วันนี้ถือเป็นวันแรกของการประชุม IMF-World Bank 2026 อย่างเป็นทางการที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในประเทศไทย หลังจากประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วเมื่อปี 1991 ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่จะแสดงศักยภาพและความพร้อมทางเศรษฐกิจต่อสายตาประเทศที่เป็นสมาชิกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (The International Monetary Fund: IMF) ทั้งหมด 191 ประเทศ
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเงิน ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศสมาชิก จนทำให้การประชุม IMF-World Bank นั้นถูกเปรียบเป็น ‘โอลิมปิกแห่งโลกการเงิน’
โดยภายในงานจะมีผู้ว่าการธนาคารกลางของหลายประเทศ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนักการเงินจากทั่วโลกเข้าประชุม เช่น อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve System: FED) หรือทาร์มาน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสิงคโปร์
ไทยจะได้อะไรจาก IMF-World Bank 2026
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะพ่องาน ระบุว่า โอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับจากการจัดงานครั้งนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจบริการ เช่น ผู้ประกอบการด้านที่พัก ร้านอาหาร และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผ่านการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก ขณะเดียวกันยังช่วยขยายโอกาสให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จะใช้เวทีระดับนานาชาติประชาสัมพันธ์สินค้าของไทย
นอกจากนั้นการประชุมครั้งนี้ยังถูกคาดหวังด้วยว่า จะเพิ่มโอกาสให้กับภาคธุรกิจของไทยในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับบริษัทระดับโลกเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งใน Supply Chain ของโลก อีกทั้งยังสามารถต่อยอดการลงทุน สร้างงาน และพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
จากรายงาน Building Thailand’s Future Today ของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group ระบุว่า หลังจากปี 1991 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม IMF-World Bank เป็นครั้งแรก ประเทศไทยก้าวข้ามจากสังคมเกษตรกรรมที่มีรายได้ปานกลางค่อนต่ำ (Agrarian Lower Middle-Income Country) มาสู่การเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พร้อมระบุด้วยว่า หลายทศวรรษหลังจากนั้น เศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงตลาดแรงงาน เมือง และการพัฒนามนุษย์ยังถูกปฏิรูปใหม่ มีการสร้างงานกว่า 10.7 ล้านตำแหน่งระหว่างปี 1991-2025 โดยเฉพาะในภาคการผลิตและภาคบริการ
ด้าน พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า การจัดประชุม IMF-World Bank 2026 จะเป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทยที่นำเสนอทิศทางใหม่ของประเทศสู่สายตาโลก คาดว่าจะมีคนเข้าร่วมถึง 1.5 หมื่นคน มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ประเทศ 8,000-9,000 ล้านบาท ตอกย้ำภาพลักษณ์ว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน
นอกเหนือจากรายได้ที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ยังให้ความเห็นด้วยว่า เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงโชว์เคสที่มีความสำคัญและพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะประกอบด้วย 4 เรื่องหลักคือ
1. Digital & AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth
2. โอกาสของประเทศขนาดกลางในโลกหลายขั้ว (Fragmented World)
3. การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
4. เศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Aging Society) รองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
