่าเป็นความผิดของเขา เพราะเขาทำตัวเอง เขาเลือกเองที่จะอ้วน เราลองถามตัวเองก่อนไหมว่า เขาเหล่านั้นมี 3 สิ่งนี้หรือไม่
Availability: อาหารรอบตัวเรา เป็นอาหารเร่งอ้วน หรืออาหารเอื้อสุขภาพดี
วันหนึ่งชินนี่ต้องไปทำธุระที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่บนตึกย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ พูดง่ายๆ คือ คนในตึกนั้นส่วนใหญ่น่าจะเป็นชนชั้นกลางถึงชนชั้นกลางระดับสูงแน่นอน
ชินนี่ไม่เคยไปตึกนี้ จึงเดินวนรอบตึกเพื่อหาห้องน้ำ ระหว่างเดินนั้น ตาก็มองอาหารที่ขายอยู่รอบตึก ประมาณการด้วยตัวเองแล้ว 90% น่าจะเป็นอาหารเน้นแป้งและน้ำตาล รวมถึงเป็นอาหารแปรรูปขั้นสูง (UPFs)
ไม่ใช่อาหารแปรรูปทุกชนิดจะไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าแปรรูปแบบไหน แปรรูปเป็นคุณก็มี เช่น กิมจิ ขณะที่แปรรูปเป็นโทษก็คืออาหารประเภท UPFs โดยส่วนใหญ่ ซึ่งอาจประกอบด้วยวัตถุดิบที่หาไม่ได้ในห้องครัวทั่วไป และทำลายจุลินทรีย์ดีในลำไส้ รวมทั้งอัตราส่วนของแป้ง น้ำตาล เกลือ และไขมันมักจะสูง อีกทั้งการแปรรูปขั้นสูงนั้น ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาดเพื่อให้คนกินไม่หยุด และกินเกินที่ควรจะกินไปมาก
แม้แต่ตึกใจกลางเมืองของคนมีอันจะกินยังแวดล้อมไปด้วยอาหารเร่งอ้วน แล้วจะนับประสาอะไรกับย่านอื่นๆ
มีงานวิจัยที่ศึกษาเทรนด์การกินของคนอังกฤษเป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2008 ผลคือ แคลอรีที่ได้จากอาหารในแต่ละวัน 66% มาจาก UPFs พูดง่ายๆ ก็คือ เกินครึ่งของอาหารที่กินไปเพื่อหวังให้เป็นพลังงานในการใช้ชีวิต เป็นอาหารเร่งอ้วน เร่งให้สุขภาพพัง
ไม่ใช่แค่นั้น มีงานวิจัยจากสหรัฐฯ เผยว่า มีผู้ใหญ่และเด็กไม่ถึง 5% ที่บริโภคไฟเบอร์ (ผักและผลไม้) ได้ตามปริมาณที่แนะนำต่อวัน
พูดง่ายๆ คือ อาหารรอบตัวเราเป็นอาหารที่เร่งอ้วน ส่วนอาหารบำรุงสุขภาพอย่างผัก ก็แทบไม่ได้บริโภคในแต่ละวัน
Affordability: ความสามารถในการจับจ่าย
อาหารเร่งอ้วน นอกจากหาง่ายและอยู่รอบตัวเรา ยังมีราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับอาหารส่งเสริมสุขภาพ
อาหารเช้าของชินนี่คือ กรีกโยเกิร์ต เบอร์รีหลากหลาย เสริมด้วยไฟเบอร์จากเมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) และไขมันดีจาก Extra-Virgin Olive Oil ทั้งหมดนั้นมีราคาแพงมากในไทย
แม้เราจะพยายามหาทางเลือกแบบไทยๆ เช่น ถั่วต้ม ไข่ต้ม ผักริมรั้ว แต่ในชีวิตจริงของคนเมืองที่ต้องพึ่งพาร้านสะดวกซื้อหรือร้านตามสั่งแถวที่ทำงาน ตัวเลือกเหล่านี้ก็หายากกว่าของทอดและของหวานอยู่ดี
