วันนี้ (14 กรกฎาคม 2569) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) ซึ่งถือเป็นเวทีด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก และได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘โอลิมปิกทางการเงิน’
โดยการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ของประเทศไทย หลังจากเคยจัดการประชุมดังกล่าวมาแล้วเมื่อปี 2534 ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่ได้รับโอกาสจัดการประชุมระดับนี้ถึง 2 ครั้ง และเปิดโอกาสในการนำเสนอศักยภาพของประเทศสู่สายตาประชาคมโลก
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการลงทุน การค้า การท่องเที่ยว การสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ ตลอดจนการผลักดันแนวคิดและนโยบายที่ประเทศไทยต้องการนำเสนอแก่ประชาคมโลก
ประเทศไทยกำหนดแนวคิดหลักของการประชุมภายใต้ชื่อ ‘ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง’ หรือ ‘Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience’ ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
“การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพ และประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้รับหน้าที่นี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยจัดการประชุมมาแล้วเมื่อปี 2534 ซึ่งในครั้งนั้น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประชุมดังกล่าวโดยเฉพาะ การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความพร้อมในการจัดงานระดับโลก และศักยภาพของคนไทย”
เอกนิติระบุว่า ไทยตั้งเป้าหมายใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่ร่วมกำหนดวาระเศรษฐกิจโลก (Global Agenda) โดยจะผลักดัน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ โดยไทยเตรียมนำเสนอความสำเร็จด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ เช่น ระบบพร้อมเพย์ และการชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-Border QR) รวมถึงการประยุกต์ใช้ข้อมูลและ AI เพื่อยกระดับบริการภาครัฐและสาธารณสุข
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องการสะท้อนบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น โดยมองว่าประเทศขนาดกลางสามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศได้ ผ่านการผลักดันไทยเป็น Trusted Hub ด้านการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย
นอกจากนี้ ไทยจะนำเสนอศักยภาพของการพัฒนาเศรษฐกิจรองรับสังคมสูงวัย (Wellness Economy) ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรไทย อาหารเพื่อสุขภาพ มวยไทย การทำสมาธิ และบริการด้านสุขภาพ โดยมุ่งเปลี่ยนความท้าทายของสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมเตรียมความพร้อมด้านการเงินรองรับสังคมผู้สูงอายุ รวมไปถึงการผลักดันการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ
นอกจากเนื้อหาการประชุม ไทยยังเตรียมใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยคัดเลือกผ้าทอพื้นเมืองจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลายอัตลักษณ์ มาประดับตกแต่งพื้นที่ประชุม พร้อมนำเสนอสินค้า GI และอาหารไทยคุณภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิไทยแท้ 100% สมุนไพร และวัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้แทนจากทั่วโลกได้สัมผัสอัตลักษณ์ไทย
รัฐบาลยังเดินหน้าสื่อสารให้การประชุมครั้งนี้เป็นวาระแห่งชาติ ผ่านแคมเปญ Road to Thailand เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชนทุกภาคส่วน พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชน ชุมชน ผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นจากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุม รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว
ทั้งนี้ เอกนิติยืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อม 100% โดยได้ตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสารัตถะ ด้านพิธีการและอำนวยการ และด้านการรักษาความปลอดภัย เพื่อดูแลการจัดงานให้ครอบคลุมทุกมิติ พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการงานอย่างไร้รอยต่อ พร้อมได้รับการตรวจประเมินขั้นสุดท้ายจากคณะผู้แทนจาก The International Monetary Fund และ The World Bank Group
“ประเทศไทยต้องการใช้เวทีนี้ร่วมผลักดันวาระสำคัญของโลกผ่านแนวคิดหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างศักยภาพของประชาชน เพื่อให้ทุกคนปรับตัวและรับมือโลกยุคใหม่ได้ รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ประเทศและประชาชนพร้อมเผชิญความท้าทายในอนาคต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้”
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในฐานะเจ้าภาพ ประเทศไทยยังเตรียมผลักดัน Bangkok Blueprint ให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ (Key Deliverables) ของการประชุมครั้งนี้ โดยเป็นกรอบนโยบายสำหรับรับมือภัยทางการเงินดิจิทัลที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกประเทศ โดย Bangkok Blueprint จะมี 12 ประเด็นสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานด้านนโยบายและกฎหมาย การป้องกันและตรวจจับการทุจริต การฟื้นฟูระบบเมื่อเกิดเหตุ การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน
“Bangkok Blueprint จะเป็นเหมือน Reference ของทั่วโลกว่า หากประเทศใดต้องการรับมือภัยการเงินดิจิทัล ควรดำเนินการอย่างไร โดยนอกจากหลักการแล้ว ยังมีงานวิจัยและกรณีศึกษาของประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จประกอบอยู่ด้วย”
พร้อมกันนี้ วิทัยเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจาก 191 ประเทศ พร้อมติดตามกิจกรรมต่างๆ ที่รัฐบาลและ ธปท.จัดขึ้นตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการประกวดคลิปวิดีโอ การแข่งขันด้านวิชาการ การประชุมสัมมนา เวิร์กช็อป และกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ผ่านช่องทางออนไลน์
ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 1.5 หมื่นคน จาก 191 ประเทศ ประกอบด้วยผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก เพื่อร่วมหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลกในอนาคต
Tags: ธนาคารแห่งประเทศไทย, กระทรวงการคลัง, 2026AnnualMeetings, 2026IMFWBG, AM2026Thailand, WBG, WorldBankGroup, IMF




