ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ มีการจัดเสวนาหัวข้อ ‘Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth’ เพื่อย้อนทบทวนเส้นทางเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปี นับตั้งแต่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings เมื่อปี 1991 พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
โดยมีผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิกของ IMF และ ศ.เกียรติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย เมเบล ฮอง จาก Bloomberg TV ประจำสิงคโปร์
เคนจิ โอกามูระ (Kenji Okamura) รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเปิดในเสวนาดังกล่าว โดยระบุว่า นับตั้งแต่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ครั้งล่าสุดเมื่อปี 1991 เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา
โอกามูระกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า 3 เท่า รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 1,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6 หมื่นบาท) เป็นกว่า 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.68 แสนบาท) ขณะที่อัตราความยากจนลดลงจากกว่า 50% เหลือต่ำกว่า 5% โครงสร้างเศรษฐกิจยังเปลี่ยนไปสู่ภาคการผลิตและบริการที่มีผลิตภาพสูงขึ้น จนไทยกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาคด้านการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การมีสถาบันและกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพและรองรับวิกฤตต่างๆ โดยเฉพาะหลังวิกฤตการเงินเอเชีย การเปิดประเทศและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งสนับสนุนการลงทุนและการค้า และการลงทุนในคน ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีพัฒนาการที่โดดเด่น แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและแบ่งขั้วมากขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต
โอกามูระระบุว่า ไทยจำเป็นต้องรักษาและพัฒนากรอบนโยบายเศรษฐกิจและสถาบันให้เข้มแข็งต่อไป ควบคู่กับการเปิดประเทศและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ตลอดจนลงทุนในทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ไทยต้องหาแหล่งการเติบโตใหม่ โดยใช้ประโยชน์จากการเพิ่มผลิตภาพผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พร้อมสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ปรับตัวให้เข้ากับสังคมสูงวัย และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึง
ถอดบทเรียนวิกฤตปี 2540
เอกนิติกล่าวว่า ไทยเคยใช้โอกาสจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และช่วยเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมมาสู่ภาคการผลิต
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวช่วยยกระดับทักษะและรายได้ของแรงงาน โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก ส่งผลให้รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น และอัตราความยากจนลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ไทยเคยคิดว่าตัวเองจะเป็นเสือใหญ่ จากการเติบโตในระดับสูงถึง 8-10% จนละเลยเสถียรภาพและก่อหนี้จำนวนมาก ก่อนเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนตกงานและธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหาทางการเงิน
เอกนิติระบุว่า บทเรียนดังกล่าวทำให้ไทยให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินมากขึ้น ปัจจุบันภาคธนาคารยังมีความแข็งแกร่ง และทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับเกือบ 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายรอบใหม่แตกต่างจากอดีต เนื่องจากไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยและมีแรงงานลดลง จึงไม่สามารถพึ่งพาการขยายตัวด้วยแรงงานจำนวนมากเหมือนเดิมได้
สำหรับการเติบโตระยะต่อไป ไทยต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนาทุนมนุษย์ และใช้ประโยชน์จากกระแสการลงทุนระลอกใหม่ของบริษัทต่างชาติที่ต้องการกระจายฐานการผลิตและหาตลาดที่มีความมั่นคง โดยต้องทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้ ผ่านการยกระดับทักษะและเปิดโอกาสให้แรงงานและผู้ประกอบการไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเศรษฐกิจใหม่
จุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินไทย
ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยปฏิรูประบบการเงินอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ และการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศ ส่งผลให้สถาบันการเงินและระบบการเงินไทยมีความแข็งแกร่งกว่าช่วง 30 ปีก่อนอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ธปท.ระบุว่า แม้ไทยจะมีความพร้อมในการรับมือความเสี่ยงด้านการเงินมากขึ้น แต่เศรษฐกิจยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเติบโต โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลงหลังเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญ ไทยเคยโตมากกว่า 7% ก่อนวิกฤตปี 2540 เหลือ 5.3% หลังวิกฤต จากนั้นลดลงเหลือ 3.5% หลังวิกฤตการเงินโลก และโตเฉลี่ยประมาณ 2.4% หลังการระบาดของโควิด-19 โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตเพียง 2.1-2.3%