ไม่ใช่แค่อาหารที่ต้องใช้เงิน การเดินทางไปซื้ออาหารก็ต้องใช้เงิน มีงานวิจัยในสหรัฐฯ รวบรวมข้อมูลจากหลากหลายเมือง ผลปรากฏว่า ขนส่งสาธารณะมีผลอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงอาหารสุขภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนรายได้น้อยที่มักอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอาหารทำลายสุขภาพ
ดังนั้นการทำให้ขนส่งสาธารณะราคาถูกและเข้าถึงทุกพื้นที่ ย่อมส่งเสริมการเข้าถึงอาหารสุขภาพดีได้
สิ่งที่ไม่ใช่ตัวเงิน แต่อยู่ในหมวดนี้ด้วยคือ ‘เวลา’
เวลาในการเดินทางเพื่อสรรหาอาหารสุขภาพดี เวลาในการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสุขภาพดีขึ้น เวลาในการสานสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อน คนรัก เพื่อผ่อนคลายและจัดการความเครียด
และที่สำคัญมากเช่นกันคือ เวลาในการนอน ไม่ใช่แค่ปริมาณ แต่รวมถึงคุณภาพและความสม่ำเสมอในการนอน
Knowledge: ความรู้
โดยส่วนใหญ่แล้วมักมี 2 อย่างคือ ไม่รู้ กับ ได้รับข้อมูลมากมายจนงงไปหมด
ชินนี่คิดว่า เราอาจต้องเริ่มสอนเรื่องอาหาร โภชนาการ รวมถึงร่างกายของเราอย่างจริงจัง และย่อยง่ายกว่านี้
มันช่างน่าประหลาดใจ หากลองคิดดูว่า เรามีความเข้าใจค่อนข้างน้อยเกี่ยวกับสิ่งที่เราเอาเข้าปากทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง และการตอบสนองของร่างกายที่พยายามบอกเราแทบทุกวันผ่านอาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างอุจจาระ ความเหนื่อย ความง่วง แม้กระทั่งไขมันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกำลังบอกเราว่า “เธอจ๋า ฉันช่วยเธออยู่นะ ฉันกำลังเอาแป้ง น้ำตาลที่เธอบริโภคเกินจำเป็น เปลี่ยนเป็นไขมันให้นะ เธอจะได้ไม่ตายไปเสียก่อน”
และแม้จะมีใครสักคนที่มีทั้ง 3 สิ่งข้างต้น แล้วเขาจะเลือกอ้วน มันก็เป็นสิทธิของเขาเช่นกัน แต่ประเด็นคือ คนจำนวนมากไม่มีสิทธิเลือกด้วยตัวเองจริงๆ ตั้งแต่ต้น
แล้วเราควรโทษปัจเจกบุคคลที่อ้วน ที่เกิด โต และอาจจะตายในเมือง ในสภาพแวดล้อม ในสถานะทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อให้เขาได้เลือกมีสุขภาพดีหรือ
สิ่งที่เรียกว่า ‘อาหาร’ ควรทำ 3 อย่างนี้ ซึ่งมักไม่อยู่รอบตัวเรา
1. ให้อาหารจุลินทรีย์ในลำไส้ (Feed the Gut)
2. ปกป้องตับ (Protect the Liver)
3. สนับสนุนสมอง (Support the Brain)
ทว่าสิ่งที่ทำตรงกันข้าม กลับเป็นอาหารส่วนใหญ่รอบตัวเราในเมืองที่เราอยู่
เมืองมีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้สุขภาพของคนเมืองปังหรือพัง
ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ชินนี่คิดว่า ‘Science should remove blame NOT hope’ (วิทยาศาสตร์ควรทำหน้าที่ถอดรื้อการแปะป้าย ไม่ใช่ทำให้สิ้นหวัง)
แล้วความหวังคืออะไรล่ะ
ชินนี่ยกตัวอย่างเมืองที่ชินนี่อยู่ โคเปนเฮเกน
เด็กติดหวาน เด็กอ้วน มีโอกาสสูงมากที่จะโตมาเป็นผู้ใหญ่อ้วน
โรงเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล อาหารที่ทำให้เด็กกินต้องผ่านการคิดโดยนักโภชนาการ แม้กระทั่งการกินเค้ก เขายังจำกัดไม่ให้กินมากเกินไป เช่น ถ้า 1 สัปดาห์มีคนเกิดตรงกันหลายคน จะต้องมีเค้กเพียงก้อนเดียว หรือรวบกันไปเลย
อาหารว่างของเด็กมักจะเป็นแคร์รอต หรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่อาหาร UPFs
ใช่ค่ะ แลดูน่าเบื่อมาก ไม่มีอะไรแซ่บเลยในอาหารเด็ก แต่นั่นคือการไม่อนุญาตให้เด็กติดหวานตั้งแต่เล็กๆ
ล่าสุด ทีมผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เริ่มโครงการ ‘ครัวกลาง’ ปรุงและส่งอาหารโภชนาการครบถ้วน รวมถึงลดปริมาณน้ำตาล เพื่อลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก
ซึ่งจังหวัดที่ครองแชมป์คนอ้วนในประเทศไทยคือ กรุงเทพฯ นะคะ
โดยเริ่มตั้งครัวกลางที่โรงเรียนวัดดอน ปรุงและส่งอาหารสู่โรงเรียนในเขตสาทร
ชินนี่เชื่อว่า อาหารที่มาจากครัวกลางนี้จะดีต่อสุขภาพมากขึ้น และไม่น่าเบื่อแบบอาหารเด็กที่เดนมาร์กแน่ๆ เพราะ ‘Thai food can be delicious and nutritious’ (อาหารไทย ถ้าหาดีๆ ทำดีๆ ย่อมได้ทั้งอร่อยและสุขภาพดี)
โคเปนเฮเกน แม้คนไปเที่ยวจะบอกว่าค่ารถแพง แต่แท้จริงแล้ว ถ้าเอาค่าเดินทางโดยขนส่งสาธารณะในแต่ละเดือนมาคิดเป็นอัตราส่วนกับเงินเดือน บอกเลยว่าต่ำมาก
ค่าเดินทางของชินนี่อยู่ที่ 3% ของเงินเดือนเอง ทั้งที่ชินนี่เหมือนเดินทางจากสยามไปบางมดทุกวัน
ส่วนที่กรุงเทพฯ ค่าเดินทางอาจสูงกว่า 15% ของเงินเดือนด้วยซ้ำ มี 2 อย่างที่ต้องทำคือ ลดราคาขนส่งสาธารณะ และ/ หรือเพิ่มรายได้
เมืองที่เอื้อให้มีกิจวัตรประจำวันที่แอ็กทีฟ เมืองนั้นต้องเดินได้และน่าเดิน และนั่นคือโคเปนเฮเกน ที่ออกแบบผังเมืองมาอย่างดี ไม่ใช่แค่น่าเดิน แต่ยังปลอดภัยที่จะเดินด้วย
กรุงเทพฯ อย่างน้อยก็ 4 ปีที่ผ่านมา เดินได้มากกว่าเดิม และบางพื้นที่น่าเดินเป็นอย่างยิ่ง
ใช่ค่ะ กรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายเรื่องหลายจุดที่ต้องทำให้ดีขึ้น แต่มันมีความหวังค่ะ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี
ชินนี่ไม่เคยมองหาความสมบูรณ์แบบ และก็ไม่แน่ใจด้วยว่ามันมีอยู่จริงไหม และหน้าตาเป็นอย่างไร
กรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนโคเปนเฮเกนเป๊ะๆ ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ เพราะบริบทหลายอย่าง รวมถึงวัฒนธรรมก็ต่างกัน
แต่สิ่งที่ชินนี่มองหาในเมืองคือ ‘Progress’ เพราะ Small change is still a change (การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ก็คือการเปลี่ยนแปลง) คือมันกำลังดีขึ้นนั่นเอง
Tags: Beauty Standard, สังคมเมือง, Body Image, รูปร่าง, ชินนี่, พิมพ์ลภัส ลี้กิจเจริญผล, ชินนี่ พิมพ์ลภัส, Life Actually, สุขภาพ, ปีชงคนอ้วน, ไขมัน, คนอ้วน, มาตรฐานความงาม, Obesogenic City