ขณะที่ฝั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ ‘แบงก์ชาติ’ นำเสนอประเด็น Safe and Inclusive Digital Finance for Financial Wellbeing เพื่อสะท้อนให้เห็นความสำคัญของพัฒนาการระบบการเงินดิจิทัลและการป้องกันสแกมเมอร์
2026 กับ 1991 สถานการณ์ของประเทศแตกต่างกัน
แม้การจัดการประชุม IMF-World Bank ดูจะเป็นความหวังของประเทศไทยในการชูศักยภาพของประเทศ อย่างไรก็ตาม มีมุมมองที่น่าสนใจจาก กรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ออกมาโพสต์ผ่าน Facebook ส่วนตัวว่า “ไทยวันนั้นกับไทยวันนี้ต่างกันมาก”
กรณ์ฉายภาพให้ฟังว่า ในปี 1991 เศรษฐกิจของไทยโตเฉลี่ยที่ 8% หลังจากโตเลขสองหลัก (Double-Digit) มา 3 ปีติดต่อกัน ทำให้คนไทยที่เรียนและทำงานอยู่ต่างประเทศอยากกลับเข้ามาหาโอกาสที่ประเทศไทย เพราะเชื่อว่ามีโอกาสอยู่ คนบางส่วนมองเป็น ‘โอกาสจริง’ ขณะที่คนบางส่วนเชื่อว่าจะมีโอกาส แต่ความเชื่อที่ว่านั้น ทำให้คนกล้าเสี่ยงที่จะลงทุน ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า ‘Animal Spirit’
ในช่วงเวลานั้น ไทยถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับ A ซึ่งสูงกว่าปัจจุบันถึง 2 ขั้น การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank ในครั้งนั้น จึงถือเป็นรางวัลของความสำเร็จและเป็นการเปิดตัวกับนักลงทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ดี ในปี 1991 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวต่อว่า ประเทศไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 7.7% ของ GDP หนี้ต่างประเทศเพิ่มจาก 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9.40 แสนล้านบาท) เป็นเกือบ 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.27 ล้านล้านบาท) ภายในปีเดียว และค่าเงินบาทถูกตรึงไว้
“2 ปัจจัยนี้มีส่วนสำคัญในการทำให้ภายใน 6 ปีจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนั้น ไทยเราต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ” กรณ์ระบุ
เมื่อมองกลับมาที่ปัจจุบัน ไทยถูกตั้งคำถามว่าเป็น ‘Sick Man of Asia’ เพราะเศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าทุกประเทศในอาเซียน ประเทศไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุที่วัยประชากรทำงานลดลงทุกปี ขณะที่หนี้ครัวเรือนก็สูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก
นอกจากนั้นกรณ์ยังแสดงความกังวลต่อตัวเลขการลงทุน ที่แม้ในครึ่งปีแรกของปี 2026 จะมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนถึง 1.47 ล้านล้านบาท แต่ส่วนใหญ่คือ Data Center และ AI ซึ่งสร้างงานให้คนไทยเพียง 8.2 หมื่นตำแหน่ง และปีนี้การลงทุน-ส่งออกของไทยพึ่งกระแส AI ของโลกกระแสเดียว หากกระแสนั้นสะดุด ประเทศไทยก็จะสะดุดทั้ง 2 ขาพร้อมกัน
ในส่วนของความเปราะบางอีกประการที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมองคือ ‘อัตราดอกเบี้ยนโยบาย’ ที่อยู่ที่ 1% ทำให้รัฐยังแบกหนี้ไหว แต่ดอกเบี้ยไม่ได้ต่ำตลอดไป ในปี 1991 ค่าเงินที่นิ่งทำให้รู้สึกปลอดภัย แต่วันนี้ดอกเบี้ยที่ต่ำกำลังทำหน้าที่เดียวกัน
“แต่เรื่องที่ผมห่วงที่สุดไม่ได้อยู่ในตัวเลขไหนเลย คือ Animal Spirit ที่หายไป ความรู้สึกว่าโอกาสอยู่ที่นี่ ที่เคยดึงคนไทยกลับบ้านเมื่อ 35 ปีก่อน วันนี้ผมไม่เห็นสิ่งนั้น ในทางกลับกัน เยาวชนไทยที่เรียนจบสูงๆ กลับหาทางไปที่ต่างประเทศ
“ปี 2534 ความเสี่ยงของเราคือล้มแรง วันนี้ความเสี่ยงคือค่อยๆ ถอย โดยไม่มีวันไหนที่สัญญาณเตือนดัง แบบหลังนี้แก้ยากกว่า เพราะไม่มีวิกฤตมาบังคับให้เราต้องลงมือ แขกจากทั่วโลกจะได้เห็นประเทศที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นความจริง แต่ผมหวังว่าเราจะใช้สัปดาห์นี้ถามตัวเองด้วยคำถามที่ปี 2534 เราไม่ได้ถามว่า หากเรายังเดินต่อไปแบบนี้ ในอีก 5 ปีเราจะเป็นอย่างไร” กรณ์แสดงความกังวล
Tags: World Bank, IMF-World Bank 2026, Feature, การเงิน, เศรษฐกิจ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารโลก, กระทรวงการคลัง, เอกนิติ