วิทัยกล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องอาศัยการประสานนโยบายการเงินและการคลังให้สอดคล้องกัน ควบคู่กับการรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบาย วินัยการคลัง และความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เพื่อให้ประเทศยังมีพื้นที่ในการใช้นโยบายรับมือวิกฤตหรือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยนโยบายการคลังควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและการปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการเงินมุ่งรักษาเสถียรภาพราคาและเศรษฐกิจมหภาค
ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา 4 ด้าน ได้แก่ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs การสนับสนุนเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ และการสกัดกั้นธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการแก้ปัญหาหนี้และการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจต้องมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ ไม่ใช่พึ่งพาการปล่อยสินเชื่อเพียงอย่างเดียว
ไทยยังมีจุดแข็ง แต่ต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ
ณรงค์ชัยกล่าวว่า ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ไทยได้สร้างจุดแข็งทางเศรษฐกิจไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การค้า การเงิน โครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน และระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต แต่ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความท้าทาย
ด้านแรกคือการเปิดเสรีทางการค้าและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น อาเซียน (ASEAN) เอเปค (APEC) และองค์การการค้าโลก (WTO) ส่งผลให้ภาคการค้าของไทยแข็งแกร่งขึ้น โดยณรงค์ชัยระบุว่า ในปี 2540 ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไทยมีมูลค่าการส่งออก 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.68 แสนล้านบาท) และคาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 13.47 ล้านล้านบาท)
ด้านที่ 2 คือการพัฒนาตลาดการเงินและตลาดทุน โดยไทยเปิดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในปี 2535 และจัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจ (Bangkok International Banking Facilities: BIBF) ในปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีทางการเงินในอดีตโดยขาดความเข้าใจความเสี่ยงจากการใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ควบคู่กับการเปิดเสรีเงินทุนและการดำเนินนโยบายการเงินอย่างอิสระ เป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ปัจจุบันไทยมีระบบการเงินและตลาดทุนที่พัฒนาแข็งแกร่งขึ้นมาก
ด้านที่ 3 คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านภาคเอกชน ทั้งระบบโทรคมนาคมและดิจิทัล รถไฟฟ้าในเมือง และกิจการพลังงาน ซึ่งช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ส่วนด้านที่ 4 คือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2544-2545 และช่วยสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม ณรงค์ชัยมองว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 แตกต่างจากปี 2534 อย่างมาก โดยปัจจุบันมีความไม่แน่นอนและความท้าทายสูงกว่า ไทยจึงต้องมองไปข้างหน้าและให้ความสำคัญกับการปฏิวัติเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation: DX) ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านอินเทอร์เน็ต การเงิน และเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการดำเนินธุรกิจ
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาระบบพลังงาน (Energy Transformation: NX) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยมองว่าหากไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบพลังงานไปพร้อมกัน จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามข้อเสนอของธนาคารโลก
IMF ชี้เอเชียขับเคลื่อน 68% ของการเติบโตโลก
ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิกของ IMF กล่าวว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเมื่อ 30 ปีก่อน เอเชียมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไม่ถึง 25% แต่ในปี 2026 คาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 68% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญของภูมิภาค จากเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการที่มีผลิตภาพสูงขึ้น
สำหรับไทย การที่รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 1,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นมากกว่า 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ ขณะเดียวกัน พัฒนาการของเศรษฐกิจเอเชียยังทำให้ IMF ต้องปรับแนวทางการทำงานและความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะการนำบทเรียนจากวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 มาพัฒนากรอบการประเมินความเสี่ยงของภาคการเงิน และแนวทางรับมือความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนากรอบนโยบายแบบบูรณาการที่ช่วยให้ประเทศต่างๆ พิจารณาการจัดการเงินทุนและนโยบายเศรษฐกิจให้สอดคล้องกันมากขึ้น
นอกจากนี้ IMF ยังได้ปรับปรุงเครื่องมือให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศต่างๆ และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ประเทศในเอเชียรับมือกับความเสี่ยงและเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Tags: เศรษฐกิจ, IMF, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., เศรษฐกิจโลก, กระทรวงการคลัง, WBG, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, The International Monetary Fund, World Bank Group, วิทัย รัตนากร




