4 ปีที่รอคอยมาถึงแล้ว มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่กำลังจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน-19 กรกฎาคม 2026 ถูกพูดถึงในฐานะการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพพร้อมกันถึง 3 ประเทศ อีกทั้งยังเพิ่มจำนวนทีมเป็น 48 ทีม ทำให้การแข่งขันในครั้งนี้น่าจับตามองเป็นอย่างมาก
ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลโลกในปีนี้ กลับมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับราคาตั๋วเข้าชมและค่าลิขสิทธิ์เกิดขึ้นอย่างร้อนแรงบนโลกอินเทอร์เน็ต แฟนบอลหลายคนกำลังประสบกับปัญหาราคาตั๋วเข้าชมที่สูงลิ่ว เช่นเดียวกับแฟนบอลชาวไทยที่ต้องลุ้นว่าจะได้ดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในปีนี้ ‘ฟรี’ จริงไหม แต่เมื่อรัฐบาลไม่สนับสนุนเงินในการซื้อลิขสิทธิ์ เพราะมองว่าค่าลิขสิทธิ์มีราคาสูงกว่าที่ผ่านมา ทำให้บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ตัดสินใจปิดดีลกับทาง FIFA มาในราคากว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2,300 ล้านบาท) ส่งผลให้ MONOMAX ออกแพ็กเกจดูฟุตบอลบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงในราคาที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับช่วงเวลา 1 เดือนของการแข่งขัน
‘ฟุตบอล’ กีฬาของชนชั้นแรงงาน
สมัยก่อน ฟุตบอลในอังกฤษถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่คนรากหญ้าและชนชั้นแรงงาน ที่จะเล่นฟุตบอลเพื่อคลายเครียดจากการทำงานในเวลาว่าง สโมสรฟุตบอลในอังกฤษส่วนมากจึงเป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานในแต่ละย่าน ตั๋วเข้าชมฟุตบอลจึงมีราคาถูก เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
ต่อมาฟุตบอลขยายความนิยมไปทั่วโลกผ่านอาณานิคมอังกฤษ เรียกได้ว่า อังกฤษไปที่ไหน ฟุตบอลก็จะตามไปด้วย จนผ่านมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็ยิ่งทำให้ทุกคนเข้าถึงฟุตบอลได้ง่ายขึ้น
ทุนนิยมกำลังทำให้ฟุตบอลกลายเป็นสินค้า?
ความนิยมในระดับโลก เปลี่ยนฟุตบอลให้กลายเป็นทุนนิยม สโมสรและการแข่งขันระดับนานาชาติเริ่มสร้างรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ และตั๋วเข้าชมมากขึ้น โดยการนำสิ่งที่เคยเป็นคุณค่าร่วมกันของสังคมอย่าง ‘ฟุตบอล’ มาทำให้กลายเป็นสินค้าในตลาด ผ่านการขายแพ็กเกจและประสบการณ์
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ฟุตบอลถูกกระทำผ่านกระบวนการนี้มาอย่างต่อเนื่อง ตั๋วที่เคยซื้อหน้าสนามก็เริ่มมีระบบและราคาที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การแบ่งระดับราคา ไปจนถึงสิทธิพิเศษสำหรับผู้ชม สิทธิการถ่ายทอดสดกลายเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการสื่อต่างแข่งขันกันประมูลในราคาที่สูงขึ้นทุกปี จากสโมสรที่เคยเป็นตัวแทนชุมชน ค่อยๆ กลายเป็นธุรกิจที่มีผลกำไร เน้นขายประสบการณ์ ความตื่นเต้นและความรู้สึก ราคาจึงไม่สำคัญเท่ากับการได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
กระบวนการนี้แสดงให้เห็นว่า ฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงแค่กีฬา แต่กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมและความบันเทิงที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ความผูกพันของแฟนบอล ความรู้สึกร่วมกับสโมสร ตลอดจนประสบการณ์ในการรับชมการแข่งขัน ต่างถูกนำเข้าสู่กลไกตลาดและสามารถซื้อขายได้ในรูปแบบต่างๆ
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การนำเอา ‘ระบบ Dynamic Pricing’ หรือการกำหนดราคาตามความต้องการของตลาดมาใช้ในการจำหน่ายตั๋วชมการแข่งขัน ส่งผลให้ราคาตั๋วไม่ได้ถูกกำหนดแบบตายตัวอีกต่อไป แต่จะขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อ ยิ่งการแข่งขันได้รับความสนใจมากเท่าไร ราคาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น เช่น ราคาตั๋วในรอบชิงชนะเลิศ World Cup 2026 มีราคาต่ำสุดคือ 9,660 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3 แสนบาท) ขณะที่ราคาสูงสุดนั้น พุ่งไปถึง 42,104 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.3 ล้านบาท)
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลโลกในครั้งนี้ ได้นำเอาโมเดลธุรกิจแบบอเมริกันฟุตบอลมาใช้ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้สูงสุดมากกว่าการจำหน่ายตั๋วหมด ระบบ Dynamic Pricing จึงกลายเป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้การเข้าถึงฟุตบอลโลกค่อยๆ ถูกกำหนดด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น
หากสงสัยว่าแฟนบอลที่ดูฟุตบอลโลกอยู่ที่บ้าน จะถูกกีดกันจากราคาตั๋วและโมเดลธุรกิจของ FIFA ได้อย่างไร คำตอบคือ ค่าแพ็กเกจที่แฟนบอลต้องจ่าย เมื่อ FIFA หันมาสร้างรายได้จากผู้ชม ต้นทุนต่างๆ ก็ส่งต่อไปยังแฟนบอลทั่วโลกที่กำลังดูฟุตบอลผ่านหน้าจอ เมื่อค่าลิขสิทธิ์สูงขึ้น ผู้ชมก็ต้องจ่ายค่าแพ็กเกจบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงในราคาที่สูงขึ้นด้วย
รูปแบบการสร้างรายได้เช่นนี้ แตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา เดิมทีรายได้หลักของ FIFA มาจากการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดให้กับสถานีโทรทัศน์ การสนับสนุนจากสปอนเซอร์ และการจำหน่ายตั๋วในราคาที่ค่อนข้างคงที่ โดยมีเป้าหมายทำให้การแข่งขันเข้าถึงผู้ชมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพิ่มทีม เพิ่มแมตช์ แล้วเพิ่มอะไรอีก
การปรับเพิ่มจำนวนทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม ถูกนำเสนอว่า เป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ได้เข้าร่วมในมหกรรมกีฬาโลก ทำให้จำนวนแมตช์เพิ่มขึ้นจาก 64 เป็น 104 นัด ซึ่งหมายถึงชั่วโมงออกอากาศ พื้นที่โฆษณา และรายได้จากสปอนเซอร์ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ความน่าสนใจของการแข่งในครั้งนี้คือ ‘การพักดื่มน้ำ’ (Hydration Breaks) ในนาทีที่ 22 ของแต่ละครึ่งการแข่งขัน ทำให้เกมถูกแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ฟังดูเหมือนดีที่นักเตะจะได้พัก แต่จริงๆ แล้ว เป็นเหมือนการเพิ่มพื้นที่โฆษณาให้กับเหล่าสปอนเซอร์ทั้งหลาย เพราะแต่ละเบรกกินเวลาประมาณ 3 นาที และจะมีพื้นที่สำหรับโฆษณา 4 เจ้าต่อเบรก รวมเป็น 832 สล็อตโฆษณาตลอดทั้งการแข่งขัน เพียงแค่เจ้าเดียวอาจสร้างรายได้สูงถึง 332 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท)
ดูเหมือนว่า FIFA จะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่แฟนบอลกลับไม่ได้คิดแบบเดียวกัน เพราะพวกเขามองว่า เป็นการทำลายโมเมนตัมและเสน่ห์ของการเล่นฟุตบอล แฟนบอลหลายคนจึงมีคำถามตามมาว่า FIFA กำลังทำเพื่อประโยชน์ของนักกีฬาและผู้ชม หรือเพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับการสร้างรายได้จากโฆษณากันแน่
สรุปแล้วใครได้ ใครเสีย
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสร้างรายได้ของ FIFA สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า ‘เศรษฐกิจรูปตัว K’ (K-Shaped Economy) ที่กลุ่มคนในสังคมเติบโตไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกันอย่างสุดขั้ว เปรียบเสมือนแขนของตัวอักษร ‘K’ โดยกลุ่มหนึ่งจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แขนบน) ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งจะดิ่งลง (แขนล่าง) เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการแข่งขันในครั้งนี้แล้ว
– แขนบน คือ FIFA กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ และแฟนบอลที่มีกำลังซื้อมาก พวกเขายังสามารถซื้อตั๋วในราคาสูงและเข้าถึงประสบการณ์สุดพิเศษ โดยไม่ต้องแบกรับภาระใดๆ เอาไว้
– แขนล่าง คือ แฟนบอลธรรมดาที่กำลังถูกกีดกันด้วยราคาที่สูง เนื่องจากไม่มีกำลังซื้อที่มากพอ
ขณะที่การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกมักถูกมองว่า เป็นโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การสร้างสนามกีฬา ระบบขนส่งสาธารณะ เจ้าภาพหลายประเทศเลยยอมลงทุนมหาศาลด้วยงบประมาณจากภาครัฐและภาษีประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ
แต่อีกมุมหนึ่ง หลายประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกลับต้องเผชิญกับ ‘ปัญหาความไม่คุ้มค่าหลังจบการแข่งขัน’ เช่น สนาม Arena da Amazônia เมืองมานาอุส ในเขตป่าแอมะซอน ประเทศบราซิล ที่สร้างขึ้นสำหรับฟุตบอลโลกปี 2014 ด้วยงบประมาณมหาศาล กลับไม่มีการแข่งขันระดับสูงมารองรับและถูกทิ้งร้างเอาไว้ ส่งผลให้ต้นทุนการดูแลและบำรุงรักษาสนาม ตกเป็นภาระของภาครัฐและประชาชนแทน
แล้วฟุตบอลโลกควรเป็นของใคร?
ฟุตบอลเริ่มมาจากกิจกรรมของชนชั้นแรงงาน ก่อนที่จะเติบโตกลายเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก จนเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้าน ทั้งค่าตั๋ว ค่าลิขสิทธิ์ ค่าแพ็กเกจและประสบการณ์ในการเข้าถึงฟุตบอล ถูกกำหนดด้วยกลไกตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กีฬาที่เรียกว่าเป็น ‘กีฬาของทุกคน’ กำลังค่อยๆ ทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง เราในฐานะแฟนบอลจะยอมรับได้ไหม ถ้ากีฬาที่เคยดูอยู่ทุกวันกำลังจะกีดกันเราออกไป เนื่องจากมีกำลังทรัพย์ไม่มากพอ
ที่มา:
– https://www.bbc.com/news/articles/cpv32417nlwo
– https://marxist.com/fifa-world-cup-2026-capitalism-is-ruining-sports.htm
– https://www.britannica.com/money/economics-of-the-FIFA-World-Cup
– https://today.line.me/th/v3/article/kEKX7kL?view=topic&referral=worldnews
– https://www.npr.org/2026/05/28/nx-s1-5836514/2026-world-cup-fifa-ticket-prices
– https://www.bbc.com/sport/football/articles/c621620wr77o
– https://www.facebook.com/NationSTORY/photos/article
Tags: ฟุตบอล, ฟุตบอลโลก, world cup, ทุนนิยม, บอลโลก, Dynamic Pricing, FIFA World Cup 2026, Feature, Football




